บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2120 โสตสดับวิถี คืนนี้ก็ตายตาหลับ
บทที่ 2120 โสตสดับวิถี คืนนี้ก็ตายตาหลับ
“เชิญ”
ซูอี้ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ
ไป๋ซิ่วเก็บม้วนหนังสือในมือไป แล้วปราณยิ่งใหญ่อันน่าสะพรึงกลัวพลันปรากฏขึ้นจากบุคคลผู้สงบเสงี่ยมสง่างามนี้
ตู้ม!
นางก้าวมาเบื้องหน้าหนึ่งหน แรงกดดันอันโอฬารเกินหยั่งคะเนระเบิดออก อักขระวิถีสีทองนับไม่ถ้วนโถมทะยานวนเวียนรอบร่าง
และเมื่อปลายนิ้วของไป๋ซิ่วยกขึ้น อักขระวิถีสีทองพลันรวมตัวเป็นคัมภีร์เต๋าหน้าหนึ่ง พุ่งเข้าโจมตีซูอี้
ความอัศจรรย์สูงสุดก็คือ ยามคัมภีร์เต๋าหน้านี้ปรากฏขึ้น เสียงสวดอันยิ่งใหญ่ทว่ารื่นโสตพลันก้องกังวานในฟ้าดิน ปราชญ์โบราณนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในคัมภีร์เต๋า ท่องบริกรรมสัจธรรมแท้จริงแห่งเต๋า!
“ขงจื่อว่าไว้ สุภาพชนแตกต่างทว่ากลมเกลียว ขณะที่คนพาลไร้กลมเกลียวทว่าแสนคล้ายเหมือน”
“อนิจจา ครั่นเกรงต่อภูผาสูง ทัศนาทิวทัศน์ไร้สิ้นสุด แม้มือมิอาจเอื้อมถึง หัวใจก็แสนคะนึงหา”
“สามทัพเปลี่ยนผู้นำได้ แต่อุดมการณ์คนมิอาจโค่นล้มเอาชนะ”
……เสียงบริกรรมท่องคัมภีร์ดังออกมาจากทุกที่ในทะเลเมฆาฮุ่นตุ้น ปราณทรงพลังแผ่ออกทั่วนภาสรวง
ขณะที่ไป๋ซิ่วเปรียบเช่นอวตารนางเมธี ปราณของนางแผ่ผ่านฟ้าดิน ใช้วจนะเป็นกฎเกณฑ์!
ตู้ม!
แรงกดดันไร้ขอบเขตแผ่ลงตามหน้าคัมภีร์นั้น กดกระแทกใส่ซูอี้อย่างดุร้าย
ไม่เพียงจิตสังหารสะท้านแดน แต่วจีท่องสวดคัมภีร์เต๋านั้นยังสะท้านจิตสะเทือนใจซูอี้อย่างรุนแรง เลื่อนลั่นเช่นอัสนี
ดูเหมือนจะเป็นการพร่ำสอนให้กำลังใจเขา!
หากเปลี่ยนเป็นศัตรูผู้อื่น เกรงว่าครานี้คงสะท้านถึงวิญญาณ แล้วก้มลงกราบกรานชื่นชมจากใจไปแล้ว
โดยเฉพาะยามวาจา ‘ครั่นเกรงต่อภูผาสูง ทัศนาทิวทัศน์ไร้สิ้นสุด’ ถูกกล่าว ซูอี้กระทั่งรู้สึกราวพบปราชญ์โบราณเทศนาสอน ส่วนตนนั้นเล็กจ้อยไม่รู้ความเช่นมด ละอายต่อตนยิ่งนัก
นี่คืออำนาจมหาวิถีอันสยบปราบและส่งอิทธิพลต่อความคิดจิตใจโดยแท้!
ทว่าความรู้สึกนี้ก็คงอยู่เพียงชั่วขณะ
เมื่อหน้าคัมภีร์เต๋ากำลังจะประทับถูกร่าง ซูอี้ก็สะบัดแขนเสื้อ
เช้ง!
ดาบขับวจีเยี่ยงวายุโหมอัสนีฟาด ระเบิดออกกะทันหัน
เสียงพร่ำท่องถูกขัดจังหวะ
เงาร่างเยี่ยงปราชญ์โบราณมากมายถูกกระทบกระเทือนรุนแรงจนไม่อาจเปล่งวาจาแม้เพียงคำ!
