บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2218 มรสุมอันมุ่งร้าย
บทที่ 2218 มรสุมอันมุ่งร้าย
วาจาของขู่เจินดูกะทันหันมาก ทำให้ผู้ทรงอำนาจมากมายในห้องโถงตกใจและขมวดคิ้วกันทันที
ทุกผู้ล้วนสังเกตเห็นว่าผู้อาวุโสสามกำลังฉวยโอกาสนี้ตั้งแง่ ไม่คิดให้ซูอี้ผ่านไปได้ง่ายๆ!
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนมากมายไม่พอใจ
คนนอกอยู่ตรงหน้า เขาในฐานะผู้อาวุโสของสำนักกลับไล่บี้รังแกพวกเดียวกัน มีอย่างที่ไหนกัน?
“นับว่าวาจาของสหายเต๋าฉี่เวยตรงกับสิ่งที่ข้ามีในใจนัก”
ซูอี้มองผู้อาวุโสสามอย่างเฉยชา “ข้าคือผู้ซื้อดาบท่องสราญ มันเกี่ยวอันใดกับเจ้าด้วย?”
วาจานั้นแทบเรียกได้ว่าฉีกหน้าโดยไร้ความเกรงใจใดๆ
“เจ้า……”
ขู่เจินหน้าเสียด้วยความอับอาย
ผู้น้อยอย่างซูอี้กล้าโต้เถียงกับเขาต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้าเฒ่าของเขาจะเอาไปไว้ที่ใดได้?
ผู้อาวุโสใหญ่แค่นเสียงเย็นชา และกล่าวว่า “ผู้อาวุโสสาม เจ้าหยาบคายเกินไปจริงๆ ศิษย์ในสำนักมีตั้งมากมาย แต่ละคนซื้อสมบัติใดมาต้องไล่บอกเจ้าเสมอหรือว่าซื้อสมบัติแต่ละชิ้นได้มาอย่างไร?”
น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความประชดประชัน
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
สีหน้าของขู่เจินยิ่งมืดมน “แต่ดาบท่องสราญนี่……”
โดยไม่ปล่อยให้เขาแก้ตัว เจ้าสำนักขมวดคิ้วและกล่าวขัดขึ้นว่า “พอแล้ว ระวังท่าทีของเจ้าด้วย อย่าเสียกิริยาต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติทั้งหลายที่นี่!”
สีหน้าของขู่เจินหมองคล้ำไปชั่วขณะ และท้ายที่สุดก็เงียบไป
ซูอี้ไม่ได้กล่าวอันใดเกี่ยวกับเรื่องนี้
แต่ในใจของเขากลับหมายมั่นจะหาโอกาสกำจัดขู่เจิน!
ไอ้แก่นี่กัดไม่ปล่อยจริงๆ และไม่ได้เก็บซ่อนจิตสังหารเลย
หากไม่กำจัดทิ้งเสีย ก็ไม่อาจทราบว่าจะก่อปัญหาขึ้นอีกมากมายเพียงไร
และเหตุการณ์เล็กน้อยนี้ก็ทำให้หลู่ชิงเหมยขมวดคิ้ว
นางตระหนักแล้วว่าการไถ่ถามถึงดาบท่องสราญ ณ ยามนี้ไม่สมควรอีกต่อไป
หาไม่ มันรังแต่จะทำให้พวกคนจากศาลเทพชิงอู๋เหล่านี้ขุ่นเคืองเหม็นหน้าเสียเปล่าๆ
“แม่หนูผู้นี้มาผิดที่ผิดเวลาจริงๆ”
ดวงตาที่เหลือบมองฉี่เวยผู้นั่งข้างกายซูอี้ของหลู่ชิงเหมยปรากฏรอยโทสะจางๆ
บุตรีของผู้นำเผ่าเทพกิเลนมาเยือนกะทันหัน ทำให้แผนการของนางก่อนหน้านี้ถูกขัดขวางทันที
นางจะไม่หงุดหงิดได้เช่นไร?
