บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2145 ชนักติดหลัง
บทที่ 2145 ชนักติดหลัง
เสียงของเฒ่าค่อมยังไม่ทันสร่าง เงาร่างทั้งสามได้ปรากฏตามจุดต่างๆ ทั่วสุญญะอันลึกล้ำ
แต่ละผู้ล้วนเผยปราณอันน่าสะพรึงกลัว!
เมื่อเห็นเช่นนี้ คิ้วของอี้เต้าเสวียนพลันย่นเข้าหากันเล็กน้อย ร่างของเขาพาซูอี้เคลื่อนทะยานไกล
“ระหว่างทางต่อจากนี้ เจ้าดูเฉยๆ ก็พอ ข้าจะจัดการที่เหลือเอง”
เสียงของอี้เต้าเสวียนยังไม่ทันสิ้น ม่านดาบทรงกลมได้ปรากฏขึ้นพิทักษ์ซูอี้ไว้ภายใน
ขณะเดียวกัน ร่างของทั้งสองพลันทะลวงนภาเคลื่อนไป
“คิดหนีรึ? สายไปแล้ว!”
เฒ่าค่อมปรากฏตัวตรงหน้าเขากะทันหัน ยกไม้เท้าสีดำในมือฟาดลงมาอย่างดุร้าย
ทว่าอี้เต้าเสวียนไม่คิดชายตาแล หนึ่งดาบฟาดเฒ่าค่อมกระเด็นไป
ขณะเดียวกัน สองบุรุษหนึ่งสตรีจากต่างทิศทางได้ลงมือโจมตีอี้เต้าเสวียนเช่นกัน
ตู้ม!
มังกรตัวหนึ่งแปรเปลี่ยนจากเพลิงเทพ สะบัดหัวหางกู่คำราม
นี่เป็นการโจมตีจากชายชุดขาวผู้หนึ่ง ซึ่งโบกพัดขนนกสีเพลิง สร้างมังกรเพลิงทิพย์ขึ้นมา!
“ไป!”
สตรีในชุดเจ็ดสีใช้ตะกร้าบุปผาอันสดสวย ยามคล้อยวนเหนือเวหา สารพัดกฎเกณฑ์พลันโปรยปรายพร้อมกลีบผกา
แต่ละกลีบดูแสนงามงด ทว่ายามประทับสู่ร่าง กระทั่งจอมเทพยังถึงตายได้
“ฆ่า!”
ชายร่างกำยำผิดธรรมดาถือค้อนศึกกระดูกขาวมือละด้าม ฟาดลงมาอย่างดุดัน
สุญตาถูกบดขยี้เป็นเสี่ยง ดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
เพียงชั่วพริบตา อี้เต้าเสวียนก็ถูกรุมโจมตี!
ทว่าเขาไม่ได้ขยับเขยื้อน มีเพียงภาวะดาบเดือดพล่านแผดเผาปรากฏขึ้นบนกาย ทะยานเข้าฟาดฟันด้วยหนึ่งดาบทะยานออก
ร่างของเขาดุจบรรพตเคลื่อนตามเส้นขอบฟ้า
หนึ่งดาบนั้นเยี่ยงสะกดท้องนภา!
เพียงหนึ่งดาบ การโจมตีขนาบจากศัตรูร้ายทั้งสามก็พังพินาศ!
เสียงคำรามเลื่อนลั่นเคล้ากับรัศมีเทพเรืองรองพลุ่งพล่านทั่วเวหา
ร่างของสามศัตรูร้ายล้วนถูกผลักถอย สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
ขณะที่อี้เต้าเสวียนฉวยโอกาสนี้พาซูอี้หลุดจากวงล้อม ทะยานจากไปแสนไกล
“คนผู้นี้ใช้อำนาจกรรมวิถีสุดชีวิตอย่างไร้ลังเล เขาอยู่ได้ไม่นานหรอก!”
เฒ่าค่อมตะโกน
“ตาม!”
พวกเขาทั้งสี่ล้วนโถมทะยานสุดความเร็ว
แต่ละผู้ไวว่องไม่แพ้กัน
ตรงหน้า
อี้เต้าเสวียนเคลื่อนทะยานสุดความเร็ว สีหน้ายังคงราบเรียบเช่นกาลก่อน
แต่ซูอี้ก็ตระหนักชัดเจนว่า หลังออกโจมตีทะลวงวงล้อมเมื่อครู่ อำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนลดทอนลงไปมาก!
แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยี่หระ
“สมัยยังมีชีวิต ข้าถูกไล่ล่าสังหารเกินนับครั้งได้”
ทันใดนั้น อี้เต้าเสวียนก็กล่าวขึ้น “การไล่ล่าอันยาวนานที่สุดกินเวลาเก้าร้อยกว่าปี ข้าไม่อาจจำได้แล้วว่าตัวเองตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังกี่หน อีกทั้งชีวิตยังแขวนบนเส้นด้าย……”
“การไล่ล่าเช่นนี้ไร้ความหมายสำหรับข้า”
ซูอี้เงียบไป แล้วกล่าวว่า “ข้าเคยได้ยินเหอปั๋วพูดเกี่ยวกับเจ้ามาบ้าง”
สีหน้าหนักแน่นเยี่ยงหินผาของอี้เต้าเสวียนแปรเปลี่ยนละเอียดอ่อน “เขา…เขาต้องเตือนเจ้าให้ระวังตนเป็นแน่ ไม่ให้ถูกอำนาจกรรมวิถีของข้าแทนที่”
ซูอี้กล่าว “มิผิด”
“หากเป็นกาลก่อน ข้าคงทำเช่นนั้นแน่”
อี้เต้าเสวียนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ชั่วชีวิตของข้าก่อความแค้น หนี้เลือดมากมาย ประสบเหตุพลิกผันเกินคณานับ แต่ก่อนข้าจะทันได้ไปชำระหนี้แค้นเหล่านั้น ข้าก็ประสบพิบัติภัยเสียก่อน ในใจข้า…ย่อมไม่ยินยอมนัก”
ซูอี้กล่าว “แล้วยามนี้เล่า?”
“มิจำเป็นแล้ว”
อี้เต้าเสวียนกล่าว
ตู้ม!
เพลิงทิพย์เรืองรองตระการตา แปรเปลี่ยนเป็นร่างแหใหญ่ครอบลงมาจากนภา
อี้เต้าเสวียนไม่แม้แต่จะเหลือบแล เพียงโบกดาบหนึ่งหน แหเพลิงทิพย์ซึ่งปกคลุมนภาพลันแตกสลาย
นี่คือการโจมตีของชายชุดขาว น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ทว่าอี้เต้าเสวียนดูไม่ยี่หระราวกับทำนายไว้แล้ว และชิงลงมือก่อนเพื่อสลายร่างแหใหญ่ในดาบเดียว
“ชายผู้นั้นมีนามว่าเจียวมู่ ก่อนหน้านี้ไล่ล่าสังหารข้ามาหลายหน แต่แม้กาลผ่านแสนนาน ข้าเวียนวัฏเกิดใหม่ วิถีเต๋าของเขาก็ไม่ได้พัฒนาแม้เพียงนิด”
อี้เต้าเสวียนส่ายหัวน้อยๆ
วาจาเช่นนี้ทำให้ชายชุดขาวผู้ไล่ล่าตามมาหน้าดำคล้ำ
ซูอี้เห็นได้ว่าอี้เต้าเสวียนรู้จักศัตรูร้ายเหล่านี้เป็นอย่างดี ยามหลบหนีจึงดูแสนสุขุมเยือกเย็น!
“ไฉนจึงมิจำเป็นแล้ว?”
ซูอี้ถาม
“มีสองเหตุผล”
อี้เต้าเสวียนไร้ความลังเล “หนึ่ง วิถีดาบในชาตินี้ของเจ้าทรงพลังกว่าของข้ามากนัก”
“สอง ความไม่ยินยอมในใจข้ามาจากหนี้แค้นเก่าก่อนยามมีชีวิต และเมื่อยามนี้พวกมันลากเจ้ามาพัวพัน ข้าก็มีชนักติดหลัง ไม่อาจแย่งร่างกับเจ้าได้อีก ด้วยมันไม่ยุติธรรมสำหรับเจ้าเลย”
วาจาของเขากล่าวอย่างเถรตรง
ซูอี้พยักหน้า
ฉัวะ!
ทันใดนั้น กลีบผกาเจิดจรัสได้โรยลงมาปกคลุมทั่วทั้งนภา แปรเปลี่ยนเป็นโลกภูมินับไม่ถ้วน ขัดขวางไว้ทุกทิศทาง
ผู้ลงมือคือสตรีในชุดเจ็ดสี ใช้อำนาจเทพยิ่งใหญ่ขัดขวางซูอี้และอี้เต้าเสวียนไว้!
แต่ก่อนนางจะทันได้ปรีดา อี้เต้าเสวียนพลันยกดาบขึ้นสลายวงล้อมโลกหล้ากลีบผกาลง
ท่ามกลางพิรุณแสงเฉิดฉาย อี้เต้าเสวียนได้พาซูอี้พ้นจากวงล้อมไป
ซูอี้สังเกตเห็นว่าอำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนถูกใช้ไปมากอีกครั้ง!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป……
เกรงว่าคงไม่อาจอยู่ได้นาน!!
