บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2318 ศิษย์พี่น้องจากที่มาประหลาด
บทที่ 2318 ศิษย์พี่น้องจากที่มาประหลาด
ผู้พิทักษ์บรรพตหาเห็นด้วยกับเลี่ยนอวิ๋นจือไม่
“วันนี้มีเหตุเกินคาดฝันเกิดขึ้นมากเกินไป เลี่ยนอวิ๋นจือ เจ้ามิกลัวเกิดเหตุไม่คาดฝันอื่นหรือ?”
ผู้พิทักษ์บรรพตกล่าวเสียงลุ่มลึก
“เหอะ ทำเป็นพูดข่ม!”
เลี่ยนอวิ๋นจือกล่าวเสียงเย็น “เจ้าอ้วน จิตวิญญาณแรกบรรพกาลไม่อยู่แล้ว ข้าทาสเช่นเจ้าหามีประโยชน์ไม่ ข้าแน่ใจว่าเมื่อยุคตำนานทมิฬปรากฏ เจ้าจะตายอนาถเป็นแน่!”
ผู้พิทักษ์บรรพตรำพึง “ข้าคำนึงถึงเจ้าอยู่นะ มาว่ากันเช่นนี้ได้อย่างไร? ไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย!”
“ไสหัวไปเสีย!”
ดวงตาของเลี่ยนอวิ๋นจือเรืองวาบด้วยจิตสังหาร “วันนี้มีตัวแปรมากมาย แต่ผู้ใดกล้าหยุดข้าไม่ให้ชิงวัฏสงสารไป ผู้นั้นต้องตาย!”
ว่าแล้ว บรรยากาศรอบกายเขาพลันแปรเปลี่ยน ร่างเต็มไปด้วยแสงสีดำ ควบคุมแท่นสีดำใต้เท้าเตรียมตัวลงมือ
แทบจะพร้อมกันนั้น เสียงขลาดกลัวอันเบาหวิวแว่วผ่านมา “ผู้อาวุโสทุกท่าน ให้ข้าสู้กับสหายเต๋าซูผู้นี้ก่อนได้หรือไม่?”
ทุกผู้ผงะไป
ทันใดนั้น พวกเขาก็พบว่ามีสาวน้อยผู้หนึ่งเดินมาจากไกลๆ
นางสวมชุดกระโปรงเก่าซอมซ่อ ร่างเล็กบาง ใบหน้าน้อยงดงามของนางซีดขาวอมโรค
เรือนผมยาวของนางยุ่งกระเซิงหม่นประกายเล็กน้อย ปลิดปลิวตามวายุดุจกอหญ้า
ผู้ใดเห็นสาวน้อยเช่นนี้ ย่อมมีความประทับใจว่านางอ่อนแอน่าสงสาร
แต่สาวน้อยร่างเล็กบางผู้นี้กลับปรากฏขึ้นในยามคับขันก่อนเริ่มศึก
และยังเดินเข้ามาที่นี่!
นางดูเหมือนขลาดเขลาขี้กลัว แต่กลับดูจะไม่รู้เลยว่าเหล่าผู้เฒ่าที่นี่น่ากลัวกันเพียงไร แล้วนางก็เม้มปากก้มหน้าก้มตาเดินมาที่นี่
ผิดปกติมาก!
คิ้วของซูอี้เลิกขึ้นเล็กน้อย หากเขาพบสาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าเช่นนี้ในโลกภายนอก เกรงว่าคงไร้ผู้ใดสนใจนางเป็นแน่
นางดูธรรมดาเกินไป ดุจต้นหญ้าซึ่งขึ้นข้างทาง
แต่เมื่อแรกเห็นสาวน้อยผู้นี้ เขากลับเกิดความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างขึ้นในใจอย่างเกินพรรณนา
“ยายหนู เจ้าเป็นใคร?”
เลี่ยนอวิ๋นจือขมวดคิ้ว กล่าวด้วยสีหน้าบูดบึ้ง “ใครให้เจ้ามายุ่งวุ่นวาย?”