ราวสัมผัสบางอย่างได้ จู่ๆ ฉี่เวยก็เบนสายตามากล่าวกับหลู่ชิงเหมยด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโส ขออภัยที่ข้าบังอาจ แต่ข้าอยากถามว่าไฉนท่านจึงสนใจดาบท่องสราญนักหรือเจ้าคะ?”
หลู่ชิงเหมยกล่าวพร้อมฉีกยิ้มการค้า “เรื่องของข้าผู้นี้หาเกี่ยวข้องกับเจ้าไม่ ถึงอย่างไรเจ้าก็เด็กเกินกว่าจะรู้ว่าดาบหักท่องสราญนั้นมีความหมายเช่นไร หากเป็นปู่ทวดเจ้ามาถาม ข้าอาจจะคุยกับเขามากกว่านี้”
ความนัยก็คือ ผู้น้อยอย่างเจ้าหาควรค่าพูดเรื่องนี้กับข้าไม่
ท่าทางของฉี่เวยชะงักค้าง ก่อนที่นางจะแย้มยิ้มพลางกล่าวขึ้นทันทีว่า “แม้ข้าจะไม่ทราบว่าดาบท่องสราญมีความหมายต่อผู้อาวุโสอย่างไร แต่ข้าก็รู้อดีตบางส่วนระหว่างผู้อาวุโสกับอี้เต้าเสวียนอยู่บ้างนะเจ้าคะ”
คู่เนตรเจิดจรัสของหลู่ชิงเหมยพลันเย็นเยียบแฝงด้วยความคุกคาม
อำนาจคุกคามอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ปกคลุมทั่วทั้งโถงอย่างไม่อาจมองเห็น
ทุกผู้ที่นี่ล้วนชะงักค้าง สีหน้าของพวกเขาต่างเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ขณะนี้ หลู่ชิงเหมยได้เผยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแห่งจอมมารผู้ไร้เทียมทานออกมาแล้ว
เพียงแววตาเปลี่ยนไปชั่วครู่ หัวใจของทุกผู้ต่างสะท้านสั่น
ร่างของฉี่เวยเองก็เกร็งขึ้ง ทว่านางยังคงแย้มยิ้ม เผชิญหน้ากับอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้
ข้างกันนั้น หัวใจของซูอี้ซับซ้อนเอาการ
ในฐานะร่างเวียนวัฏของอี้เต้าเสวียน เมื่อเห็นสองสตรีเผชิญหน้ากันอย่างไม่ลดราวาศอกเพราะเรื่องของอี้เต้าเสวียน ในใจของเขาพลันเกิดความรู้สึกพิเศษบางอย่างขึ้นมา
ผู้อาวุโสสูงสุดที่สองไป๋หลี่อินเกลี้ยกล่อมอย่างนุ่มนวลว่า “เด็กน้อยไม่รู้ความ สหายเต๋าอย่าใส่ใจเลย ไฉนต้องคิดมากกันด้วย?”
หลู่ชิงเหมยแย้มยิ้ม “หากไม่รู้ความก็ต้องสั่งสอนให้มาก จะได้ไม่สร้างเรื่องจนผู้อาวุโสในตระกูลต้องมาคอยตามล้างตามเช็ด”
นางจับจ้องฉี่เวยอย่างลึกล้ำ และกล่าวว่า “สาวน้อย ข้าผู้นี้พอจะสัมผัสได้ว่าเจ้าระแวงและมีอคติต่อข้า ข้าจึงสงสัยนักว่าไฉนเจ้าจึงเป็นเช่นนี้”
แล้วนางก็ละสายตาจากไปทันที ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ก็ช่างมันเถิด ข้าผู้นี้แค่อยากจะบอกว่า หากไม่รู้จักเคารพตนเอง ก็อย่าโทษข้าที่ช่วยสั่งสอนเจ้าแทนบุพการีก็แล้วกัน”
ม่านตาของฉี่เวยหดตัว
มีหรือนางจะไม่ได้ยินคำเตือนในวาจาเหล่านั้น?