และปราณดาบก็โถมทะยานพาดผ่านนภา สะบั้นแยกหน้าคัมภีร์เต๋านั้นจนอักขระเต๋านับไม่ถ้วนโรยราสลายหาย
“มีวิถีขงจื่อเป็นรากฐาน พัฒนาแนวคิดร้อยสำนัก บริกรรมเผยแพร่คัมภีร์หมื่นตีความ ความสำเร็จเช่นนี้เหนือธรรมดาโดยแท้จริง”
ซูอี้ตื่นตะลึง
เขาสัมผัสได้ว่าไป๋ซิ่วมิใช่มหาปราชญ์ขงจื่อโดยแท้ แต่มีวิถีอันพิเศษเฉพาะ ใช้ปราณตระการเที่ยงแท้แห่งขงจื่อเป็นราก รวบรวมจุดแข็งร้อยสำนักเป็นวิถีฝึกฝนของนาง แตกแขนงหมื่นวิถีเป็นกิ่งก้านแก่มหาวิถี เบ่งบานออกผลทีละก้าว แล้วจึงมาบรรลุความสำเร็จยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้
ช่างน่ากลัวนัก!
จากประสบการณ์ของหลี่ฝูโหยว หากไป๋ซิ่วเหยียบย่างสู่ขอบเขตจอมเทพในภายหน้า นางก็กล่าวได้ว่า ‘จ้าวเหนือสรรพสำนัก’ !
“ข้าคือผู้นำสรรพสำนัก ทว่าท่านกลับทำลายกฎนับหมื่นได้ด้วยหนึ่งดาบ กรรมวิถีเช่นนี้ไม่ธรรมดาเลย”
ไกลออกไป ไป๋ซิ่วกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ต่อจากนี้ ขอท่านโปรดต่อสู้อย่าได้ออมมือ”
หากเป็นผู้อื่น ซูอี้คงกล่าวแน่แท้ว่า ‘ขึ้นกับเจ้ามีคุณสมบัติพอให้ทำเช่นนั้นหรือไม่’
ทว่าเมื่อเผชิญหน้าไป๋ซิ่ว เขากลับยิ้มขื่น “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เหตุผลนั้นง่ายนัก ไป๋ซิ่วผู้กล่าวได้ว่าเป็นเทพชั้นล่างขอบเขตสรรสร้างอันทรงพลังสูงสุดตลอดกาลนานมา มีคุณสมบัตินี้อยู่จริงแท้!
ความแข็งแกร่งของนางเพียงพอจะข้ามขอบเขตไปเผชิญหน้าเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาได้!!
และต้องทราบว่า ก่อนจะมายังบททดสอบด่านสวรรค์ ซูอี้ก็ยังไม่อาจทำเช่นนี้ได้
“ขงจื่อกล่าวว่า โสตสดับวิถี คืนนี้ก็ตายตาหลับ!”
ไป๋ซิ่วก้าวเข้ามา อาภรณ์โบกไสว ผิวกายเรืองกระจ่าง ปราณตระการเที่ยงและอำนาจมหาวิถีสูงส่งพลุ่งพล่านรอบกาย
นางดูดุจใช้หมึกวาดภาพ ยามเคลื่อนพู่กันขีด อำนาจมหาวิถีอันแปรเปลี่ยนจากสารพัดกฎเกณฑ์ก็ก่อตัวเป็นบทบาท แต่ละส่วนล้วนทะยานเวหาเข้าจู่โจมซูอี้ดุจยกภูผาถมทะเล
ซูอี้สิ้นเกรงใจ ใช้ความสำเร็จวิถีดาบออกมาอย่างเต็มที่ ยามศัสตราขับขาน ภาวะดาบอันน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ขจร
เปรี้ยง!
