บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2121 มิอาจนิยาม
บทที่ 2121 มิอาจนิยาม
ซูอี้ครุ่นคิดสักพัก และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ศึกเมื่อครู่นี้ ไฉนเลยไม่ใช่คำตอบ?”
ไป๋ซิ่วพลันผงะไป
ระดับสูงต่ำสำคัญหรือไม่?
เมื่อมองย้อนไปยังศึกก่อนหน้านี้ ระดับขอบเขตนั้นช่างไร้ค่า ไม่มีความสำคัญสักนิด!
เพราะถึงอย่างไร หากขอบเขตสูงกว่าก็สามารถครอบงำสรรพสิ่งได้ มีหรือนางจะพ่ายต่อซูอี้ผู้ซึ่งยังมิได้เป็นเทพ?
ขนาดตัวนางเองยังสามารถพอสังหารเทพชั้นกลางโดยง่ายได้เลย!
“แต่ผู้มีขอบเขตสูงกว่าก็ยังสามารถบดขยี้ผู้มีขอบเขตต่ำกว่าได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
ไป๋ซิ่วอดกล่าวมิได้
ซูอี้พยักหน้า “ก็จริงเช่นนั้น แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่ายามเจ้าเคลื่อนขอบเขต เจ้าก็สามารถข้ามไปจัดการกับศัตรูซึ่งระดับสูงขึ้นอีกได้”
หนนี้ ซูอี้กล่าวขึ้นอีกโดยไม่รอให้ไป๋ซิ่วกล่าววาจาใด “ไร้สิ่งใดแท้เที่ยง เส้นคั่นและช่องว่างระหว่างขอบเขตนั้นไม่ยืนยงไร้พ่ายในสายตาเจ้าและข้า ดังนั้นสำหรับเรา ระดับขอบเขตหาสำคัญไม่”
“ทว่า สำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในโลกหล้า ระดับขอบเขตสูงต่ำนั้นสำคัญยิ่ง”
ซูอี้กล่าว “เพราะถึงอย่างไร คนอย่างเจ้าและข้าก็เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อย ไม่อาจเป็นตัวแทนผู้ฝึกตนอันมากล้นส่วนใหญ่ได้เลย”
ไป๋ซิ่วตกสู่ห้วงความคิดลึกล้ำอย่างช่วยไม่ได้
คำถามนี้ดูเรียบง่ายยิ่ง แต่เมื่อเป็นเรื่องของการแบ่งขอบเขต ความหมายของมันจึงแตกต่างโดยสิ้นเชิง
“วิถีฝึกฝนนั้นสร้างขึ้นจากขอบเขต และแต่ละขอบเขตก็เหมือนขั้นบันได”
ซูอี้กล่าวขึ้นอีกครั้ง “การสัญจรบนมหาวิถี สำหรับเรา ทุกขอบเขตสำคัญอย่างยิ่ง เป็นรากฐานต่อวิถีเต๋าของเรา และมีเพียงการขึ้นบันไดทีละขั้น เราจึงขึ้นสูง ทัศนาได้กว้างไกลขึ้น”
“ส่วนระดับของบันไดเหล่านั้น ขึ้นกับความแข็งแกร่งของตนเอง”
“ผู้มีรากฐานท้าทายสวรรค์ จะข้ามขั้นบันไดหลายขั้นไปพิชิตศัตรูซึ่งอยู่บนขั้นเหนือกว่าได้”
“ทว่า นี่เป็นเพียงการดวลประชันฝีมือ ยามเสาะแสวงบนเส้นทางมหาวิถี แต่ละขั้นก็ต้องก้าวขึ้นเป็นขั้นๆ ไป หากพลาดไปแม้สักขั้น วิถีเต๋านี้ก็จะพังทลาย”
กล่าวถึงตรงนี้ ซูอี้พลันแย้มยิ้ม “ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องสำคัญยิ่งก็คือเดินบนขั้นบันใดแต่ละขั้นให้ดี ส่วนระดับของขั้นบันไดนั้น เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจมันมากนัก”
ไป๋ซิ่วฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเผลอไผล “ข้าจดจำคำตอบของสหายเต๋าไว้แล้ว และภายหน้า ข้าจะขอถามคำตอบจากผู้อื่นต่อ”
เห็นได้ชัดว่าไป๋ซิ่วฟังหูไว้หู ไม่ได้ยอมรับทุกสิ่งที่ซูอี้กล่าวอย่างหน้ามืดตามัว
ซูอี้ชื่นชมด้านนี้ของนาง และกล่าวว่า “ข้าจะตั้งตารอคอยวันที่เจ้าพบคำตอบของตนโดยแท้จริง”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังจรจาก
เพราะเขาถือไป๋ซิ่วเป็นสหายเต๋านี่แหละ เขาจึงเต็มใจเป็นฝ่ายเสวนากล่าวบางประเด็นขึ้นก่อน
สำหรับผู้อื่น เขาคร้านเกินกว่าจะพูดพล่ามโดยสิ้นเชิง
นั่งจมกับทฤษฏี มีหรือจะสู้ลุกขึ้นมาลงมือ!
