บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2320 ของขวัญอำลาจากผู้พิทักษ์บรรพต
บทที่ 2320 ของขวัญอำลาจากผู้พิทักษ์บรรพต
อำนาจแรกบรรพกาลหรือ?
พวกจอมเทพอวิ๋นเหอตกตะลึง
ยามอยู่ในเมืองเทียนตู พวกเขาทราบว่าซูอี้สามารถบงการอำนาจแรกบรรพกาลส่วนหนึ่งได้
แต่ต่อให้เค้นสมองอย่างไร พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่ายามนี้ อีกฝ่ายจะนำมันมาใช้เอาชนะชายหนุ่มร่างสูงได้ง่ายดายขนาดนี้!
หลังจากพวกเขาค้นพบสัจธรรมนี้แล้ว ไม่เพียงแค่เลี่ยนอวิ๋นจือที่ตกตะลึงเท่านั้น แม้แต่ตัวตนเฒ่าเหล่านั้นจากยุคแรกบรรพกาลเองก็เช่นกัน ใบหน้าของแต่ละคนยิ่งแปรเปลี่ยนมาก
พวกเขามีทั้งความสงสัย หวาดกลัว และประหลาดใจ
ลวี่ซงตกตะลึงยิ่งกว่า ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ล่าถอยออกไปไกลโดยไม่รู้ตัว
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความคิดในใจของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอ……
อำนาจที่มาแรกบรรพกาลคล้ายจะสามารถคุกคามชีวิตของตัวตนเฒ่าเหล่านั้นได้!!
วั่นจื่อเทียนสังเกตเห็นเรื่องนี้เช่นกัน ในที่สุดตอนนี้เขาก็เข้าใจว่าเหตุใดซูอี้ถึงกล้าสู้กับชายหนุ่มร่างสูง
ทุกอย่างเป็นเพราะอำนาจที่มาแรกบรรพกาล!!
“อำนาจที่มาแรกบรรพกาลหรือ? เจ้า…เจ้าควบคุมพลังนี้ได้อย่างไร?”
ร่างของชายหนุ่มร่างสูงทะยานขึ้นท้องนภา สายตามองซูอี้ด้วยความไม่อยากเชื่อ
ซูอี้ถามว่า “เหตุใดข้าจะทำไม่ได้?”
ชายหนุ่มร่างสูงพูดไม่ออก ใบหน้าของเขาสั่นไหวสักพัก
“ต้องเป็นเจ้าอ้วนนั่นแน่ๆ!!”
ทันใดนั้น หัวอิ้นกัดฟันแล้วกล่าวว่า “ตอนเขามาที่นี่เมื่อครู่ ข้าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ กลายเป็นว่า เขากับซูอี้ผู้นี้อยู่กลุ่มเดียวกันมานานแล้ว!!”
“น่าจะอย่างนั้น”
ใบหน้างดงามของสตรีในอาภรณ์หลากสีหมองหม่นเช่นกัน “มีเพียงเจ้าอ้วนนั่นที่รู้ว่า ในซากโบราณแรกบรรพกาลนี้ พวกเรามาจากยุคแรกบรรพกาล ดังนั้นจึงหวาดกลัวอำนาจที่มาแรกบรรพกาลไปด้วย!”
เมื่อจุดจบของยุคแรกบรรพกาลมาเยือน พวกเขาต่างประสบกับหายนะภัยพิบัติ ก่อนติดอยู่ในซากโบราณแรกบรรพกาล ถูกจองจำไม่ต่างจากนักโทษ
ในยุคอันไร้ที่สิ้นสุดผันผ่านไป พวกเขาไม่อาจสลัดหายนะออกไปได้ เหตุผลก็เพราะซากโบราณแรกบรรพกาลนี้ถูกเปลี่ยนสภาพโดยอำนาจที่มาแรกบรรพกาล
สำหรับพวกเขาที่มาจากช่วงเวลาแรกบรรพกาล……อำนาจที่มาแรกบรรพกาล หาได้แตกต่างวิถีสวรรค์ไม่!
ผู้ใดที่ควบคุมมันเท่ากับเป็นการควบคุมอำนาจทัณฑ์สวรรค์ เหมือนกับการจุติของวิถีแห่งสวรรค์ ทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรมเพื่อสวรรค์
ส่วนซูอี้ก็คือคนดังกล่าว!
ตัวตนเฒ่าจากยุคแรกบรรพกาลจะไม่ประหลาดใจกับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
เป็นความจริงที่ตาเฒ่าเหล่านี้หลบหนีจากหายนะครานั้นมาได้ แต่พวกเขายังคงอยู่ภายใต้อำนาจที่มาแรกบรรพกาล จึงไม่อาจออกจากซากโบราณแรกบรรพกาลนี้ได้
นี่เหมือนกับ ‘พื้นที่มิติเวลาต้องห้าม’ ที่ไม่ได้เป็นของยุคสมัยนี้ ด้วยหากยุคตำนานทมิฬยังไม่มาเยือน พวกเขาก็ไม่อาจเผยตนในโลกหล้าในยามนี้ได้
“ศิษย์น้องหญิง พวกเราถูกเจ้าอ้วนหลอกเข้าให้แล้ว!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มร่างสูงก็กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ก่อนหน้านี้ อาจารย์ได้รับจดหมายจากเจ้าอ้วน เขาบอกว่าให้ส่งเจ้ามาสู้กับซูอี้ แต่ตอนนี้ดูท่าว่า เจ้าอ้วนจะไม่ได้ใจดีเหมือนอย่างที่คิดไว้!”