“ข้า… อาจารย์ให้ข้ามา”
สาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าก้มหน้าก้มตา ร่างเล็กบางของนางดูผอมซูบเป็นพิเศษ “เขาบอกว่านี่เป็นโอกาสอันยากประสบ หากข้าพลาดไปก็คงน่าเสียดาย ข้า…ข้าเลยรวบรวมความกล้ามาขอประลองกับสหายเต๋าซูผู้นั้น”
ว่าแล้ว ใบหน้าน้อยอันซีดขาวทว่างดงามของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง “แค่จะประมือจริงๆ นะ”
เหล่าสัตว์ประหลาดเฒ่ามีสีหน้าหลากหลาย
สาวน้อยผู้นี้ดูอ่อนแอเกินไป มารยาทดีเกินไป และดูไร้พิษสงใดๆ
แต่ในเมื่อกล้ามา นางย่อมไม่ใช่คนธรรมดา!
“อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร?”
ดวงตาของเลี่ยนอวิ๋นจือเย็นเยียบ ดูเหลืออดเล็กน้อย
สาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าส่ายหัว “นามของอาจารย์ ศิษย์เช่นข้าไม่สะดวกกล่าว”
“ในเมื่อไม่สะดวกกล่าว เจ้าก็อยู่ตรงนั้นให้ข้าแต่โดยดีเสีย หาไม่ ข้าก็ละเว้นเจ้าไม่ได้!”
เลี่ยนอวิ๋นจือกล่าวเสียงเย็น
เขายังคงไว้หน้าด้วยเห็นว่าสาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าไม่ธรรมดา หาไม่ คงได้ตบตัวตนเล็กจ้อยเช่นนี้ตายไปนานแล้ว!
“น้องสาว เจ้ารีบไปเถิด ที่นี่ไม่ใช่อันใดที่เจ้าพัวพันได้นะ”
สตรีในอาภรณ์หลากสีเองก็ส่ายหน้า นางเห็นแล้วว่าสาวน้อยผู้นี้ยังไม่ได้เหยียบย่างสู่ขอบเขตอมรณา มิใช่กระทั่งจอมเทพ
“ไม่ได้เจ้าค่ะ”
สาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าส่ายหน้า “ข้าต้องทำตามคำสั่งอาจารย์เจ้าค่ะ”
“ดื้อด้าน!”
เลี่ยนอวิ๋นจือเสสรวลอย่างเดือดดาล “ได้ งั้นข้าก็ขอดูหน่อยว่าเจ้าจะทำเช่นไร!”
สาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าเม้มปาก ใบหน้าจิ้มลิ้มซีดลงทุกขณะ ดูอึดอัดทุกข์ใจยิ่งนัก
“ท่านทำศิษย์น้องหญิงข้ากลัวแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงเข้มก็กล่าวกระโชกโฮกฮาก สะท้อนก้องกะทันหันเยี่ยงอัสนีฟาดจากนภา
จากนั้นทุกผู้ต่างพบกระทิงเขียวตัวหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายสาวน้อยร่างบางในชุดกระโปรงผ้า
กระทิงเขียวตัวนั้นใหญ่โตเยี่ยงขุนเขา เรื่อเรืองรัศมีสีเลือด และเมื่อมาถึง เขาก็แปรเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มผิวคล้ำ ร่างสูงใหญ่กำยำ คู่เนตรเยี่ยงระฆังทองแดงผู้หนึ่ง
เขาสวมเพียงชุดผ้าเก่าตัวบางเช่นกัน
ทว่าร่างของชายหนุ่มผู้นี้กลับเต็มไปด้วยปราณอันน่าสะพรึงของจอมเทพสูงสุดหล่อหลอมขั้นเก้า!!
ทุกผู้เปลือกตากระตุก
ตัวตนเช่นนี้เป็นศิษย์พี่ของสาวน้อยบอบบางนางนี้หรือ?
