บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2248 ถอย
บทที่ 2248 ถอย
ท่ามกลางท้องนภา
อาภรณ์สีดำของตี้เอ้อขาดวิ่นและเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เส้นผมยาวยุ่งกระเซอะกระเซิง ใบหน้ามีแผลเหวอะหวะ ดูสะบักสะบอมยิ่ง
แต่ไม่ว่าหลินจิ่งหงจะเร่งเร้าเพียงไร เขาก็ไม่ได้ปลดแถบผ้าดำรอบดวงตาออก
เปรี้ยง!
หอกทะลวงผ่านนภาดุจสายฟ้า ดูไม่ต่างจากแส้ยาวอันไม่อาจทำลายได้ ตวัดฟาดตี้เอ้อจนกระเด็นออกไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง
รอยแผลเหวอะเป็นทางยาวปรากฏบนหน้าอกของเขา ผิวกายปริฉีก
เหล่าผู้ชมทั้งหลายสั่นสะท้าน
จอมเทพทั้งมวลรู้สึกขนลุกขนพองจนเสียอาการ
ความแข็งแกร่งของหลินจิ่งหงไม่ได้อยู่ที่ความร้ายกาจแห่งวิถีเต๋า แต่อำนาจที่นางใช้นั้นน่าสะพรึงเกินไป!
อำนาจเช่นนั้นเหนือกว่าขอบเขตอมรณาไปไกล มันเปี่ยมด้วยปริศนามหาวิถีที่ไร้ผู้ใดเข้าใจ!
‘อำนาจนี้ต้องเป็นของขวัญจากเทพมารหลินเป็นแน่’
ซูอี้กล่าวในใจ
เทพมารหลินคือบิดาของหลินจิ่งหงผู้เคยปกครองบัญญัติวัฏสงสาร ซึ่งเป็นหนึ่งในยุควิญญาณยุทธ์ และมันทรงพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ
และครั้งหนึ่ง ซูอี้ก็เคยได้พบกับเสี้ยวอำนาจของเทพมารหลินผู้นั้น อีกฝ่ายเรียกเขาเป็น ‘พี่ชายร่วมวิถี’ !
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเทพมารหลินรู้จักชาติแรกของเขา
เห็นได้ว่าอย่างน้อยที่สุด เทพมารหลินต้องเป็นตัวตนที่เทียบชั้นกับตัวตนในชาติแรกของเขาได้!
และต้องทราบว่าชาติแรกนั้นอยู่เหนือธารนทีแห่งโชคชะตาแล้ว!
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จึงรู้ดีว่าแม้วิถีเต๋าของหลินจิ่งหงจะไม่ได้สูงส่ง แต่ไพ่ตายในมือนางแต่ละชิ้นล้วนน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
ยกตัวอย่างเช่นยันต์ลับที่นางให้เขาไว้ มันบรรจุอำนาจเจตจำนงส่วนหนึ่งของปฐมาจารย์ปู๋ถี!
และเมื่ออำนาจภายนอกที่หลินจิ่งหงใช้ในยามนี้สามารถปราบคนอย่างตี้เอ้อผู้เหยียบย่างสู่ธารนทีแห่งโชคชะตาไปครึ่งก้าวได้ เขาจึงไม่ประหลาดใจ
อันที่จริง หนนี้เขาก็ขอให้หลินจิ่งหงช่วยจัดการกับตี้เอ้อให้นี่แหละ!
“อำนาจภายนอก ท้ายที่สุดก็เป็นอำนาจภายนอก ยามนี้ อำนาจภายนอกที่เจ้าใช้กำลังเสื่อมกำลังลงอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานก็จะหายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงของตี้เอ้อได้ดังขึ้นในสมรภูมิ
เขาดูสะบักสะบอมยิ่งนัก ทว่าขณะนี้เจ้าตัวกลับดูปรีดา เผยเค้าความผ่อนคลายใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แม้ก่อนหน้านี้จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขาก็กำลังใช้โอกาสนี้ผลาญกำลังของหลินจิ่งหง รอโอกาสตอบโต้อยู่!
