บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2180 ดาบเคียงประชิดแปรผัน
บทที่ 2180 ดาบเคียงประชิดแปรผัน
สองเดือนหลังจากนั้น
ฟิ้ว!
ท่ามกลางป่าเขา นกกระจอกน้อยตัวหนึ่งทะยานสู่เวหา โฉบเข้าใส่วิหคร้ายสีทองยาวสิบกว่าจั้งตัวหนึ่ง
ดวงตาของวิหคร้ายสีทองเผยแววเหยียดเยาะ
เจ้านกกระจอกน้อยนี่ช่างทะเล่อทะล่าไร้ความกลัวจริงๆ!
ทว่าอึดใจต่อมา ลำคอของวิหคร้ายสีทองเจ็บแปลบ ดวงตาเย้ยเยาะของมันแปรเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
ทันใดนั้น ร่างของมันก็ร่วงลงมาจากฟ้า กระแทกลงบนพื้น
นกกระจอกน้อยยกอุ้งเท้าขึ้นโบกตามคำนึง รัศมีเทพดุร้ายสายแล้วสายเล่าสะบัดโบก และเพียงพริบตา วิหคร้ายสีทองก็ถูกถลกหนังรีดโลหิต ทำความสะอาดหมดจด
จากนั้นนกกระจอกน้อยก็จุดเพลิงเทพขึ้น สุมกองเพลิงย่างวิหคร้ายสีทอง
ที่ข้างลำธารไม่ห่างไกลนัก ซูอี้ในชุดขาวผู้มีรูปลักษณ์เหมือนเซียวเจี่ยนตื่นจากการทำสมาธิตลอดคืน
เฮือก!
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาว สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และรอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นที่ริมฝีปาก
สองเดือนมานี้ เขากับวานรน้อยแปรลักษณ์ท่องสัญจรในทวีปเทพอัคคีทักษิณ ไม่ได้ประสบอันตรายใดๆ มาตลอดทาง
และระหว่างการสัญจรช่วงนี้ ซูอี้ก็ไม่ลืมฝึกฝนฟื้นฟูตนเอง
ยามนี้ บาดแผลของเขาฟื้นตัวเกือบสองส่วนแล้ว และการฝึกฝนของเขาก็คืนกลับมาหนึ่งส่วน!
หากไม่นับบาดแผล
การฟื้นฟูพลังได้ส่วนหนึ่งนับเป็นเรื่องดียิ่งสำหรับซูอี้
เขาไม่เพียงจะสามารถใช้เคล็ดวิชาเลิศล้ำได้มากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ตราบใดที่จอมเทพไม่ลงมือ คู่ต่อสู้คนอื่นก็ไม่ได้อยู่ในสายตาชายหนุ่มเลย!
“ทรัพยากรฝึกฝนที่ข้ามีก็ยังไม่พอ”
ทันใดนั้นซูอี้ก็ขมวดคิ้ว
หลังจากทำลายภูเขาปีศาจเทียนเซี่ยงในโลกชางหลาน เขาได้เก็บรววบรวมโอสถเทพมากองหนึ่ง และยังได้รับโอสถเทพส่วนหนึ่งมาจากภูมิดาบดื่มน้ำแข็ง
ยามนี้ โอสถเทพเหล่านี้ถูกใช้ไปจนสิ้น
นอกจากนั้น โอสถเทพซึ่งใช้เยียวยาการฝึกฝนแปดสิบเอ็ดเม็ดในถุงเก็บของที่ซือมิ่งให้มาก็ยังถูกเขาใช้ไปเกินครึ่ง
แต่ถึงเช่นนั้น มันกลับฟื้นฟูการฝึกฝนให้ชายหนุ่มได้เพียงหนึ่งส่วน
ความเร็วในการฟื้นฟูบาดแผลของเขารวดเร็วกว่าก็จริง แต่ก็ได้แค่สองส่วน