แล้วอาจารย์ของนางต้องเป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นไร?
เรื่องน่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ ไม่เพียงพวกจอมเทพอวิ๋นเหอไม่รู้จักคู่ศิษย์พี่น้องนี้เท่านั้น
กระทั่งสัตว์ประหลาดเฒ่าจากยุคแรกบรรพกาลอย่างเลี่ยนอวิ๋นจือกับหัวอิ้นยังไม่รู้จักพวกเขาเลย!
“ศิษย์น้องหญิงของข้าแค่อยากลองประมือไม่ใช่หรือ พวกเจ้าเป็นผู้อาวุโส ปล่อยให้นางทำมิได้หรือ?”
ชายหนุ่มร่างสูงตะโกนอย่างแสนเดือดดาล “ไร้ความสง่างามสิ้นดี น่าหงุดหงิดเป็นบ้า!”
ทุกผู้ “……”
“สหาย เจ้าช่างไร้เหตุผลนัก”
หัวอิ้นกล่าวยิ้มๆ
“วันนี้เหลาจื่อไม่มีเหตุผลแล้ว!”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าบอกไว้ตรงนี้เลยนะ ให้ศิษย์น้องหญิงของข้าสู้กับซูอี้ผู้นั้นก่อน ผู้ใดมิเห็นด้วย ข้าก็จะตีผู้นั้นแหละ!”
วาจาของเขาก่อให้เกิดความขุ่นเคืองไปทั่วทันที
หลายคนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างเดือดดาล เจ้าหนุ่มร่างสูงนี่อารมณ์ร้อน อุปนิสัยมุทะลุแท้!
“ไม่เบิกตาดูหน่อยหรือว่าที่นี่ที่ใด ไฉนจึงปล่อยลูกโคมาอาละวาดที่นี่ได้?”
ลวี่ซงกล่าวค่อนแคะ “หากเจ้ายังพูดรู้เรื่องก็พาศิษย์น้องหญิงเจ้าไปให้ไวเสีย หาไม่……”
เปรี้ยง!!
ร่างของชายหนุ่มร่างสูงปรากฏขึ้นข้างกายลวี่ซงจากอากาศธาตุ เหวี่ยงหมัดชกเข้าใส่
ด้วยหมัดง่ายๆ เพียงหนึ่ง เขาก็ชกสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้มีปราณน่าสะพรึงกลัวอย่างลวี่ซงกระเด็นไป
ทุกผู้ต่างตกตะลึง
สีหน้าของลวี่ซงแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ คนผู้นี้มีอำนาจน่าสะพรึงกลัวอันใดเช่นนี้!!
“เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ!?”
คู่เนตรดุจระฆังทองแดงของชายหนุ่มร่างสูงถลึงมอง เลือดลมทั่วทั้งร่างพลุ่งพล่านด้วยโทสะ กล่าวเค้นเสียงอย่างเคืองโกรธว่า “สิ่งที่เหลาจื่อเกลียดที่สุดคือถูกผู้อื่นข่มขู่นี่แหละ!!”
ตู้ม!
วจีไม่ทันสิ้น ร่างของเขาก็วูบไหวในอากาศ พริบตาต่อมาก็ปรากฏตรงหน้าลวี่ซง เตะออกไปอย่างดุดัน
หนนี้ ลวี่ซงระวังอยู่แล้ว และเข้าต้านรับโดยตรง
ทว่าอึดใจต่อมา แสงวิถีคุ้มกายทั่วร่างของเขาก็ถูกเตะจนแหลกสลาย ร่างร่วงลงคลุกฝุ่นกับพื้นเยี่ยงอุกกาบาต ใบหน้าบวมเป่งคล้ำเขียว
ก่อนจะทันยืนขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงผู้เดือดดาลก็ยกหมัดรัวใส่ลวี่ซงอย่างบ้าคลั่งดุจชกกระสอบทราย จนลวี่ซงทำได้เพียงแผดเสียงร้องโหยหวน กระดูกทั่วกายหักนับไม่ถ้วน
ทุกผู้ตื่นตะลึงอ้าปากค้าง
อำนาจของลวี่ซงแข็งแกร่งนัก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับชายหนุ่มร่างสูง แม้กระทั่งอำนาจจะปัดป้องยังไม่มี!!
