บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2219 เกินไปแล้ว
บทที่ 2219 เกินไปแล้ว
รัตติกาลเงียบงัน ดวงดาราพริบพรายดุจม่านหมอก
ที่ข้างผามีต้นสนไหวเอนซอกแซก ส่งวจีประหนึ่งลำนำสวรรค์
อาภรณ์เลื่อมพรายของร่างนั้นสะบัดไหวตามลม ร่างสะโอดสะองงามสง่าสะกดใจ
หลู่ชิงเหมย!
สตรีผู้นี้ปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบที่ยอดเขาต้นสนน้อย ราวกับมารอที่นี่เนิ่นนานแล้ว
ซูอี้ผงะไป ก่อนจะหันหลังเตรียมจากไปทันที
“ช้าก่อน ข้าได้รับคำอนุญาตจากผู้อาวุโสสูงสุดที่สองของเจ้าให้มาพบเจ้าเป็นการส่วนตัวแล้ว”
ที่ริมผา หลู่ชิงเหมยหันมามองซูอี้ด้วยคู่เนตรอันพร่างพราว
ใบหน้าหยกงามดุจสาวน้อยของนางเจิดจรัสเยี่ยงภาพฝันท่ามกลางแสงดาว
“ผู้อาวุโสมีสิ่งใดชี้แนะหรือ?”
ซูอี้ถาม
“ผู้อาวุโส?”
รอยยิ้มขำขันปรากฏที่มุมปากหลู่ชิงเหมย นางเยื้องย่างอย่างแผ่วเบาเข้ามาใกล้ซูอี้
จนกระทั่งห่างจากซูอี้เพียงก้าว หญิงสาวจึงแหงนลำคอยาวระหงมาจ้องหน้าซูอี้ด้วยคู่เนตรเปี่ยมจิตวิญญาณ และกล่าวขึ้นว่า “คราบนี้ไม่เลวเลย”
ซูอี้ขมวดคิ้ว
ระยะห่างใกล้กันเกินไป ใกล้เสียจนเขาสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นชื้นของหลู่ชิงเหมยได้ และยังรวมถึงกลิ่นกายกระจ่างชัดที่เย็นเยือกเฉพาะตัวของนางด้วย
สิ่งนี้ทำให้ซูอี้นึกถึงภาพงดงามรัญจวนยามฝึกฝนบำเพ็ญคู่กันขึ้นมา
ไม่สิ……ไม่เพียงภาพ แต่ทั้งความทรงจำและความรู้สึกต่างปรากฏครบถ้วนราวได้เผชิญ ลิ้มลอง และพิชิตมันด้วยตนเอง
“เจ้าคิดอันใดอยู่?”
คู่เนตรของหลู่ชิงเหมยในยามนี้เจิดจรัสไม่ต่างจากนภารัตติกาล
“ข้ากำลังสงสัยว่าที่ผู้อาวุโสต้องมาพูดกับข้าในระยะประชิดเพียงนี้ มันจะไม่เป็นการมิสุภาพไปหน่อยหรือ?”
ซูอี้กล่าวเสียงเรียบ
สีหน้าของหลู่ชิงเหมยตะลึงค้าง มิสุภาพ!?
“หากผู้อาวุโสมีสิ่งใดจะกล่าว ขอให้สุภาพกว่านี้หน่อยเถิด ข้ายังไม่อยากเสียชื่อเสียงของตัวเองไป”
ซูอี้กล่าว และเป็นฝ่ายถอยไปสองสามก้าวเอง
ภาพนี้ทำให้สายตาของหลู่ชิงเหมยปรากฏเค้าความขุ่นเคือง แต่นางก็แย้มยิ้มกล่าวทันทีว่า “เจ้าสำนักศาลเทพชิงอู๋ของเจ้ายังต้องให้เกียรติยามอยู่ต่อหน้าข้าผู้นี้ แต่เจ้าซึ่งเป็นผู้น้อย เป็นเทพชั้นต่ำเล็กจ้อยกลับกล้าพอจะเหน็บแนมข้า ทำให้ข้าชักสงสัยจริงๆ ว่าเจ้าอาจไม่ใช่ทายาทเผ่ามังกรคบเพลิง”
ซูอี้ลอบถอนหายใจ
นี่แหละคือการบังเกิดความสงสัยยามสนทนาตัวต่อตัว
โดยเฉพาะหลู่ชิงเหมยที่รู้จักอี้เต้าเสวียนดี ทำให้นางรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันทีที่เขากระทำตัวมีพิรุธ
“ไฉนไม่พูดเล่า?”