จอมเทพอวิ๋นเหอและคนอื่นๆ ซึ่งมองศึกอยู่จากไกลๆ อดถอนหายใจอย่างโล่งอกมิได้
ความแข็งแกร่งของหลินจิ่งหงทำให้พวกเขาทั้งมวลสัมผัสถึงแรงกดดันอันรุนแรง และหากตี้เอ้อปราชัย พวกเขาก็จะพ่ายแพ้อย่างสิ้นท่า
แต่โชคดีที่ตี้เอ้อยังไหว!
“งั้นหรือ?”
หลินจิ่งหงแค่นยิ้ม สะบัดหอกของนาง
ตู้ม!
อำนาจมหาวิถีบนหอกสีครามเทาซึ่งจวนจะมอดดับพลันฟื้นคืนกลับมามหาศาลในชั่วพริบตา
ตี้เอ้อ “……”
ทุกผู้ “……”
“แม้วิถีเต๋าของข้าจะสู้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็มีไพ่ตายเยอะอยู่ดี! หากเต็มใจจะทำ การรังแกเจ้าเช่นนี้สามวันสามคืนก็ไม่ใช่ปัญหา เกรงว่าเป็นเจ้ากระมังที่จะทนไม่ไหวเสียก่อน!”
หลินจิ่งหงกล่าวพลางแทงหอกทะลวงนภา ทิ่มแทงเข้าใส่ตี้เอ้อราวรุ้งขาวจนตัวเขากระเด็นกระแทกพื้นยุบเป็นหลุมลึก
ทุกผู้ต่างตื่นตะลึง สมองปั่นป่วนสับสน
ไพ่ตายเยอะ?
ใช้ได้สามวันสามคืน!?
สตรีผู้นี้เป็นใครกันแน่ มาจากขุมกำลังน่าสะพรึงกลัวอันใด จึงพึ่งไพ่ตายมาระเบิดใส่ตี้เอ้อเช่นนี้ได้?
ชั่วขณะนั้น จอมเทพอวิ๋นเหอและคณะต่างไม่อาจสงบหัวใจได้อีก
หากมิใช่เพราะตี้เอ้อยังไม่ได้เผยวิถีเต๋าแท้จริงออกมาและไร้สัญญาณว่าเขาจะแพ้พ่าย พวกเขาคงหันหลังหนีเตลิดไปแล้ว
สตรีผู้นั้นรังแกตี้เอ้อได้ การจัดการคนเหล่านี้ย่อมมิใช่ปัญหาแม้แต่น้อย!
“ยังไม่ปลดผ้าดำนั่นอีกหรือ? งั้นข้าจะช่วยเอง!”
หลินจิ่งหงดูจะคิดประชันตี้เอ้อ กระโจนเข้าโจมตี
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซูอี้ก็ตัดสินใจหันไปกล่าวกับเฒ่าอมรณาทันที “สหายเต๋า ไปฆ่าสารเลวพวกนั้นกับข้าเถิด!”
“ได้!”
เฒ่าอมรณาถือเม็ดบัวไว้ในมือ ร่วมมือกับซูอี้โจมตีพวกจอมเทพอวิ๋นเหอ
จัดการกับตี้เอ้อ เฒ่าอมรณาทำไม่ได้
แต่กับจอมเทพเหล่านี้ เขาหากลัวอันใดไม่!
แย่แล้ว!
จอมเทพอวิ๋นเหอและคณะหน้าเปลี่ยนสีโดยพร้อมเพรียง งัดสมบัติของพวกตนออกมาใช้ทันที
ตู้ม!
แม้จะยังอยู่แสนไกล แต่เฒ่าอมรณาก็ลงมือใช้สายธารยาวแห่งบัญญัติเวลากวาดทะยานออกไปแล้ว
เพียงหนึ่งโจมตี!