“หยุดนะ!!”
หัวอิ้นผู้ขี่บนหลังกวางขาวตวาดขึ้น “หากมีสิ่งใดก็คุยกันดีๆ สิ ไฉนต้องลำบาก……”
“พูดกับปู่เจ้าโน่น!”
ทันใดนั้น ร่างของชายหนุ่มร่างสูงวูบไหว พุ่งตรงมายังหัวอิ้นราวมารคลั่ง ใบหน้าสีเข้มของเขาดุดันถมึงทึง “เรื่องที่เหลาจื่อรำคาญใจที่สุดคือพวกแสร้งทำเป็นดีเช่นเจ้า!”
ตู้ม!
ชายหนุ่มร่างสูงชกหมัดออกไป
หัวอิ้นโบกขลุ่ยหยกในมือ วาดรัศมีเขียวจรัส
ทว่าเพียงพริบตา มันก็ถูกหมัดอันน่าสะพรึงกลัวนั้นป่นแหลก ฟาดขลุ่ยหยกในมือหัวอิ้นแทบกระเด็นหลุดมือ
และกวางขาวที่หัวอิ้นขี่อยู่ก็ตื่นตระหนกยิ่ง มันร้องลั่นอย่างหวาดผวา ยกกีบเท้าห้อตะบึงบ้าคลั่งเสียจนหัวอิ้นแทบร่วงลงพื้น สภาพอัปยศเกินจะกล่าว
คนทั้งหมดได้เห็นภาพเช่นนี้ แล้วสีหน้าของหลายผู้คนก็แปรเปลี่ยน
อำนาจต่อสู้ของชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ห่างไกลเกินพวกเขาคาดการณ์!
หัวอิ้นเดือดจัด ทว่าก็รั้งตนไว้และถอยไปไกล ไม่คิดสู้กับคนคลั่งผู้นี้
“มีผู้ใดยังไม่พอใจอีกบ้าง?”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าวอย่างกรุ่นแค้น มองไปรอบทิศ
“ศิษย์พี่ เจ้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้คนไม่พอใจเอาได้นะเจ้าคะ”
ไกลออกไป สาวน้อยในชุดกระโปรงผ้ากล่าวอย่างกล้าๆ กลัวๆ พลางส่ายหน้าอย่างจนใจ
“ศิษย์น้องหญิง ยามเสวนากับไอ้แก่อย่างพวกนี้ เจ้าใช้เหตุผลมิได้หรอกนะ ต้องพูดด้วยกำปั้นนี่!”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าว “เจ้าดูสิ ท่าทีเย่อหยิ่งของพวกเขาลดลงเยอะแล้วมิใช่หรือ?”
ทุกผู้มีสีหน้ายากมอง
ชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้ไม่เพียงกระทำการเย่อหยิ่งหยาบคาย วาจาของเขายังแสลงหูนัก
แต่ก็ต้องพูดว่าสิ่งที่ลวี่ซงและหัวอิ้นประสบทำให้พวกเขาได้สติขึ้นเยอะ
ซูอี้กับวั่นจื่อเทียนทำเพียงมองเฉยๆ
สำหรับพวกเขา หากสามารถก่อกวนสถานการณ์ได้ ยิ่งครึกครื้นระทึกใจยิ่งดี
และความแข็งแกร่งที่ชายหนุ่มร่างสูงสำแดงออกมาก็ประทับใจทั้งสองด้วย
แข็งแกร่งมากจริงๆ!
เทียบได้กับพวกตัวตนบรรพกาลผู้แตะถึงขอบเขตธารนทีแห่งโชคชะตาเลย!