หลู่ชิงเหมยจ้องตาซูอี้ ราวอยากตรวจจับความลับที่ลึกที่สุดในใจของชายหนุ่ม
“ข้าไม่เข้าใจ”
ซูอี้กล่าวเรียบๆ ว่า “จึงไร้วาจาใด”
ใช่แล้ว เขาแสร้งมึนงงทันที
“เฮอะ ไม่เข้าใจ!?”
หลู่ชิงเหมยแค่นยิ้ม “ก็ได้ ข้าผู้นี้คร้านเกินกว่าจะเปิดโปงเจ้าซึ่งๆ หน้า คิดเสียว่าเจ้าคือเซียวเจี่ยนแล้วกัน”
ซูอี้ขมวดคิ้ว เขาไม่ได้โต้เถียง แต่กล่าวว่า “ที่ผู้อาวุโสมาหาข้าที่นี่ มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือ?”
“เจ้าน่าจะรู้ดีแก่ใจ”
หลู่ชิงเหมยทัดเรือนผมดำขลับไว้หลังหู กระทั่งท่าทีธรรมดาเช่นนี้ยังให้ความรู้สึกทรงเสน่ห์เย้ายวน
นางงดงามมากจริงๆ โดดเด่นเกินผู้คน แม้รูปลักษณ์ของนางจะเหมือนสาวน้อย ทว่ากิริยาของนางกลับเยือกเย็นเป็นผู้ใหญ่ สีหน้าแววตาดุจจักรพรรดินีผู้สูงส่ง พฤติกรรมยั่วยวนจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
ในใจของซูอี้พลันปรากฏภาพอันตราตรึงแสนโศกมากมาย และอารมณ์ของเขาก็ปรากฏคลื่นกระเพื่อม
ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็หยุดนิ่ง ม่านตาหดตัวเล็กน้อย!
ไม่ใช่หลู่ชิงเหมยทำเสน่ห์ใส่เขา
แต่สตรีผู้นี้เกิดมาพร้อมเสน่ห์เย้ายวน และมีวิถีเต๋าเป็นจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้า ทุกการกระทำ ทุกรอยยิ้มของนางล้วนบรรจุอำนาจล่องหนอันมีผลกระทบกระเทือนบงการจิตใจผู้อื่นได้!!!
ขณะนี้ หลู่ชิงเหมยได้แบมือออก ก่อนปิ่นสีเขียวอันหนึ่งจะปรากฏขึ้น “เจ้าคิดว่านี่คืออันใด?”
ซูอี้มองตามโดยไม่รู้ตัว
ปิ่นอันนั้นเรียวบางดุจตะเกียบ ยาวเพียงเจ็ดชุ่น เรียบง่ายไร้ฉลุสลัก ดูเหมือนดาบบินเกลี้ยงๆ สีเขียว
ที่ปลายปิ่นสลักคำว่า ‘ไร้พันธะ’ ไว้
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างพลุ่งพล่านอยู่ในใจของซูอี้ ดูเหมือนความรู้สึกบางอย่างซึ่งสงบนิ่งในก้นบึ้งหัวใจมาเนิ่นนาน จู่ๆ ก็กลายเป็นภูเขาไฟเจียนปะทุอย่างเกินสะกดกลั้น
ทว่าทันใดนั้น หัวใจของชายหนุ่มก็เปรียบเช่นคมมีด สะบั้นอารมณ์ในจิตใจที่ใกล้ปะทุเต็มทีนั้นอย่างไร้ความลังเล
แทบจะพร้อมกันนั้น เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสอยากให้ปิ่นนี้กับข้าหรือ?”