มหาศึกอุบัติขึ้น กวนเมฆาฮุ่นตุ้นกระจัดกระจาย
ไป๋ซิ่วเปลี่ยนอำนาจมหาวิถีเป็นบทคัมภีร์ราวปราชญ์โบราณ สยบทั่วทิศ แต่ละถ้อยคำเผยอำนาจเพียงพอให้เทพเจ้าผีสางพรั่นพรึง
หากเป็นในโลกภายนอก เพียงอำนาจจากร่างของนางก็พอให้ตัวตนมากมายในโลกหล้ากราบกรานเลื่อมใส ยินดีฟังเทศนา และทิ้งสัญชาตญาณศึกไปจนสิ้น!
อำนาจต่อสู้เช่นนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างไร้กังขา ยามซูอี้เผชิญหน้านาง เขากระทั่งรู้สึกเหมือนกำลังสู้กับเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนาผู้หนึ่งด้วยซ้ำไป
แต่ก็เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น
ไป๋ซิ่วไม่ใช่เทพชั้นสูง เทียบกับเทพชั้นสูงตัวจริงอย่างเริ่นเป่ยโหยวและเหวินเซียวแล้ว ท้ายที่สุดนางก็ยังด้อยฝีมือกว่ากันมาก
แต่ถึงอย่างนั้น นี่ก็ทำให้ซูอี้แสนปรีดาได้แล้ว จิตต่อสู้ของเขาปะทุอุบัติเยี่ยงน้ำเดือดพล่านในเตา ลงมือทำศึกอย่างแสนสาใจ!
เปรี้ยง!
ปราณดาบนับไม่ถ้วนพริ้วทะยาน ฉวัดเฉวียนหนาแน่นเยี่ยงวายุคลั่งจากเก้าสวรรค์ แผ่กระจายกวาดล้างอักขระเต๋าอันเจิดจรัสดุจสวรรค์สร้างไปจนสิ้น
ดุจวายุกวาดใบไม้แห้ง
ใบหน้าน้อยอันงามสง่าสงบเสงี่ยมของไป๋ซิ่วค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม และระหว่างศึก แรงกดดันที่ซูอี้มีต่อนางก็ยิ่งทวีความทรงพลัง
คราก่อน นางยังสามารถจู่โจมซูอี้ด้วยความสำเร็จเคล็ดวิชาอันเลิศล้ำของนางได้
ทว่าเมื่อกาลผ่าน แม้นางจะทุ่มสุดสามารถ ใช้สารพัดไพ่ตายสุดชีวิต ก็ทำได้เพียงปัดป้องรักษาตนเอง!
“อัศจรรย์นัก เขา… มีชะตาเป็นผู้สะบั้นกฎโดยแท้จริง สะบั้นตรวนแห่งขอบเขต ฝืนสามัญสำนึก กฎสวรรค์ไม่อาจทานทนเขาได้”
หัวใจของไป๋ซิ่วไม่อาจซุกซ่อนความตกตะลึง
ในอารยธรรมยุคสมัยบ้านเกิดนาง ด้วยอำนาจต่อสู้ที่หญิงสาวถือครอง ก็เพียงพอต่อกรเทพชั้นสูงได้แล้ว แม้ท้ายที่สุดนางจะแพ้พ่าย แต่ไป๋ซิ่วผู้มีอำนาจต่อสู้เช่นนี้ก็เรียกได้แล้วว่าเป็นเทพชั้นล่างผู้เลิศล้ำสูงสุดตลอดกาลนาน ไร้ใดเทียบในโลกหล้า
ทว่าเมื่อเผชิญศัตรูระดับสุดลึกล้ำอย่างซูอี้ นางกลับรู้สึกเหมือนได้เผชิญเทพชั้นสูงอย่างแท้จริงคนหนึ่ง!
นางจะไม่ตกตะลึงได้เช่นไร?
“ไม่น่าเล่า ผู้อาวุโสท่านนั้นจึงส่งเรามาทั้งเก้าคน ซูอี้ผู้นี้นับว่าเหลือเชื่อจริงแท้……”
ไป๋ซิ่วลอบรำพึง
แม้ในโลกนี้จะมีผู้ถูกเลือกจากสวรรค์เพียงหยิบมือ แต่ทุกอารยธรรมยุคสมัยก็มีบุคคลเพียงหยิบมือเหล่านั้น
ขณะที่ผู้สะบั้นกฎซึ่งสามารถทลายกฎเหล็กได้หายากยิ่งนัก
ในอารยธรรมยุคสมัยมากมาย ไม่อาจหาพบได้แม้เพียงหนึ่ง!