เส้นทางมหาวิถีของตน ก็ต้องเดินด้วยตนเอง!
“หาคำตอบของข้าเอง… นั่นสินะ เหตุที่ข้าสับสนนั้นก็เพราะทุกผู้ให้คำตอบต่อข้าแตกต่างกัน และข้า… ข้าไม่เคยหาคำตอบใดตรงกับหัวใจวิถีของข้าได้เลย……”
ไป๋ซิ่วพึมพำ ดูเหม่อค้าง จมในความคิดลึกล้ำ
นางชอบอ่านหนังสือ
และชอบขบคิด
สิ่งที่นางต้องทำในยามนี้ ก็คือหาคำตอบของนางเองเช่นซูอี้ว่า!
โลกนี้มีวิถีฝึกฝนอยู่มากมาย และกลุ่มเต๋าหลากหลาย จึงย่อมมีข้อถกเถียงโต้แย้งระหว่างกัน
เช่นพุทธ เต๋า มาร ขงจื่อ ปีศาจ ขั้วสำนักอันแตกต่างเหล่านี้ต่างมีจารีตครรลองแตกต่างเนื่องด้วยเข้าใจในวิถีแตกต่างกัน
หากผู้ใดหา ‘คำตอบ’ บนมหาวิถีของตนได้ ก็หมายความว่าคนผู้นั้นมีคุณสมบัติเบิกระบบวิถีใหม่ มีเกียรติเป็นปฐมาจารย์ได้ด้วยตนเอง!
เรื่องนี้ยังมีความสำคัญสูงสุดต่อตัวตน ‘ระดับจอมเทพ’ ทั้งหลายด้วย
เป็นเรื่องสำคัญสูงสุดที่ต้องขบคิดจัดการอย่างจริงจัง!
……
นอกหอคอยเทพที่ห้า
เมื่อเห็นซูอี้เดินออกมา ยอดฝีมือทั้งหลายซึ่งรออยู่ที่นั่นก็ล้วนตะลึงนิ่งเงียบไป
ไร้เสียงอื้ออึง ไร้คำโต้เถียง ไร้ความตื่นเต้นร้อนเร่า
ในใจผู้คนมีเพียงความคิดเดียว……
หรือซูอี้ผู้นี้จะชนะอีกแล้ว?
หากเป็นเช่นนั้น ไม่ได้หมายความหรือว่ากระทั่งเทพชั้นล่างไป๋ซิ่วผู้เลิศล้ำสูงสุดในขอบเขตสรรสร้างตลอดกาลนานยังพ่ายแก่มือซูอี้?