หลู่ชิงเหมยผงะไป
นางเบนสายตามองคนตตรงหน้าราวพบปัญหาอันไม่อาจสรุปความหรือเข้าใจได้
เนิ่นนานหลังจากนั้น จู่ๆ คู่เนตรพร่างดาวของนางพลันกลายเป็นเย็นเยียบ สีหน้านุ่มนวล……มายามนี้มันกลับกลายเป็นเปี่ยมอำนาจ
จากนั้นนางก็ยกมือขึ้น หมายคว้าคอซูอี้ราวไม่อาจควบคุมตน
โดยขณะนั้น ซูอี้ยืนนิ่งไม่ขยับ
และพร้อมกันนั้นเอง เสียงหนึ่งได้กล่าวขึ้นขัดกลางลำปล้อง “สหายเต๋า!”
ทันใดนั้น หลู่ชิงเหมยคล้ายฟื้นคืนสติ หยุดชะงักในขณะที่ปลายนิ้วเรียวดุจหยกของนางใกล้แตะถึงคอซูอี้ และผละกลับไปอย่างรวดเร็วเช่นสายฟ้า
ขณะเดียวกัน ใต้รัตติกาลไกลออกไป ร่างของผู้อาวุโสสูงสุดที่สองไป๋หลี่อินพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ
สีหน้าของเขาเจือเค้าโทสะ “สหายเต๋า เจ้าคิดจะทำอันใด? ก่อนหน้านี้เจ้าบอกเองว่าอยากจะคุยกับรองหัวหน้าหอเซียวเจี่ยนของสำนักข้า เกี่ยวกับเรื่องของสายเลือดมังกรคบเพลิง แต่ไฉนไม่ทำเช่นนั้นเล่า?”
หลู่ชิงเหมยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ ว่า “อย่าห่วงเลยสหายเต๋า ข้าก็แค่ล้อเขาเล่นเท่านั้น”
“ล้อเล่น? ดูแล้วไม่น่าใช่”
ซูอี้หน้าคล้ำเครียด “ก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสทั้งอับอายและเดือดดาล คิดอยากทำร้ายข้า!”
ไป๋หลี่อินเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเย็นชา “สหายเต๋า โปรดไปเสีย!”
ทุกผู้ล้วนเห็นได้ว่านางเดือดดาล แต่เพราะภาพลักษณ์ของหลู่ชิงเหมย นางจึงไม่กล้าเผยโทสะออกมาโดยตรง
“ขอเวลาข้าอีกครึ่งเสี้ยวชั่วยามสิ”
หลู่ชิงเหมยสูดหายใจลึกๆ เก็บปิ่นสีเขียวไป กล่าวขึ้นว่า “ข้าผู้นี้ใช้หัวใจวิถีเป็นประกันได้ว่าจะไม่ทำร้ายเซียวเจี่ยนผู้นี้แม้แต่น้อย”
ไป๋หลี่อินกล่าวกับซูอี้ “เจ้าหนู เจ้าคิดเช่นไร?”
ซูอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ากล่าวว่า “มีผู้อาวุโสสูงสุดอยู่ ข้าไม่กลัวหรอกว่านางจะกล้าก่อเรื่อง”
สีหน้าของไป๋หลี่อินผ่อนคลายลงเล็กน้อย “เจ้าพูดถูก ที่นี่คือถิ่นศาลเทพชิงอู๋ ไม่มีผู้ใดอยู่เฉยยามเจ้าถูกทำร้ายหรอก!”