ทันใดนั้น เสียงชราวัยสายหนึ่งดังออกมาจากทางด้านนอกห้องโถง “คิดจะยุ่งกับผู้น้อยอย่างคุณหนูของข้าหรือ? ไม่ได้พบกันเนิ่นนาน ไฉนการวางตัวของจอมมารชิงเหมยจึงตื้นเขินเพียงนี้?”
ทุกผู้ต่างตกใจ!
และพบว่ามีหญิงชราท่าทางเยือกเย็นผู้หนึ่งมาปรากฏตัวทางด้านนอกห้องโถงหลักตั้งแต่ยามใดไม่ทราบ
ใบหน้าของนางดูดาษดื่น เหี่ยวย่นเพราะความชรา หลังงองุ้มเหมือนบ่าวเฒ่าทั่วไป
ทว่าเมื่อพบกับนาง หลู่ชิงเหมยก็อดเผยความประหลาดใจมิได้ “ที่แท้เจ้าก็อยู่ที่นี่มาตลอดเลยหรือ?”
“สังขารเฒ่าเป็นผู้อารักขาคุณหนูมาที่นี่ในครานี้ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนนานและเตรียมตัวจากไปแล้ว”
หญิงชรายืนอยู่ด้านนอกโถง ไม่คิดจะเดินเข้ามา “แต่เมื่อได้ยินคำพูดของจอมมารชิงเหมย สังขารเฒ่าก็ไม่อาจอยู่เป็นสุข แม้คุณหนูของข้าจะทำอันใดผิดไป ก็มิขอรบกวนผู้อื่นสั่งสอนนางแทนหรอก”
หลังจากหยุดพูดชั่วครู่ คู่เนตรฝ้าฟางของนางพลันเบนไปมองหลู่ชิงเหมยผู้นั่งอยู่ในห้องโถง “จอมมารชิงเวยคิดเช่นไร?”
เหล่าผู้ชมเงียบกริบ
ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายในศาลเทพชิงอู๋ล้วนตื่นตะลึง
ซูอี้เองก็ประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่านอกจากฉี่เวยแล้ว บ่าวเฒ่าผู้หนึ่งจะกล้าต่อกรกับหลู่ชิงเหมยด้วย
สีหน้าของหลู่ชิงเหมยกลับมาเป็นปกติ จากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า “ก็ได้ ข้าผู้นี้จะไม่ไปยุ่งกับเด็กอย่างนางหรอก ต่อให้อยากเอาเรื่องในภายหน้า ข้าก็จะไปขอคำอธิบายจากเผ่าเทพกิเลนของเจ้า”
การวางตนเช่นนี้ก็แข็งกร้าวชวนตกตะลึงนัก
บรรยากาศในห้องโถงเองก็ถูกกดดันจนตึงเครียดอย่างถึงขีดสุด
ทางด้านนอกห้องโถงหลัก หญิงชราพยักหน้ากล่าว “เผ่าข้ายินดีต้อนรับจอมมารชิงเหมยตลอดเวลา”
“คุณหนู ถึงกาลสังขารเฒ่าผู้นี้จากไปแล้ว หาไม่คงเป็นการรบกวน โปรดออกมาเถิด สังขารเฒ่ามีบางสิ่งอยากจะบอกแก่ท่าน”
ว่าแล้ว ร่างของหญิงชราก็หายลับไปเงียบๆ
ฉี่เวยลุกเดินออกจากห้องโถงหลักทันที
ตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้ทรงอำนาจทั้งหลายในศาลเทพชิงอู๋ซึ่งเป็นเจ้าภาพทำได้เพียงมอง หัวใจรู้สึกคลุมเครือนัก
แขกผู้มีเกียรติเช่นนี้ พวกเขาไม่อยากล่วงเกินเลยจริงๆ แม้พวกเขาจะกำแหงในถิ่นของผู้อื่น… แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้อยู่!
ใครเล่าจะไม่เห็นว่า แม้กระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดที่สองยังไม่ว่าอันใดเลย?