ทันใดนั้น เลี่ยนอวิ๋นจือจึงกล่าวเสียงลุ่มลึก “เจ้ายักษ์ ไปลองฝีมือสหายเต๋าผู้นี้ดูสักหน่อยสิ หากเขาชนะเจ้าได้ ข้าก็ไม่ถือหากจะยอมถอยให้แม่หนูนั่นทำตามปรารถนา”
“ได้!”
เทพวิญญาณยักษ์ผู้ร่างตระหง่านสูงสู่นภากล่าวตอบรับ
ดวงตาของทุกผู้วูบไหว ทว่ามิได้กล่าวอันใด
พวกเขาเองก็อยากยืมมือเทพวิญญาณยักษ์ไปลองกำลังชายหนุ่มร่างสูงผู้นี้เช่นกัน
ทว่าชายหนุ่มร่างสูงหาเห็นด้วยไม่
เขาตะโกนอย่างเดือดดาล “ศิษย์น้องหญิงของข้าจะสู้กับใคร ไฉนต้องให้เฒ่าหัวโล้นนี่มาอนุญาต?”
เฒ่าหัวโล้น……
เมื่อเห็นหัวโล้นของเลี่ยนอวิ๋นจือในชุดแดงถูกปรามาสเช่นนี้ ทุกผู้ก็เกือบหลุดขำ
และสีหน้าของเลี่ยนอวิ๋นจือพลันบูดบึ้ง เขากล่าวขึ้นว่า “สุราฉลองไม่ดื่ม จะดื่มสุราลงทัณฑ์ ข้า…”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าวขัด “เหลาจื่อชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ไง!!”
ตู้ม!
ภาพอันทำให้ทุกผู้ตื่นตะลึงอุบัติขึ้น เมื่อชายหนุ่มร่างสูงลงมือกับเลี่ยนอวิ๋นจือซึ่งๆ หน้า
อุกอาจไร้เหตุผลยิ่ง!!
ร่างของเขาวูบไหว ออกหมัดชกใส่เลี่ยนอวิ๋นจือ
เลี่ยนอวิ๋นจือสะบัดแขนเสื้อ สองมือทำท่าทางดุจอุ้มหม้อเทวะฟาดลงมาอย่างรุนแรง
ตู้ม!!!
รอยประทับหมัดและฝ่ามือของทั้งสองปะทะกัน ฟ้าดินพลันระเบิดแหลก
คลื่นทำลายล้างชวนสะท้านขวัญแผ่ออกมาจากทั้งคู่ จากนั้นร่างของชายหนุ่มร่างสูงก็ซวนเซถอยหลังไปหลายก้าว
ขณะที่เลี่ยนอวิ๋นจือและแท่นสีดำใต้เท้าของเขาถูกฟาดกระเด็นไปไกล สีหน้าเดี๋ยวคล้ำเดี๋ยวซีด
ทันใดนั้น เหล่าผู้ชมก็เงียบกริบ
เลี่ยนอวิ๋นจือ ตัวตนบรรพกาลจากยุคแรกบรรพกาลผู้แข็งแกร่งที่สุด ณ ที่นี่กลับไร้ความได้เปรียบ และถูกหมัดนี้ชกกระเด็นไป!
ใครเล่าจะไม่ตกใจ?
สายตาของสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายที่มองมายังชายหนุ่มร่างสูงแปรเปลี่ยนไป
คนผู้นี้มีที่มาเช่นไรกันแน่!?
อำนาจต่อสู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ขณะเดียวกัน ซูอี้พลันพบว่าผู้พิทักษ์บรรพตซึ่งยืนหน้าประตูเมืองเทียนตูมีรอยยิ้มลำพองประดับหน้า
‘เจ้าอ้วนสมควรตายนี่ เกรงว่าคงรู้ที่มาของศิษย์พี่น้องคู่นี้อยู่แล้ว’
ซูอี้กล่าวในใจ
ทันใดนั้น หัวใจของเขาก็กระตุกวูบ เมื่อตระหนักถึงปัญหาข้อหนึ่ง