เมื่อพวกเขาคิดเช่นนี้ หัวใจผู้คนพลันบิดมวน ไร้วจีนิ่งงันยิ่งกว่าเดิม
จนกระทั่งเห็นร่างของซูอี้เดินไปทางหอคอยเทพที่หกซึ่งตั้งอยู่ไกลๆ อวี๋จิ่วซึ่งพ่ายต่อซูอี้ไปก่อนหน้านี้ก็ไม่อาจกลั้นคำรำพึงไว้ได้
“สหายเต๋าซูยังไม่ได้เป็นเทพ แต่กลับไร้เทียมทานในขอบเขตสรรสร้าง ช่างเลิศล้ำเกริกเกียรติ ควรค่ายกย่องตลอดกาลนาน!”
วาจานั้นทำลายบรรยากาศทั่วทิศอันชะงักงัน ดุจอัสนิบาตฟาดเปรี้ยง เกิดเป็นเสียงเอ็ดอึงสนั่นลั่น
ซูอี้ชนะแล้วจริงๆ!!
เขาไม่เพียงไร้พ่ายตราบกาลในระดับสุดลึกล้ำ แต่ยังเป็นผู้ฝึกตนระดับสุกลึกล้ำผู้กล่าวได้ว่าไร้พ่ายต่อเทพชั้นล่างขอบเขตสรรสร้างใดๆ ด้วย!
ปาฏิหาริย์!
นี่เป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์อันเลิศล้ำเหลือเชื่อสูงสุดในโลกหล้าจริงแท้ ไม่เคยปรากฏมาก่อน เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวในหล้า!!
ซูอี้ก็ได้ยินเสียงฮือฮาเหล่านี้เหมือนกัน
ทว่าเขาไม่ได้กล่าวอันใด และในใจก็มิได้สำราญนัก
ชายหนุ่มขัดเกลาเตรียมการบรรลุเทพมาแสนนาน จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะบรรลุสำเร็จได้เช่นยามนี้
หาไม่ เขาซึ่งเป็นผู้สะบั้นกฎคงดูไร้สามารถเกินไป!
บททดสอบในหอคอยเทพที่หกและเจ็ดนั้นมุ่งเป้าทดสอบเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว
แตกต่างจากห้าหอคอยเทพก่อนหน้า นับแต่หอคอยเทพที่หกขึ้นไป บททดสอบและด่านพิสูจน์นั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง
เหมือนเช่นบททดสอบของหอคอยเทพที่หก มีนามว่า ‘เคลื่อนวิถี’ เป็นการทดสอบการควบคุมกฎมหาวิถี
และบททดสอบจากหอคอยเทพที่เจ็ด มีนามว่า ‘ถกวิถี’ ทดสอบอำนาจความคิดอันลึกลับสูงสุด
ยามซูอี้มาถึงหอคอยเทพที่หก มีคนผู้หนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว
เขาเป็นชายร่างผอมในชุดคลุมนักพรต จอนผมหงอกขาว สีหน้ากระจ่าง
หลวี่ซั่ว!
หนึ่งในเก้ายอดฝีมือซึ่งถูกส่งมาโดยชาติที่สาม เป็นเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้ว
ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็เป็นตัวตนสูงสุดในขอบเขตเดียวกันจากหนึ่งอารยธรรมแห่งยุคสมัย!
เมื่อเห็นซูอี้มาหา ดวงตาของหลวี่ซั่วพลันแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน กล่าวว่า “น่าเสียดาย ในบททดสอบด่านสวรรค์นี้ ข้าไม่อาจประชันกับสหายเต๋าได้อีกแล้ว”
ซูอี้นิ่งไป และถามว่า “เจ้าพ่ายหรือ?”