จากการอนุมานของซูอี้ ต่อให้เขาใช้ผลึกเทพอมตะพันกว่าชิ้นที่ซือมิ่งให้มาไปจนหมด อย่างมากที่สุด ชายหนุ่มก็คงฟื้นการฝึกฝนขึ้นมาได้เพียงสามส่วน
“เพียงโอสถเทพที่ข้าใช้ไปฟื้นคืนการฝึกฝน เยียวยาบาดแผลยามนี้ ก็เพียงพอให้เทพชั้นสูงสักผู้ฝึกฝนไปร้อยปีแล้ว”
ซูอี้ลอบพึมพำ
จะให้ทำเช่นไรได้? รากฐานมหาวิถีของเขาน่าสะพรึงกลัวเกินไป โดยเฉพาะเส้นทางวิถีเทพที่เขาเหยียบย่าง มันเบิกทะเลฮุ่นตุ้นอันแทบไร้สิ้นสุดขึ้นในร่างเยี่ยงหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
นอกจากนั้น การขัดเกลาร่างวิถีและจิตวิญญาณยังต้องใช้ทรัพยากรฝึกฝนจำนวนมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการยากนักที่ซูอี้จะฟื้นการฝึกฝนทั้งหมดคืน
ทว่าเขาในยามนี้ก็พอใจแล้ว
เขาไม่ลืมหรอกว่า เมื่อสองสามเดือนที่แล้ว เขายังเป็นผู้พิการที่นิ้วสักนิ้วยังยกไม่ขึ้นเลย……
“เจ้านาย กินอาหารป่าสักหน่อยเถิดขอรับ”
ไม่ห่างไปนัก วานรน้อยส่งเนื้อปีกวิหคซึ่งย่างจนเหลืองฉ่ำน้ำมันมาให้ ขนาดยาวราวจั้ง ใหญ่โตยิ่งนัก
ซูอี้รับมาด้วยรอยยิ้ม ดื่มด่ำแกล้มสุรา ช่างแสนอิ่มหนำสำราญ
“อีกไม่ถึงสามวันก็จะไปถึงเมืองโบราณสารทวสันต์ และเมื่อถึงกาล เจ้าจงไปยังทะเลไร้ขอบเขตโดยลำพัง เมื่อไปถึง จงกบดานไปตามที่ข้าสอนก่อน ทว่าจะดีที่สุดหากจะปะปนสู่ขุมกำลังสักแห่ง”
ซูอี้สั่งเสียงเรียบ
วานรน้อยเงียบฟัง
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ซูอี้ก็เตรียมจรจาก แต่ทันใดนั้นเขาเป็นต้องขมวดคิ้ว
ดาบเคียงประชิดซึ่งซุกซ่อน ณ ทะเลฮุ่นตุ้นภายในร่างพลันตื่นตัวกระวนกระวายขึ้นมา สั่นสะท้านส่งวจีราวกับพบบางสิ่ง!
ซูอี้ใช้ปราณของเปลวเพลิงแห่งยุคสมัยคลุมดาบเคียงประชิดไว้ทั่วพื้นผิวโดยปราศจากความลังเล
และทันใดนั้น ดาบเคียงประชิดก็เงียบไป
“เจ้าไปที่ภูมิดาบดื่มน้ำแข็งก่อน”
ซูอี้กล่าวพลางส่งวานรน้อยผู้จำแลงเป็นนกกระจอกน้อยเข้าสู่ภูมิดาบดื่มน้ำแข็ง
แทบจะในทันทีที่ทำเช่นนั้นเสร็จ สุญตาแสนไกลออกไปแตกร้าว ตัวตนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
เป็นทวยเทพกลุ่มหนึ่ง!!
ผู้นำเป็นชายชุดดำ เรือนผมยาวขมวดเป็นมวย ใบหน้าขาวผ่อง ทั่วทั้งกายแผ่ปราณอำนาจของเทพชั้นสูงขอบเขตกำเนิดวาสนา
“คนจากศาลมารสะบั้นสรวง”
ซูอี้เลิกคิ้วน้อยๆ
เมื่อดูจากอาภรณ์และปราณของทวยเทพเหล่านี้ ซูอี้ก็จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายมาจากศาลมารสะบั้นสรวง!