หายากเสียจนเรื่องของ ‘ผู้สะบั้นกฎ’ ก็กลายเป็นตำนานอันเลื่อนลอยสูงสุดในโลกหล้าไป
ทว่ายามนี้ ไป๋ซิ่วตระหนักแล้วว่าตำนานหาผิดเพี้ยนไม่
ศัตรูปัจจุบันของนางคือผู้สะบั้นกฎผู้ทำลายกฎเหล็กวิถีเทพด้วยร่างของเซียนมนุษย์ มีอำนาจต่อสู้เพียงพอเทียบเท่าเทพชั้นสูง!
ทว่า……
นี่กลับกระตุ้นจิตต่อสู้อันเดือดพล่านสูงสุดในใจไป๋ซิ่วขึ้นมา!
นางกระหายจะทดสอบดู ว่ายามตนทุ่มสุดสามารถ โจมตีสุดชีวิต ความต่างชั้นระหว่างนางและซูอี้จะมากน้อยเพียงไร!
ตู้ม!
ศึกทวีความเข้มข้น
ซูอี้สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าจิตต่อสู้ของไป๋ซิ่วแปรเปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ กระทั่งอำนาจศึกของนางยังทวีคูณขึ้นยิ่งนัก
“ใจกายประสานกลมเกลียว ทุกคะนึงสิ้นตัวตน หลงลืมตัวตนไป”
ดวงตาของซูอี้ทอประกาย
มีหรือเขาจะไม่เห็นว่าทั้งจิตวิญญาณและความคิดของไป๋ซิ่วได้เข้าสู่ภวังค์ศึกจนหลงลืมตนสิ้นแล้ว?
ด้วยเหตุนี้ ไป๋ซิ่วก็เหมือนเข้าสู่ภวังค์รู้แจ้งกลางศึก ศักยภาพทั่วกายถูกปลุกกระตุ้นปลดปล่อยเต็มที่!
และสถานการณ์นี้ ซูอี้ได้ประจักษ์กับตัวมาหลายต่อหลายหน จึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
กล่าวคือ โอกาสบรรลุเทพที่เขาขาดก็เหมือนกับสิ่งที่ไป๋ซิ่วประสบอยู่ยามนี้!
น่าเสียดาย……
แม้ว่าไป๋ซิ่วจะท้าทายสวรรค์และกล่าวได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้อันควรค่าโดยแท้จริง แต่แรงกดดันของนางต่อซูอี้นั้นไม่ได้เลิศล้ำ มิอาจทำให้ซูอี้สัมผัสความน่าสะพรึงกลัวของการต่อสู้แลกชีวิตโดยแท้จริงได้
จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะส่งซูอี้เข้าสู่ภวังค์รู้แจ้งเช่นเดียวกันได้
สองเค่อต่อมา
เปรี้ยง!!
อักขระเต๋าอันจรัสจ้าเยี่ยงรุ้งทิพย์นับไม่ถ้วนระเบิดแหลกตามกัน และท่ามกลางอักขระเต๋านับหมื่นพัน ภาวะดาบเกินทลายล้างสายหนึ่งพลันฟาดฟันเข้าใส่ไป๋ซิ่วอย่างเกินฉุดรั้ง
อำนาจมหาวิถีที่นางปลดปล่อยออกมาล้วนถูกพังทลายโดยดาบนี้
และสายเกินกว่าจะหลบเลี่ยง!
เมื่อเห็นปราณดาบสายนี้ฟาดเข้ามา ใบหน้าน้อยอันสงบเสงี่ยมงามสง่าของไป๋ซิ่วหาได้แสดงความเกรงกลัวไม่
สิ่งที่มีคืออารมณ์และความเข้าใจจากก้นบึ้ง ดูเหมือนในที่สุดยามนี้นางจะประจักษ์แจ้งบางสิ่ง
สิ่งนี้คงเรียกได้ว่าเป็น ‘โสตสดับวิถี คืนนี้ก็ตายตาหลับ’ !
ฉัวะ!