ทว่าอีกฝ่ายหายี่หระไม่ และกล่าวขึ้นว่า
“นามของสตรีผู้นั้นคือ ‘กู่ฮวาเซียน’ โฉดชั่วปลิ้นปล้อนเป็นที่สุด ในอดีต ข้าเคยสูญเสียครั้งใหญ่เพราะนาง และยังเสียญาติมิตรไปมากมาย……”
กล่าวถึงตรงนี้ อี้เต้าเสวียนพลันเงียบไป
แม้สีหน้าของเขาจะเย็นเยียบสุขุมเยี่ยงศิลา แต่ซูอี้ก็สัมผัสชัดเจนว่าอารมณ์ ณ ขณะนี้ของอี้เต้าเสวียนหดหู่นัก
ดูเหมือนจะจำเรื่องชวนรวดร้าวบางอย่างในอดีตได้
“หากเจ้าพบนางหรือทายาทของนางในภายหน้า ต้องระวังตัวไว้นะ”
ครู่ต่อมา อี้เต้าเสวียนจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง “อันที่จริง ข้ามิต้องพูดอันใดก็ได้ หลังเจ้าหลอมรวมอำนาจกรรมวิถีของข้า เจ้าจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้เอง สำหรับเรื่องนี้ ข้า…มีชนักติดหลังอยู่”
สีหน้าของเขาปรากฏความรู้สึกผิดอีกครั้ง
ซูอี้รับรู้ถึงคำขออภัยและความละอายของอี้เต้าเสวียนได้
เขารู้แม้กระทั่งว่าอี้เต้าเสวียนนั้นมีท่าทางแข็งทื่อ ด้านชาอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าระหว่างทาง อีกฝ่ายกลับเล่าเรื่องมากมายให้ฟัง และคงมีเหตุผลเพียงหนึ่ง นั่นคือรู้สึกผิด!
หลังครุ่นคิดสักพัก ซูอี้จึงกล่าวว่า “เดิมทีเราก็ล้วนแต่เป็นคนผู้เดียวกัน เพียงแค่ใช้ชีวิตต่างชาติภพเท่านั้น เรื่องหนี้เลือดความแค้นที่เจ้าสร้างไว้ก่อนตาย ข้าจะไล่สะสางให้เองในภายหน้า”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย เขาก็กล่าวเสริมว่า “ช่วยเจ้า ข้าก็เหมือนคลายปมให้ตนเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก”
อี้เต้าเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ได้”
คิ้วของเขาคลายปม ดูโล่งใจขึ้น
ตู้ม!!
ทันใดนั้น พายุสุญญะสายหนึ่งก็กวาดเข้าใส่ เงาร่างเยี่ยงเทพมารร่ายระบำกางเขี้ยวเล็บ พุ่งเข้าใส่พวกซูอี้อย่างสุดชีวิต
คิ้วของอี้เต้าเสวียนขมวดเล็กน้อย กวาดดาบเก้าคุมขังในมือผ่านเวหา
เปรี้ยง!!
เมื่อปราณดาบทะยานผ่าน พายุสุญญะก็ถูกฉีกกระชาก เงาร่างเยี่ยงเทพมารพังทลายตามกัน
เมื่อเห็นภาพนี้จากเบื้องหลัง สีหน้าของชายร่างกำยำเกินธรรมดาก็ดูคล้ำเครียด
“เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่”
ชายร่างกำยำขมวดคิ้ว “ไฉนไม่รีบใช้ไพ่ตายให้มันจบเร็วๆ กัน?”
สตรีในอาภรณ์เจ็ดสีกู่ฮวาเซียนส่ายหน้า
“ยิ่งยื้อเวลาได้นาน ยิ่งดีสำหรับเรามิใช่หรือ?”
ชายชุดขาวเจียวมู่กล่าวเสียงเย็น “เจ้ายังอยากเผชิญอำนาจยามสู้แลกชีวิตของอี้เต้าเสวียนอยู่หรือ?”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว สีหน้าของเฒ่าค่อมและชายร่างกำยำก็แปรเปลี่ยนไป
เมื่อนานมาแล้ว ยามไล่สังหารอี้เต้าเสวียนเมื่อกาลก่อน แม้พวกเขาจะฆ่าอีกฝ่ายสำเร็จในที่สุด แค่การตอบโต้ก่อนตายของอี้เต้าเสวียนนั้นก็ทำให้พวกเขาเสียหายร้ายแรงหนักหนา
ในหมู่พวกเขา สหายสองคนตกตายคาที่!
ส่วนผู้อื่นนั้น บ้างวิถีเสียหายเกินซ่อมแซม บ้างร่างวิถีแหลกสลาย จุดจบล้วนน่าเวทนา
กาลนั้น เฒ่าค่อมและชายร่างกำยำก็เสียหายอย่างยากลืมลงเช่นกัน
บุคคลแรกแทบจิตวิญญาณแหลกสลาย ขณะที่บุคคลหลังร่างวิถีแหลกระเบิด!