“พอแล้ว จบงานเลี้ยงเพียงเท่านี้เถิด”
ไป๋หลี่อินโบกมือ
คืนนี้บังเกิดมรสุมขึ้นเพียงเพราะดาบหักท่องสราญ มันได้ดึงบุตรีผู้นำเผ่าเทพกิเลนและบ่าวเฒ่าข้างกายนางเข้ามาพัวพัน
นี่เป็นเรื่องเกินคาดหมายของทุกผู้
โดยเฉพาะท่าทีของหลู่ชิงเหมยซึ่งยิ่งน่าสนใจ
และแม้ซูอี้จะดูเหมือนคนนอก แต่มีเพียงเขาที่รู้ว่าแม้มรสุมลูกนี้ดูจะเกิดเพราะดาบท่องสราญ ทว่าแท้จริงแล้วมันเล็งเป้ามาที่เขา!!!
ผู้อาวุโสสามขู่เจินก็ดี
หลู่ชิงเหมยก็ดี
ฉี่เวยก็เช่นกัน
ทว่าเหตุขัดแย้งนี้ถูกฉี่เวยป่วนจนรวน
……
ค่ำคืนดุจผืนธาร หมู่แมลงขับขานลำนำ
“คุณหนู เมื่อครู่ท่านบ้าบิ่นไปหน่อยนะเจ้าคะ หลู่ชิงเหมย สตรีผู้นี้เป็นจอมมารไร้เทียมทานผู้ฆ่าคนไม่กะพริบตา หากนางหมายตาท่าน แม้ไม่ลงมือเอง นางก็ยังมีวิธีรังแกท่านสารพัดอยู่”
หญิงชรากล่าวรำพึง “อย่าลืมนะเจ้าคะว่ากาลก่อน ตัวตนไร้เทียมทานอย่างอี้เต้าเสวียนยังเกือบตายด้วยมือนางมารผู้นี้”
ดวงตาของฉี่เวยวูบไหว กล่าวขึ้นว่า “ท่านยาย ข้ามีความคิดของข้าอยู่ในใจ ข้าแค่กำลังทดสอบเท่านั้นว่านางเห็นตัวตนแท้จริงของเซียวเจี่ยนผู้นั้นแล้วหรือไม่ อีกอย่าง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแค่เพราะวาจาไม่กี่คำ นางจะกล้าฆ่าข้า”
“หากเป็นเช่นนั้น ท่านไม่ยอม บิดาข้าไม่ยอม และปู่ทวดข้าก็ไม่ยอมแน่”
ฉี่เวยกล่าวยิ้มๆ “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากป้าน้อยของข้าทราบเข้า นางจะมาไล่สับหลู่ชิงเหมยก่อนใครแน่”
หญิงชราพลันปวดเศียร
สาวน้อยผู้นี้ถูกบิดา ปู่ทวด และป้าน้อยผู้บ้าบิ่นเกินควบคุมตามใจจนเคยตัวไปแล้ว!!
ฉี่เวยคว้าแขนหญิงชรา กล่าวขึ้นราวออดอ้อน “แต่ท่านยายอย่าห่วงนะ ข้าไม่โง่พอไปหาเรื่องจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าหรอก และยามข้าอยู่ในศาลเทพชิงอู๋ภายหน้า ข้าก็จะมิไปเผชิญหน้ากับจอมมารชิงเหมยผู้นั้นมากนักแล้ว”
หญิงชราครุ่นคิดสักพัก และกล่าวว่า “ยามฮั่วหงเจินแห่งศาลเทพชิงอู๋กลับมา เจ้าต้องไปจากที่นี่”
“เพราะเหตุใด?” ฉี่เวยงุนงง
หญิงชรามิได้อธิบาย บอกนางไว้เพียงว่า “ฮั่วหงเจินผู้นี้เป็นตัวตนไร้ผู้เทียบ เขาผู้นี้…อันตรายเกินไป!”
หลังเว้นช่วงเล็กน้อย หญิงชราก็กล่าวอย่างหนักแน่นเคร่งขรึม “เรื่องนี้ เจ้าต้องฟังคำข้านะ!”