จอมเทพหลายสิบผู้ รวมถึงอวิ๋นเหอ เทียนฮวง และเจวี๋ยเทียนล้วนเซกระเด็นถอยไป
สิ่งนี้ทำให้ซากเทวะอาภรณ์เลือดซึ่งพิทักษ์หน้าภูเขาหมิงคงเสมอมาเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
ลูกหลงแห่งศึกนี้น่าสะพรึงกลัวเกินไป และเขาก็พยายามสลายมันอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ภูเขาหมิงคงต้องถูกกระทบไปด้วย
ซูอี้ถือฝักดาบผุพังไว้ในมือ ทะยานผ่านสู่เวหา โจมตีเข้าใส่จอมเทพเทียนฮวง
“ยังจะโจมตีใส่ข้าอีก! เจ้า…จะเกินไปแล้ว!!”
จอมเทพเทียนฮวงเดือดดาลเสียจนแทบกระอักเลือด
เมื่อครู่ซูอี้ก็ไล่โจมตีแต่เขา มายามนี้อีกฝ่ายก็เอาแต่เล็งเป้ามาที่ตนอีก มีหรือเขาจะทนได้?
เขาหันหลังเผ่นหนีไปโดยมิคิดอันใดมาก
เปรี้ยง!
มหาสงครามอุบัติ ฟ้าดินล้วนปั่นป่วน
เฒ่าอมรณาโจมตีกดดันทวยเทพเหล่านั้นอย่างทรงพลัง
ในมือของเขาคือวัตถุสะบั้นกฎเม็ดบัวแห่งเวลา ทำให้จอมเทพทั้งหลายขัดขืนได้ยาก พวกเขาทำได้เพียงหลบเลี่ยงวิ่งพล่านในฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง
เสียงตะโกนอย่างเดือดดาลดังขึ้นมาตามๆ กัน
จอมเทพบางผู้เดือดดาลและโจมตีภูเขาหมิงคงโดยตรง ด้วยทุกผู้ต่างทราบว่าตระกูลซีโบราณเป็นจุดอ่อนของซูอี้!
ทว่าซูอี้รู้ทันและเข้าขวางตรงหน้าภูเขาหมิงคงไว้ก่อนแล้ว เขาและซากเทวะอาภรณ์เลือดร่วมกันขัดขวางศัตรูไว้ ไม่ให้โอกาสใดๆ แก่อีกฝ่ายเลย
และด้วยความแข็งแกร่งของเฒ่าอมรณา อีกฝ่ายได้ใช้อำนาจเม็ดบัวแห่งเวลาปราบจอมเทพสามคนลง
หนึ่งในนั้นร่างแหลกแทบตกตาย!
ภาพสงครามอันดุเดือดน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึง
“หลี่ซานจิ่ว เร็วเข้า! นี่เป็นจังหวะเหมาะซ้ำเติมสุนัขตกน้ำพวกนี้ที่สุดแล้ว!”
ฉี่เวยรีบกล่าวขึ้น
“คุณหนู สิ่งที่เราควรทำในยามนี้คือระวังพวกเจ้าเฒ่าเร้นกายเหล่านั้นฉวยโอกาสป่วนสถานการณ์นะขอรับ!”
หลี่ซานจิ่วพลันกล่าวขึ้น “ท่านไม่คิดหรือว่าหากมีผู้ใดเข้ามาแทรกแซง โจมตีสหายเต๋าซูกับภูเขาหมิงคงในอารักขาของเขาขึ้นมาในยามนี้ มันจะสำเร็จได้ง่ายนัก!”
ม่านตาของฉี่เวยหดตัว
จริงเช่นนั้น ขณะนี้ขุมกำลังทั้งสองฝ่ายต่างคานอำนาจกัน เผยสถานการณ์ดุเดือดมิลดราวาศอก
พุทธเจ้าแผดตะเกียงสู้กับนักบวชซิงอวี่
คนตกปลาปะทะจ้าวคางคกกลืนสวรรค์
หลินจิ่งหงเผชิญหน้ากับตี้เอ้อ
เฒ่าอมรณา ซูอี้ ซากเทวะอาภรณ์เลือดและคนอื่นๆ กำลังต่อสู้กับพวกจอมเทพอวิ๋นเหออย่างดุเดือด
หากยามนี้มีขุมกำลังใหม่โผล่ออกมา มันจะพังแผนการใหญ่ของซูอี้ลงเป็นแน่!
“เช่นนั้น เจ้ายังไม่รีบให้คนของเราลงมืออีกหรือ?”