ว่าแล้ว อีกฝ่ายก็หันไปกล่าวกับหลู่ชิงเหมยว่า “หลังครึ่งเสี้ยวชั่วยามผันผ่าน ท่านควรทำตามวาจา”
แล้วไป๋หลี่อินจึงหันจากไป
หลู่ชิงเหมยยกปลายนิ้วปาดไปบนอากาศเบาๆ
ทันใดนั้น ม่านแสงได้ปรากฏขึ้น สะท้อนภาพชายหนุ่มในอาภรณ์เรียบง่ายผู้หนึ่ง
ชายผู้นั้นขมวดมวยผมไว้บนศีรษะ ผิวพรรณขาวผ่องเช่นหยก ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มเยี่ยงชายหนุ่ม
เมื่อเห็นคนผู้นี้เป็นครั้งแรก หัวใจของซูอี้รู้สึกคุ้นเคย ตระหนักได้ทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้หน้าตาคล้ายอี้เต้าเสวียนไม่น้อย!!!
“เขาเป็นบุตรบุญธรรมที่ข้าชุบเลี้ยง”
หลู่ชิงเหมยกล่าวกับซูอี้ “นามของเขาคือหลู่จ่านเสวียน ในศึกประชันวิถีวันนี้ เขาใช้อำนาจในระดับสุดลึกล้ำปราบทุกคู่ต่อสู้ในขอบเขตเดียวกันของศาลเทพชิงอู๋”
หลู่จ่านเสวียน!
นามนี้ทำให้ซูอี้รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที
แซ่เดียวกันกับหลู่ชิงเหมย แต่กลับชื่อจ่านเสวียน! ที่ว่าสะบั้น… เกรงว่าคงเป็นอี้เต้าเสวียน*[1]!?
ความคิดในใจของชายหนุ่มแล่นเร็วจี๋ ทว่าตัวเขายังคงนิ่งเงียบ
“แต่คงไร้ผู้ใดในโลกหล้ารู้ว่าบุตรบุญธรรมของข้ายังมีอีกหนึ่งฐานะ”
ดวงตาของหลู่ชิงเหมยเลื่อนลอยในภวังค์ “และนี่ยังเป็นความลับสูงสุดในใจข้า กระทั่งอาจารย์และคู่วิถีปัจจุบันของข้า จอมมารเจวี๋ยเทียนยังไม่รู้”
ซูอี้พอจะเดาบางอย่างได้แล้วในใจ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสต้องการบอกอันใดกับข้าหรือ?”
“เจ้าไม่อยากรู้ความลับหรือไร?”
คู่เนตรของหลู่ชิงเหมยเจิดจรัสเยี่ยงริ้วธาร สะท้อนแสงดาวจากเวหา ปรากฏเค้าความนุ่มนวลอย่างหาได้ยาก
ซูอี้ส่ายหน้ากล่าว “ข้าไม่อยาก”
หลู่ชิงเหมยผงะไป ก่อนจะกล่าวอย่างแฝงนัยทันที “ไม่กล้าหรือ?”
“ข้าไม่กล้าจริงๆ”
ซูอี้กล่าวเพ้อเจ้อ “ข้ากังวลว่าหลังจากรู้ความลับที่ไร้ผู้ใดทราบนี้ ผู้อาวุโสจะฆ่าคนปิดปาก”
หลู่ชิงเหมยหัวเราะเย้ยหยัน คู่เนตรเผยแววเข้าใจยาก “ไม่ว่าเจ้าจะเสแสร้งหรือไม่ คิดอันใดในใจขณะนี้ ต่อให้ไม่อยากฟังความลับนี่ เจ้าก็ต้องฟัง!”
ซูอี้ “……”
ยามสตรีเริ่มทำตัวไร้เหตุผล มันหมายความว่าอีกฝ่ายคร้านเกินกว่าจะมัวเล่นละครแล้วเข้าเรื่องตรงๆ
หลู่ชิงเหมยเคลื่อนฝีเท้าแผ่วเบา ใบหน้างดงามเยี่ยงสาวน้อยเอียงไปใกล้ๆ หูซูอี้ ริมฝีปากแดงเผยอน้อยๆ และกล่าวว่า
“ความลับนี้คือบิดาแท้ๆ ของหลู่จ่านเสวียนคืออี้เต้าเสวียนที่ทวยเทพฆ่าไปเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว!”
“และแท้จริงแล้ว ข้าเป็นแม่แท้ๆ ของเขา!”