หลวี่ซั่วพยักหน้ากล่าวอย่างสุขุม “ยอดหอคอยเทพที่หกมีตัวตนสูงสุดขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วสามคนซึ่งกล่าวได้ว่าเลิศล้ำเหนือใคร มาจากอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีต”
“ความสำเร็จวิถีเต๋าของพวกเขาแต่ละคนล้วนกล่าวได้ว่าสมบูรณ์และเลิศล้ำสุดขั้ว”
“และข้าพ่ายแก่มือบุคคลที่สอง”
ท้ายที่สุด หลวี่ซั่วก็อดรำพึงมิได้ “แม้จะพ่าย ข้าก็ยังอดชื่นชมมิได้ เพราะถึงอย่างไร ตลอดกาลนานมา ข้าก็ไม่เคยคิดเลยว่าโลกนี้จะยังมีผู้ใดเป็นคู่มือที่ล้มข้าลงได้ในขอบเขตเดียวกัน”
ดวงตาของซูอี้เจิดประกาย กล่าวถามอย่างสนอกสนใจ “ศัตรูทั้งสามทรงพลังเพียงไร?”
หลวี่ซั่วครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ยามข้าสมบูรณ์พร้อม ข้าเคยสังหารเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนามาก่อน ในความคิดข้า พวกเขาทั้งสาม แต่ละคนล้วนมีอำนาจเช่นนั้น”
ว่าแล้ว เจ้าตัวก็อดมองซูอี้มิได้ ราวอยากจะค้นหาบางอย่างจากสีหน้าของซูอี้
ทว่า หลวี่ซั่วก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า หลังซูอี้ได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มกลับแย้มยิ้มอย่างรื่นรมย์และกล่าวว่า “ไม่เลว ประเสริฐแท้!”
ว่าแล้ว ชายหนุ่มก็เดินดิ่งไปสู่หอคอยเทพที่หกอย่างแทบรอไม่ไหว
หลวี่ซั่วอดผงะไปไม่ได้ รีบกล่าวขึ้นว่า “ยามออกมาจากบททดสอบด่านสวรรค์ สหายเต๋ายินดีสู้กับข้าหรือไม่?”
ซูอี้ตอบโดยไม่เหลียวกลับ “หากข้าผ่านหอคอยเทพที่หกนี้ได้ ก็เทียบกับตัดสินแพ้ชนะกันไปแล้ว”
ม่านตาของหลวี่ซั่วพลันหดตัว
วาจานี้กล่าวได้ไม่ผิด
เพราะถึงอย่างไร เขาก็พ่ายแก่บททดสอบในหอคอยเทพที่หก
แต่หากซูอี้พิชิตมันลง นั่นก็ย่อมหมายความโดยไร้กังขาว่าการควบคุมมหาวิถีของหลวี่ซั่วด้อยกว่า!
“คนผู้นี้……”
หลวี่ซั่วอยากกล่าวบางอย่าง ทว่าไม่อาจกล่าวออกมาได้ในชั่วขณะนั้น
“ไม่อาจหาคำใดมานิยามคนผู้นั้นหรือ?”
โดยไม่ทันไร เสียงรำพันสายหนึ่งพลันดังขึ้น
ปรากฏว่าอวี๋จิ่ว ไป๋ซิ่ว เจี่ยนสิงอวิ๋น หลี่มู่ ลู่คง และคนอื่นๆ ต่างมาถึงแล้ว
ไกลออกไป มีผู้เข้ารับการทดสอบมากมายที่หลั่งไหลเข้ามารวมตัว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาถูกซูอี้ดึงดูดมา!
“ไม่ผิด”
หลวี่ซั่วพยักหน้า
เขาไม่ทราบจริงๆ ว่าจะนิยามซูอี้เช่นไร
“เราก็ล้วนไม่ต่างกัน” อวี๋จิ่วยิ้มขมขื่น
ใช่แล้ว ไร้เทียมทานในโลกหล้าเอย เป็นหนึ่งเดียวตลอดชั่วกาลนานเอย แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์เอย หากเอามาใช้นิยามซูอี้ วลีเหล่านี้ล้วนไร้ความแม่นยำ
“ข้ารู้สึกว่า เขาคล้ายผู้อาวุโสท่านนั้นเหลือเกิน”
ทันใดนั้น ไป๋ซิ่วพลันกล่าวขึ้น “พวกเขาล้วนทรงพลังจนถึงระดับอันไม่น่าเชื่อ เกินคาดหยั่ง ไม่อาจคะเน ลึกล้ำเยี่ยงหุบเหว ลึกลับเกินรับรู้”
วาจาของนางพ้องกับใจคนทุกผู้ ต่างคนล้วนคล้อยตามเห็นชอบ
ผู้อาวุโสซึ่งเรียกตนเป็น ‘ผู้พิทักษ์สุสาน’ นั้นแสนลึกลับอัศจรรย์จริงแท้!