ฉี่เวยนิ่งไป ก่อนจะตกปากรับคำ
……
ยอดเขาต้นสนน้อย
“สาแก่ใจนัก! สาแก่ใจจริงๆ! วันนี้เจ้าเจิดจรัสแปรสถานการณ์ กระทั่งท่าทีของเจ้าสำนักต่อที่มีเจ้ายังแปรเปลี่ยน”
“สังเกตเห็นหรือไม่ ผู้อาวุโสใหญ่กำลังเอาใจเจ้า พยายามลากเจ้าไปเข้าพวก!”
“ฮ่าๆๆ เซียวเจี่ยนเอ๋ย ข้าว่าแล้วว่าไม่ได้อ่านเจ้าผิด คนเช่นเจ้าหากอยู่เฉยก็แล้วไป แต่หากขยับเมื่อไร เด่นดังชวนน่าตะลึงเป็นแน่!”
ในถ้ำพำนัก ผู้อาวุโสเก้าเถี่ยเหวินจิ้งหน้าชื่นตาบาน พูดจ้อไม่หยุดปาก เห็นได้ชัดว่ากำลังเริงร่า
ซูอี้ดื่มสุราฟังด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างๆ
ในศาลเทพชิงอู๋ มีเพียงเถี่ยเหวินจิ้งที่ดีกับเขาโดยแท้จริง
“แต่ข้าก็ไม่คาดคิดเลยว่าจอมมารชิงเหมยจะสนใจในท่องสราญเพียงนั้น”
ว่าแล้ว เถี่ยเหวินจิ้งรู้สึกผิดเล็กน้อย “หากข้ารู้เรื่องนี้ ยามนั้นคงไม่ปริปาก”
ในงานเลี้ยงเมื่อก่อนหน้านี้ เป็นเพราะเขาวอนผู้อาวุโสใหญ่ให้คืนท่องสราญมา มรสุมจึงบังเกิด
สิ่งนี้จึงทำให้เถี่ยเหวินจิ้งรู้สึกไม่สบายใจเอาการ
“ไม่เป็นไรหรอก”
ซูอี้โบกมือ “ที่นี่คือถิ่นของศาลเทพชิงอู๋ คนนอกอย่างหลู่ชิงเหมยมิอาจกำแหงได้หรอก”
เถี่ยเหวินจิ้งผ่อนคลายขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด และกล่าวว่า “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะพาคนไปส่งเจ้าที่ยอดเขาไผ่วิญญาณ จะไม่มีผู้ใดกล้าคิดอีกในภายหน้าว่าเจ้าไร้คุณสมบัติปกครองยอดเขาไผ่วิญญาณ”
ซูอี้ตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หลังจากสนทนากันเนิ่นนาน เถี่ยเหวินจิ้งก็ขอตัวจากไป
ซูอี้ลุกเดินออกไปนอกถ้ำพำนัก ตั้งใจจะไปเดินรับอากาศบริสุทธิ์ พักผ่อนหย่อนใจเสียหน่อย
เรื่องที่เกิดในวันนี้ทำให้เขาจับเค้าอันตรายได้
หลู่ชิงเหมยเตรียมตัวมาดี
ฉี่เวยเองก็หมายหัวเขาอยู่อย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดในงานเลี้ยงนั้นเป็นเพราะเขา ทำให้ผู้มีอำนาจในศาลเทพชิงอู๋สังเกตเห็นแล้วว่าบางสิ่งมิชอบมาพากล
ถึงอย่างไร พวกเขาต่างก็เป็นผู้เฒ่าซึ่งผ่านร้อนหนาวมามากมาย มีหรือจะไม่เห็นเงื่อนงำสักอย่างเลย?
ปัดตกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าบางผู้อาจเริ่มเคลือบแคลงตัวตนของเขาอีกแล้ว!
“หลู่ชิงเหมยผู้นี้กัดไม่ปล่อยจริงๆ!”
“นางมีเหตุผลอันใดจึงเลือกมายังศาลเทพชิงอู๋กันนะ?”
ขณะครุ่นคิด ซูอี้ก็มายังผาบนไหล่เขา
และทันใดนั้น เขาก็พบร่างคุ้นตาผู้หนึ่ง!