ภายในทวีปเทพอัคคีทักษิณ มีขุมกำลังมารปีศาจน้อยนักที่กล่าวได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่สูงสุด ในขณะที่ศาลมารสะบั้นสรวงเป็นหนึ่งในนั้น
นี่เป็นขุมกำลังวิถีมาร มีบรรพชนผู้ก่อตั้งเป็นอดีตศัตรูร้ายของหลี่ฝูโหยว จอมมารเจวี๋ยเทียน!
ในหมู่ผู้ขัดขวางซูอี้บนวิถีเชื่อมดารา จอมมารเจวี๋ยเทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
เพียงชั่วพริบตา กลุ่มของชายชุดดำก็เคลื่อนทะยานเข้ามาปิดล้อมซูอี้ไว้
สายตาของพวกเขาแต่ละคนสอดส่ายพินิจมองซูอี้ราวคมมีด และยังขวางทางหนีชายหนุ่มไว้ทุกทิศทาง
เมื่อเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ ซูอี้ก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ทุกท่านทำเช่นนี้หมายความว่าเช่นไร?”
ชายชุดดำประสานมือคำนับเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ขอบังอาจถามนามของท่าน ไฉนจึงไม่คุ้นหน้ากันมาก่อน?”
สายตาของเขาเย็นชาระคนพินิจพิเคราะห์ในที
อาณาเขตของทวีปเทพอัคคีทักษิณนั้นกว้างใหญ่ มีสรรพชีวิตเป็นร้อยๆ ล้าน ผู้ฝึกตนเกินคณานับ ทว่าตัวตนผู้สามารถบรรลุเป็นเทพได้นั้นมีเพียงส่วนน้อย
ยิ่งกว่านั้น ขอเพียงเป็นเทพผู้สัญจรในทวีปเทพอัคคีทักษิณตลอดปี พวกเขาส่วนใหญ่ย่อมรู้รากเหง้าของกันและกันอยู่แล้ว
ทว่าสำหรับชายในชุดดำ ซูอี้นั้นดูแปลกตาเกินไป!
“ข้ามาจากทวีปเทพพิชิตบูรพา มีนามว่าเซียวเจี่ยน”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ข้ามายังทวีปเทพอัคคีทักษิณครั้งนี้ก็เพื่อเข้าร่วมฝึกฝนที่ศาลเทพชิงอู๋”
ทวีปเทพพิชิตบูรพาเป็นสถานที่ที่เผ่าพันธุ์นับหมื่นอาศัยอยู่ร่วมกัน มีสำนักลัทธิมากมายเช่นพงไพร เป็นแดนดินอันรุ่งเรืองที่สุดในหมู่สี่ทวีปเทพแห่งโลกเทพ
“ทวีปเทพพิชิตบูรพา? เซียวเจี่ยน?”
ชายชุดดำแย้มยิ้ม เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ “เช่นนี้เป็นไร หากท่านยอมให้เราตรวจสอบร่างแท้สักหน่อย เราจะไปกันทันที”
“ใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์?”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
“ใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์?”
ชายชราผมขาวข้างกายชายชุดดำกล่าวเสียงเย็น “ก่อนหน้านี้ เราไล่ตามคนบาปผู้หนึ่งอยู่ และเราสงสัยว่าเจ้าคือคนบาปผู้นั้นจำแลงกายมา!”
“ไม่ผิด หากเจ้าให้ความร่วมมือและเราตรวจพบความจริง เราย่อมไม่รบกวนต่อ”
ชายร่างสูงในชุดนักรบอีกคนกล่าวด้วยสีหน้าเฉยชา “แต่หากเจ้ากล้าขัดขืน ก็พิสูจน์แล้วว่าเจ้ามีเจตนาร้าย ตัวตนมีปัญหา! เช่นนั้น…อย่าโทษที่เรามิไว้หน้าแล้วกัน!”