ขณะเดียวกัน……
ณ หุบเหวซากสุสานสุดวิถีแห่งบรรพเทวาอันปกคลุมโดยอนธการ
ชายร่างผอมผู้กำลังพลิกอ่านคัมภีร์หนังสัตว์มุมปากกระตุก รอยยิ้มเหือดแห้งไปทันใด
เทียบข้ากับเขา?
ไม่ได้หมายความว่าใช้ตัวข้าประชันตนเองหรือ?
“จนยามนี้ เขาก็ยังไม่พิสูจน์เต๋าบรรลุเทพอันไม่เคยประจักษ์ยามใดมาก่อน แต่ข้ากลับเฝ้ารอมันมากขึ้นทุกขณะ……”
ชายร่างผอมนั่งบนเก้าอี้ ใช้มือเท้าคางไว้ ปล่อยใจละล่องครุ่นคิด
รายละเอียดการเคลื่อนขอบเขตของซูอี้ เขาพอเห็นได้เพียงส่วนเดียว
แต่เพียงส่วนนี้ก็เพียงพอให้เข้าใจปริศนาอันใกล้สัจธรรมมากมาย!
“เคราะห์ดีที่หนนี้ข้าเตรียมตัวมาพอ หาไม่ คงยากจะกล่าวได้ว่าไร้พ่าย……”
ชายร่างผอมกระซิบในใจ
บนยอดหอคอยเทพที่หก
ซูอี้ผ่านสารพัดบททดสอบด่านพิสูจน์ง่ายฉลุย จนมาถึงที่นี่อย่างราบรื่น
หมู่เมฆาฮุ่นตุ้นคล้อยเคลื่อน และไม่นานนัก ชายหนุ่มก็ได้พบหนึ่งในสามเทพชั้นกลางขอบเขตรังสรรค์สุดขั้วผู้กล่าวได้ว่าเลิศล้ำสูงสุดในหนึ่งอารยธรรมยุคสมัยแห่งอดีต!
อีกฝ่ายเป็นหลวงจีนวัยกลางคนสวมจีวร ผิวเข้มคล้ำ ใบหน้าดุดันทรงพลังเยี่ยงเทพพิทักษ์อาราม
ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏขึ้น ซูอี้พลันสัมผัสปราณอันตรายทะยานเข้าหาเขา!
ใช่แล้ว ไม่ใช่แรงกดดัน แต่เป็นอันตราย!!
อันตรายเช่นนี้เปรียบเหมือนเข็มทิ่มแทงผิวกาย ทำให้ซูอี้เร่งโคจรวิถีเต๋าทั่วร่างโดยสัญชาตญาณ
และยามศึกนี้บังเกิดขึ้น เพียงพริบตา ซูอี้ก็ถูกอำนาจกฎมหาวิถีของอีกฝ่ายกระหน่ำใส่!
ลมปราณทั่วร่างป่วนปั่น
ทว่าหลวงจีนวัยกลางคนกลับไร้รอยขีดข่วน มิได้ถูกกระทบกระเทือนใดๆ!
แต่ซูอี้เองก็ไม่ได้ตกใจ
สิ่งที่เขาต้องการอย่างสุดชีวิตในยามนี้ก็คือศึกเช่นนี้ และศัตรูผู้สามารถทำให้ชีวิตของตนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างยิ่ง เพื่อพิสูจน์ตนเคลื่อนขอบเขตระหว่างศึกเป็นตาย……ก็เป็นฉะนี้แล!