“แต่หากปล่อยเขาหนีไปได้เล่า?”
ชายร่างกำยำอดกล่าวมิได้
อี้เต้าเสวียนนั้นรับมือยาก
กาลก่อน พวกเขาร่วมมือกันจัดการกับอี้เต้าเสวียนหลายต่อหลายหน ไล่ล่าสังหารอี้เต้าเสวียนเกินนับครั้ง แต่แทบทุกครา อีกฝ่ายก็หนีรอดไปได้ รับมือยากอย่างยิ่ง
“มันต้องไม่ใช่หนนี้!”
กู่ฮวาเซียนกล่าวแทรก “เขาเป็นเพียงอำนาจกรรมวิถี ไม่ช้าก็เร็วต้องสลายสูญ ถึงยามนั้น ซูอี้ผู้นั้นก็จะไร้การพิทักษ์จากอี้เต้าเสวียน ไม่ต่างจากมัจฉาบนเขียงเลย”
“แน่นอน ข้อจำกัดเบื้องต้นคือต้องลดทอนอำนาจอี้เต้าเสวียนให้เหือดแห้งก่อน!”
ว่าแล้ว นางพลันยกมือขึ้นโคจรอำนาจวิเศษเลิศล้ำ ฟาดเข้าใส่อี้เต้าเสวียนผู้กำลังจรหนีไปไกล
ตู้ม!
การโจมตีนี้ยังคงถูกอี้เต้าเสวียนสลายไป
แต่กู่ฮวาเซียน เจียวมู่ และคณะล้วนสัมผัสได้ว่าอำนาจกรรมวิถีของอี้เต้าเสวียนถูกใช้ไปอีกหนึ่งส่วน!
มันทำให้พวกเขาเริงร่าได้ใจ
กาลเวลาผ่านไป
การไล่ล่านี้กินเวลาครึ่งชั่วยาม
ระหว่างทาง อี้เต้าเสวียนเคลื่อนกายสุดความเร็ว ไม่ว่าจะเผชิญการขัดขวางหรือลอบโจมตีใด เขาล้วนแต่สลายมันได้ทั้งสิ้น
แม้อำนาจของเขาจะถูกลิดรอนอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เคยแสดงความเดือดร้อนกังวล
สีหน้าของเขาดูแสนเยือกเย็น
เหอปั๋วกล่าวไว้มิผิด อี้เต้าเสวียนเผชิญเหตุพลิกผันมากมาย ตกระกำลำบากมาชั่วชีวิต จึงดูเหมือนไม่ต่างจากสุนัขไร้ชายคาอาศัย
ทว่าประสบการณ์เหล่านี้เองที่ทำให้อี้เต้าเสวียนขัดเกลาหัวใจวิถีอันทรงพลังเหนือใด!
ระหว่างทาง ซูอี้ได้ประจักษ์อย่างลึกล้ำ
“เจ้าไม่กังวลหรือ?”
ทันใดนั้น อี้เต้าเสวียนก็กล่าวขึ้น “หากอำนาจกรรมวิถีของข้าเหือดหาย เจ้าจะรับมือศัตรูร้ายเหล่านั้นเช่นไร?”
ระหว่างทาง เขาก็สังเกตเห็นเช่นกันว่าซูอี้นั้นแสนเฉยชา ไม่เผยความตื่นตระหนกใดๆ
ยิ่งกว่านั้น ความสงบนิ่งนี้ยังไม่ใช่การเสแสร้งอย่างเห็นได้ชัด!
“ข้ายังมีไพ่ตายบางชิ้นที่ยังมิได้ใช้อยู่”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ “หากใช้ออกมา ไม่แน่ว่าอาจหลุดจากปัญหานี้ได้”
อี้เต้าเสวียนพยักหน้า “เช่นนั้นก็ดี”
เขารู้สึกราวได้พบ ‘พวกเดียวกัน’ จากซูอี้ เป็นจิตใจประเภทที่แม้นภาถล่มแดนดินมลายก็หน้าไม่เปลี่ยนสี จิตใจสูงล้ำเกินผู้อื่นเอื้อมคว้า!
“แล้วเจ้าเล่า กำลังจะมิไหวแล้วหรือไม่?”
ซูอี้ถาม
หนีมาจนถึงยามนี้ ร่างของอี้เต้าเสวียนแปรเปลี่ยนเป็นเลือนราง เยี่ยงฟองคลื่นใกล้ระเบิดแตก
อี้เต้าเสวียนไม่ได้ตอบ
เขากลับเลือกหยุดฝีเท้า หันไปมองศัตรูร้ายผู้กำลังไล่ล่าสังหารมาจากไกลๆ