ฉี่เวยกล่าวอย่างร้อนใจ
“คุณหนูโปรดวางใจ ข้าส่งข้อความเตือนคนของเราแล้วว่าขอเพียงผู้ใดกล้าออกมา เราจะฆ่าในทันที!”
หลี่ซานจิ่วกล่าวอย่างดุดัน
ทันทีที่กล่าวเช่นนี้ เจ้าตัวก็ดูจะสังเกตเห็นบางอย่าง ร่างจึงพลันหายวับสู่อากาศธาตุมาปรากฏอยู่ทางด้านหลังของภูเขาหมิงคง
ตู้ม!
หลี่ซานจิ่วชกหมัดออกไป
สุญตาพลันระเบิดแหลก ร่างหนึ่งเผยตัวออกมา
เขาเป็นชายชราร่างผอมในชุดเทาผู้มีเส้นผมสีเหลืองน้ำตาลซึ่งก่อนหน้านี้ย่องเยื้องในสุญญะ พยายามเข้าใกล้ภูเขาหมิงคง
ทว่าขณะนี้ หลี่ซานจิ่วพบเขาเข้าแล้ว!
“ตาย!!”
หลี่ซานจิ่วก้าวเข้ามา ใช้หอคอยสีทองในมือฟาดใส่อย่างดุดัน
ชายชราชุดเทาหันหลังเผ่นหนี
ทว่าไม่ทันไร ตัวตนกลุ่มหนึ่งพลันปรากฏจากเงามืด ปิดล้อมเขาไว้
เหงื่อกาฬผุดพรายบนหน้าผากของชายชราชุดเทา เขาจำได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้เฒ่าจากเผ่าเทพกิเลน!
“ทุกท่านเข้าใจผิดแล้วหรือไม่?”
ชายชราชุดเทาเค้นรอยยิ้มเจื่อน
“เข้าใจผิดกับยายเจ้าสิ!”
เสียงหนึ่งตะโกนลั่น แล้วหลี่ซานจิ่วกับยอดฝีมือเผ่าเทพกิเลนก็พุ่งเข้ามาจู่โจมสังหาร
ไม่นานนัก เสียงโหยหวนสนั่นลั่น และชายชราชุดเทาก็ถูกสังหารตายคาที่
สิ้นลักษณ์ดับขัย!
และเหล่าผู้เฒ่าเผ่าเทพกิเลนก็เร้นกายหายไปอีกครั้ง
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ผู้คนมากมายที่นี่ต่างสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ และสันหลังของพวกเขาล้วนเย็นวาบ
“ที่แท้เผ่าเทพกิเลนก็พัวพันกับเรื่องนี้ด้วย!”
“ดีนะที่เมื่อครู่ข้าไม่ได้ทำอันใด หาไม่……”
“เผ่าเทพกิเลนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งใดๆ ในหล้า ทว่าไฉนวันนี้พวกเขาจึงแทรกแซงเล่า?”
……ณ ที่ลับ เสียงหารือทั้งหลายดังขึ้น
ทว่าไม่นานนัก ผู้คนก็สิ้นความสนใจในเรื่องนั้น
เพราะในสมรภูมิ เฒ่าอมรณาใช้เม็ดบัวแห่งเวลากระหน่ำโจมตีจอมเทพหล่อหลอมขั้นเก้าผู้หนึ่งซึ่งบาดเจ็บสาหัสอยู่เป็นทุนเดิมจนตกตายในชั่วพริบตา
ภาพสะเทือนขวัญนั้นกระตุ้นให้สีหน้าของผู้อื่นแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง หัวใจดิ่งวูบถึงตาตุ่ม!
“พี่ชายร่วมวิถีตี้เอ้อ ไฉนจนบัดนี้ยังไม่ใช้อำนาจเต็มที่อีกเล่าขอรับ?”
จอมมารเจวี๋ยเทียนกล่าวอย่างเดือดดาล
พวกเขารอตี้เอ้อแผลงฤทธาอยู่ แต่จนป่านนี้ พวกเขาก็ยังเห็นเพียงสภาพสะบักสะบอมเสียเปรียบของตี้เอ้อ
“สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ข้าจะช่วยสกัดศัตรูให้ ส่วนพวกเจ้า… ถอยไปก่อนเถิด!”