สุญตาสะท้านสั่น ปราณดาบโถมทะยาน
ทันใดนั้น ปราณดาบซึ่งฟาดฟันใส่ไป๋ซิ่วก็สลายหายเป็นละอองแสง ปลิวว่อนตรงหน้านางอย่างไร้วจี
ไป๋ซิ่วผงะไป และครู่ต่อมาจึงฟื้นสติ ผ่อนลมหายใจยาว พึมพำออกมาว่า
“วิถีดาบเช่นนี้ เกิดมาข้าเพิ่งได้ประจักษ์ และเป็นคราแรกที่ข้าได้พบพานคนเช่นสหายเต๋า”
ว่าแล้ว นางจึงประสานมือคำนับ กล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานจากใจ “ศึกนี้เปรียบเช่นเมฆาคล้อยเผยตะวันสำหรับข้า ดุจบุญคุณชี้ทางสว่าง เป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่ไร้จบสิ้น”
“ข้าไป๋ซิ่ว… จำนนอย่างเต็มหัวใจ!”
ท้ายที่สุด นางพลันก้มหัวลงคำนับเยี่ยงศิษย์กราบอาจารย์
ขงจื่อกล่าวไว้ พบสามบุคคล จะมีหนึ่งคนเป็นอาจารย์ให้ได้
ศึกนี้นางพ่ายอย่างเต็มหัวใจ และสำหรับนาง ฝีมือที่ซูอี้แสดงในศึกหาแตกต่างจากคำสอนสั่งแห่งอาจารย์ไม่
ดังนั้น นางจึงเต็มใจกราบเขาดุจเป็นอาจารย์!
ไกลออกไป ซูอี้เห็นมารยาทและสีหน้าอันชื่นชมเปี่ยมปรีดาไร้ปกปิดของไป๋ซิ่ว แล้วหัวใจของเขาก็อดสั่นสะท้านอย่างยิ่งมิได้
สตรีผู้นี้ไม่เพียงเป็นผู้เก่งกาจบนวิถีฝึกฝน กระทั่งกิริยาและหัวใจของนางยังเพียงพอให้เทพไท้ส่วนใหญ่ในโลกหล้าละอายต่อนาง!
มีเพียงผู้มีหัวใจอันบริสุทธิ์ ใฝ่แสวงบนวิถีเท่านั้นจึงไม่ถูกผูกมัดโดยความผิดถูก สูงต่ำอันเรรวน เรียนรู้จากจุดแข็งของคนทุกผู้ และรวบรวมสรรพสำนักเป็นหนึ่ง!
“ผู้มีความสามารถล้ำเลิศเช่นเจ้า กลับต้องหายสูญไปจากการเสื่อมสลายแห่งอารยธรรมยุคสมัย สวรรค์ริษยาผู้มีฝีมือโดยแท้”
ซูอี้ทอดถอนใจ “โชคดีที่คนผู้นั้นทำเรื่องประเสริฐ ข้าจึงได้พบสหายเต๋าเช่นเจ้าวันนี้”
ใช่แล้ว ซูอี้เปลี่ยนคำเรียกไป๋ซิ่วเป็นสหายเต๋า!
ทุกบุคคลซึ่งทุ่มเทหัวใจแสวงวิถีล้วนเป็นสหาย!
ซูอี้จุกจิกช่างเลือกอย่างยิ่ง และในอดีต ผู้ซึ่งถูกเขาถือเป็นสหายเต๋าจากใจได้นั้นมีน้อยนัก
และยามนี้ เพิ่มไป๋ซิ่วขึ้นมาอีกคน
“คนผู้นั้น……”
ไป๋ซิ่วครุ่นคิดสักพัก แล้วจึงเข้าใจว่าซูอี้กำลังพูดถึงผู้อาวุโสซึ่งเรียกตนเองว่า ‘ผู้พิทักษ์สุสาน’
นางทิ้งความคิดฟุ้งซ่านไปและกล่าวขึ้นทันที “ยามนี้ สหายเต๋าคลายความสับสนให้ข้าได้แล้วหรือไม่?”
ยามก่อนเริ่มศึก นางถามซูอี้ว่าระดับสูงต่ำสำคัญหรือไม่
และยามนี้เมื่อสิ้นศึก นางก็ใคร่รู้ว่าคำถามนี้ ผู้สะบั้นกฎอันเลิศล้ำอย่างซูอี้จะให้คำตอบเช่นไร