ทวยเทพจากศาลมารสะบั้นสรวงเหล่านี้ต่างมาดร้าย พลังปราณมุ่งเป้าไปที่ซูอี้ขณะเตรียมพร้อมรับศึก
ซูอี้กล่าวเนิบๆ ว่า “ไม่ว่าข้าจะเป็นผู้ที่พวกเจ้าตามหาหรือไม่ แค่จากวาจา เจ้าก็มองว่าข้าเป็นผู้ต้องสงสัย และต้องรับการตรวจสอบตัวตนจากพวกเจ้า นี่มัน…ไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
ท่าทีสุขุมเปี่ยมพลังของเขาทำให้คนมากมายขมวดคิ้ว
“เฮอะ”
ชายชราผมขาวแค่นยิ้ม “เกินไป? ในโลกหล้าทวีปเทพอัคคีทักษิณนี้ ผู้ใดไม่รู้บ้างว่าศาลมารสะบั้นสรวงเรากระทำตัวเช่นนี้มาตลอด?”
ซูอี้กล่าวอย่างไม่ชอบใจ “หมายความว่าไร้ช่องให้เจรจาแล้วสิ?”
ตู้ม!
อำนาจสายเลือดและปราณอันน่าสะพรึงกลัวพลันระเบิดออกจากร่างเขา ทะยานตรงเทียบชั้นสรวง บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยนทันใด
มองตาเปล่าก็เห็นได้ว่ามีเงาร่างมังกรคบเพลิงตนหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ และท้องนภาซึ่งเดิมกระจ่างใสพลันตกสู่ความมืดมิด บรรยากาศอันชวนใจเต้นไม่เป็นส่ำแพร่กระจาย
มังกรคบเพลิง!!
ทวยเทพต่างผงะหงาย
ด้วยภูมิปัญญาของพวกเขา ทวยเทพเหล่านั้นแทบเห็นได้ทันทีว่านี่คืออำนาจสายเลือดมังกรคบเพลิงอันหายากและน่าสะพรึงกลัวยิ่งในโลกหล้า!
เดิมที มังกรคบเพลิงเป็นเทพบรรพกาลผู้กำเนิดจากฮุ่นตุ้น เป็นเผ่าพันธุ์อันเก่าแก่ที่สุด และเลิศล้ำที่สุดในวงศ์วานปีศาจแห่งโลกหล้า!!
“ไม่คาดคิดเลยว่าหลังจากผ่านไปเนิ่นนาน จะมียอดฝีมือผู้ถือครองสายเลือดมังกรคบเพลิงปรากฏขึ้นอีก”
มีผู้กล่าวอย่างตกตะลึง
“เป็นไปเช่นคำร่ำลือ ก่อนยุคตำนานทมิฬบังเกิด สารพัดสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกหล้าจะเกิดขึ้นตามกัน”
มีคนพึมพำ
มังกรคบเพลิงไม่ได้ปรากฏขึ้นในโลกหล้าแดนเทพมาแสนนาน
และยามนี้ มียอดฝีมือผู้หนึ่งซึ่งสืบสายเลือดมังกรคบเพลิงปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา!
ใครเล่าจะไม่ประหลาดใจ?
ชายชุดดำซึ่งนำคณะมาขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “ผู้สืบสายเลือดมังกรคบเพลิง? อาจจะไม่ใช่หรอก!”
วาจานั้นทำให้คนมากมายสงบใจลง
“เจ้ากล่าวเช่นนั้น จงใจจะหาเรื่องข้าหรือ?”
ดวงตาของซูอี้เย็นเยียบ
ชายชุดดำเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพลิกฝ่ามือกะทันหัน
วูบ!
ร่มสำริดคันหนึ่งปรากฏขึ้น พื้นผิวของมันปกคลุมด้วยปราณฮุ่นตุ้นหนาทึบ โปรยปรายจากขอบร่มขยี้แดนดินรอบข้างราวน้ำตก
ทรงพลังยิ่งนัก
ร่มแคล้วคลาด!
หนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาล!!
ม่านตาของซูอี้หดตัวเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าไฉนดาบเคียงประชิดจึงมีปฏิกิริยาก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่ามันสัมผัสถึงปราณของร่มแคล้วคลาดได้
“ดูเหมือนว่าเพื่อตามล่าข้า ศัตรูร้ายเหล่านั้นจะรู้สถานการณ์ของข้าเป็นอย่างดี กระทั่งคิดใช้ร่มแคล้วคลาดมาหาข้า!”
‘ไม่น่าเล่า คนเหล่านี้ถึงพบที่นี่!’
ซูอี้ลอบพรั่นพรึงในใจ
เรื่องที่เขามีดาบเคียงประชิดกับตัว เป็นที่ล่วงรู้ถึงศัตรูร้ายเหล่านั้นมาเนิ่นนาน
และสมบัติซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าความลับแห่งจักรวาลสามารถตรวจจับการมีอยู่ของกันและกันได้
นี่คือสาเหตุที่คนเหล่านี้หาเขาพบ!
ขณะนี้ ชายชุดดำถือร่มแคล้วคลาดไว้ราวกำลังสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
แต่คิ้วของเขาก็ขมวดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่อาจพบสิ่งใด
“แปลกจริง ก่อนหน้านี้ร่มแคล้วคลาดมีปฏิกิริยาแท้ๆ แต่ไฉนข้าจึงสัมผัสมันมิได้……”
สีหน้าของชายชุดดำดูไม่เข้าใจในชั่วขณะนั้น
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะหยุดเพียงเท่านี้ จากนั้นดวงตาก็จับจ้องซูอี้ราวอยากจะมองให้ทะลุ
ทวยเทพผู้อื่นเองก็รอดูท่าทีอยู่
“เวินหลง เจ้ามาลงมือหยั่งเชิงเขาหน่อย!”
ทันใดนั้น ชายชุดดำออกคำสั่ง “หากแน่ใจได้ว่าเขาเป็นผู้สืบสายเลือดมังกรคบเพลิงจริงๆ เราก็ไปกัน!”
“ได้!”
ทันใดนั้น ชายร่างสูงในชุดนักรบมองมายังซูอี้อย่างมาดร้าย
“ช้าก่อน”
ซูอี้ขมวดคิ้ว “หากลงมือขึ้นมา ไม่ตายมิเลิกรานะ! พวกเจ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนั้น?”
ทุกผู้ผงะไป
คนผู้นี้ไปเอาความหาญกล้ามาจากหนใด จึงกล้าข่มขู่พวกเขาเช่นนี้?
มิรู้หรือว่าตัดสินเป็นตายหมายความว่าเช่นไร
ชายร่างสูงนามเวินหลงฉีกยิ้ม “ก็ได้ ขอดูหน่อยเถอะว่าเจ้าจะมีฝีมือพอหรือไม่!”
ชายชุดดำและคนอื่นๆ รออยู่ในละแวกใกล้เคียง เวินหลงจึงไม่เชื่อว่าจะเกิดอันใดกับเขา
ดังนั้นตัวคนจึงทะยานพุ่งเข้าใส่ซูอี้ตั้งแต่ยังไม่ทันสิ้นวจี
ตู้ม!
กระดูกของเขาเสียดลั่น กล้ามเนื้อขยายปูดโปน มือขวาสร้างรอยประทับฝ่ามือสีดำปรกนภา ฟาดเข้าใส่ซูอี้อย่างดุดัน
ดุร้ายอหังการยิ่งนัก
เห็นได้แต่แรกชำเลืองว่าอีกฝ่ายโจมตีสุดกำลัง ไร้การออมมือ
ขณะเดียวกัน ชายชุดดำและคณะต่างจับจ้องที่ซูอี้นิ่ง อยากเห็นนักว่าชายหนุ่มจะแก้ทางวิชาสังหารเช่นนี้อย่างไร!