ซูอี้ผงะไป
หัวใจของเขาประหนึ่งถูกอัสนีฟาดผ่า เกิดคลื่นซัดสาดน่าสะพรึงกลัว
บุตรระหว่างอี้เต้าเสวียนและหลู่ชิงเหมย?
จะเป็นไปได้เช่นไร!?
ก่อนอี้เต้าเสวียนตกตาย เขาแต่งงานมีทายาทจริงๆ ทว่าภรรยาของเขาไม่ใช่หลู่ชิงเหมย และบุตรก็ไม่ใช่หลู่จ่านเสวียนผู้นี้!
ทายาทของอี้เต้าเสวียนเคยงอกเงยเป็นตระกูล แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาแทบไม่ต่างจากล่มสลายหายสูญไปหมดแล้ว
ยามนี้เหลือเพียงสองพี่น้อง อี้ซวงและอี้หลิง!
แต่หากจะบอกว่าหลู่จ่านเสวียนไม่ใช่บุตรของอี้เต้าเสวียน รูปลักษณ์ของเขาก็คล้ายอี้เต้าเสวียนเอาการ
และจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าอย่างหลู่ชิงเหมยย่อมไม่จำเป็นต้องพูดเล่นเรื่องนี้เลยสักนิด
“น่าตกใจมากใช่หรือไม่?”
หลู่ชิงเหมยก้าวถอยหลังสองก้าว มองซูอี้ด้วยแววตาซับซ้อน “หากให้ศัตรูร้ายทั้งหลายของอี้เต้าเสวียนรู้เข้าว่าข้าให้กำเนิดทายาทแก่เขา เกรงว่าข้าเองก็คงกลายเป็นศัตรูร่วมของโลกหล้า บุตรของข้าคงไม่พ้นต้องเจริญรอยตามอี้เต้าเสวียนเป็นแน่”
ซูอี้ผ่อนลมหายใจยาวและกล่าวว่า “ข้าตกใจจริงๆ ความลับของผู้อาวุโสนั้นกล่าวได้ว่าน่าตะลึง แต่ไฉนผู้อาวุโสจึงบอกข้า ไม่กลัวหรือว่าข้าจะแพร่มันออก ให้พวกท่านแม่ลูกต้องถูกไล่ล่าล้างแค้น?”
ดวงตาของหลู่ชิงเหมยคลุมเครือ รำพึงออกมา “ข้ามิกลัวการล้างแค้นหรอก แต่ข้าห่วงอยู่ว่าบุตรไม่รู้เดียงสาของข้าจะถูกศัตรูร้ายทั้งหลายหมายหัวก่อนจะทันได้พบบิดาแท้ๆ”
เรื่องนี้ ซูอี้หาสะทกสะท้านไม่
หลู่ชิงเหมย สตรีผู้นี้มีหลายโฉมหน้า หัวใจเกินคาดหยั่ง ฉ้อฉลมากอุบายยิ่งนัก
“ด้วยความเคารพ”
ซูอี้กล่าว “ทุกผู้ต่างทราบว่าอี้เต้าเสวียนตายไปนานแล้ว แล้วหลู่จ่านเสวียนจะเป็นทายาทของเขาได้เช่นไร?”
หลู่ชิงเหมยกล่าวอย่างเฉยชา “เพราะกระทั่งอี้เต้าเสวียนยังไม่รู้น่ะสิว่าเมื่อก่อน ข้าลอบผนึกหน่อเชื้อของเขาไว้ในตัวข้า ยามนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง?”
ซูอี้ “……”
เขาตกตะลึงจริงแท้
ไม่คาดคิดเลยว่าสตรีผู้อยู่กับอี้เต้าเสวียนมาหลายปีผู้นี้จะกระทำเหตุพิกลเช่นนี้
เกินไปแล้ว!
เกินไปจริงๆ!!
[1] ชื่อของหลู่จ่านเสวียน ใช้แซ่หลู่ (吕) ของหลู่ชิงเหมย จ่าน (斩) ที่หมายถึงสะบั้น/ประหาร และเสวียน (玄) จากชื่ออี้เต้าเสวียน