เสียงครวญอย่างไม่เต็มใจของตี้เอ้อดังมาจากไกลๆ
ถอย?
เหล่าผู้ฟังต่างผงะ
ตี้เอ้อเลือกถอยแทนที่จะใช้อำนาจเต็มที่?
มันแตกต่างอันใดกับยอมแพ้กัน?
สิ่งที่ทำให้งุนงงที่สุดคือ ไฉนตี้เอ้อจึงยอมถอยดีกว่าปลดแถบผ้าดำรอบเนตร เผยอำนาจแท้จริงออกมา
พวกจอมเทพอวิ๋นเหอไม่ยินยอมยิ่งกว่าใคร
หากพวกเขารู้ว่าตี้เอ้อจะไม่เผยอำนาจสุดตัว พวกเขาหรือจะสู้จนยามนี้?
คงหลบหนีไปนานแล้ว!!
“คางคกเฒ่า เหลาจื่อจะมาคิดบัญชีกับเจ้าในภายหลัง!”
คนตกปลาหันหลังเผ่นหนีไป
เขาทนไม่ได้เป็นคนแรก และยามเขาต่อสู้กับจ้าวคางคกกลืนสวรรค์ก่อนหน้านี้ เขาก็ทุลักทุเลอยู่แล้ว
แล้วยามนี้ใครเล่าจะยังทู่ซี้สู้ต่อไปได้?
“ภายหลังบิดาเจ้าสิคนตกปลา อย่าหนีนะ!!”
จ้าวคางคกกลืนสวรรค์สบถสาปแช่ง เตรียมจะไล่ล่า ทว่าเสียงของซูอี้ดังขึ้นในโสต
“ศัตรูจนมุมอย่าไล่ตาม ระวังสุนัขจนตรอกจะแว้งกัด”
จ้าวคางคกกลืนสวรรค์ส่งเสียงฮึดฮัดและยอมรั้งตนไว้ในที่สุด
เขาก็รู้ว่าวิถีเต๋าของตนกับคนตกปลามิได้ห่างกันนัก ต่อให้ไล่ตามทัน พวกเขาก็ยังตัดสินแพ้ชนะในเวลาอันสั้นไม่ได้อยู่ดี
และแทบจะพร้อมกับตอนที่คนตกปลาหนีหาย พุทธเจ้าแผดตะเกียงเองก็เลือกที่จะถอยอย่างเด็ดเดี่ยว
เขาถอนหายใจยาวและจากไปอย่างไม่เต็มใจ ร่างหายวับไปในพริบตา
นักบวชซิงอวี่คิดจะไล่ตามก็ช้าไปก้าวหนึ่งแล้ว
ถึงแม้นางจะแข็งแกร่งยามมีชีวิตอยู่ ทว่านางในยามนี้หลงเหลือเพียงเสี้ยววิญญาณ ต่อสู้กับพุทธเจ้าแผดตะเกียงได้ถึงขณะนี้ก็กล่าวได้ว่าทำถึงที่สุดแล้ว
ไม่อาจรั้งพุทธเจ้าแผดตะเกียงได้เลย
‘ในหมู่คนทั้งมวล ลาเฒ่าหัวล้านนี่เพทุบายที่สุดแล้ว!’
ซูอี้กล่าวในใจ
ก่อนหน้านี้ เขาให้ความสนใจกับการต่อสู้ระหว่างพุทธเจ้าแผดตะเกียงกับนักบวชซิงอวี่มาตลอด และเห็นได้ตั้งแต่แวบแรกว่าพุทธเจ้าแผดตะเกียงยังไม่ได้เผยอำนาจเต็มที่!
ลาเฒ่าหัวล้านนี่หาตั้งใจชนะไม่ แต่จับตาสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โดยใช้การต่อสู้กับนักบวชซิงอวี่บังหน้า!
เมื่อเห็นว่าตี้เอ้อเลือกถอย ลาเฒ่าหัวล้านนี่ก็ว่าสิ้นความได้เปรียบ จึงล่าถอยอย่างไร้ความลังเล!