ผู้ชมพลันตกอยู่ในความโกลาหล
เป็นตอนนี้เองที่สัตว์ประหลาดเฒ่าเหล่านั้นเข้าใจแล้วว่า การมาถึงของศิษย์พี่น้องแปลกประหลาดคู่นี้ เป็นผลมาจากจดหมายของผู้พิทักษ์บรรพตนั่นเอง!!
“น่ารังเกียจ! ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดก่อนหน้านี้เขาถึงห้ามพวกเรา ทั้งยังบอกว่าจะมีตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าการเปลี่ยนแปลงมันมาจากมือของเจ้าอ้วนนี่เอง!”
ใบหน้าของเลี่ยนอวิ๋นจือมืดมนด้วยโทสะ
“ช่างร้ายกาจยิ่งนัก สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือเจ้าอ้วนไม่เตือนพวกเราว่า ซูอี้เชี่ยวชาญอำนาจที่มาแรกบรรพกาล!!”
ลวี่ซงมีใบหน้าซีดเผือด
เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว หากก่อนหน้านี้พวกเขาบุ่มบ่ามโจมตีซูอี้ ผลลัพธ์ย่อมแย่ยิ่งกว่าชายหนุ่มร่างสูงที่พ่ายแพ้ถึงสองครั้งติดต่อกัน!!
“พี่ฝูโหยว เจ้าอ้วนนั่นคิดหลายตลบขนาดนี้เลยหรือ?”
วั่นจื่อเทียนอดไม่ได้ที่จะถามผ่านกระแสปราณ
ซูอี้ตอบว่า “เจ้าลืมแล้วหรือว่ายามอยู่ใต้เขาเทพนภาคราม เจ้าอ้วนก็โกงพวกจอมเทพอวิ๋นเหอเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ตอนนี้เขาแค่ใช้ลูกไม้เก่าซ้ำเท่านั้นเอง”
ขณะกล่าว สายตาของเขาแปลกประหลาดเช่นกัน
เจ้าอ้วนนั้นเอาแต่หัวเราะคิกคักไม่หยุดปาก ใบหน้าและนัยน์ตาดูเป็นมิตรอ่อนโยน ทว่าต้องยอมรับเลยว่าเขาร้ายกาจใจดำยิ่งนัก
“ศิษย์น้อง ไปกันเถอะ!”
ชายหนุ่มร่างสูงหันหลังเตรียมจรจากไปพร้อมกับศิษย์น้องหญิง
“ช้าก่อน”
ซูอี้กล่าวว่า “ยอมรับความพ่ายแพ้เสร็จ ก็จะไปทั้งอย่างนี้งั้นหรือ?”
ชายหนุ่มร่างสูงแข็งทื่อ ถามอย่างเกรี้ยวกราดว่า “เจ้าอ้วนนั่นหลอกพวกข้า ดังนั้นเจ้าจะเก็บเรื่องนี้มาคิดจริงจังได้อย่างไร?”
ซูอี้ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง กล่าวว่า “ไม่คิดเลยว่า เจ้าเองก็เป็นพวกไม่รักษาคำพูดเช่นกัน ช่างเถอะ ไปได้แล้ว ครั้งหน้า ข้าจะไปหาอาจารย์ของเจ้าเพื่อขอคำอธิบาย ก่อนถามตามตรงว่า สอนศิษย์ไร้ยางอายที่ชอบกลับคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มร่างสูงกระสับกระส่ายขึ้นมา ดวงตาที่เหมือนกับระฆังทองแดงเบิกกว้างด้วยความเกรี้ยวกราด เขาจับจ้องซูอี้ราวกับจะฆ่าอีกฝ่ายเสียให้ได้
“ศิษย์พี่ ท่านเป็นฝ่ายแพ้นะ”
สาวน้อยในชุดประโปรงผ้าก้มศีรษะ ถอนหายใจออกมา “บางที นี่น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้พิทักษ์บรรพตอยากให้บรรลุก็ได้ เป้าหมาย… ไม่ใช่เพื่อให้พวกเราต่อสู้กับสหายเต๋าซูผู้นี้ แต่เพื่อให้เจ้าแพ้ต่างหาก”
ชายหนุ่มร่างสูงกัดฟันอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าอ้วนนั่น ถ้าข้าเจอเขาอีก ข้าฆ่าทิ้งแน่!”
สาวน้อยในชุดประโปรงผ้ากล่าวอย่างขลาดกลัวว่า “ศิษย์พี่ เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า การที่อาจารย์อนุญาตให้พวกเรามา อาจจะเป็นเพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้?”
ชายหนุ่มร่างสูงตกตะลึง พึมพำว่า “ด้วยสติปัญญาที่อาจารย์มี เขาต้องสังเกตเห็นนานแล้ว! หรือว่า… อาจารย์เองก็รู้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน ว่าข้า…ข้าจะแพ้ แต่เขาไม่ยอมเตือนข้า ทั้งยังให้พวกเรามาอีก นี่มัน…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เขาก็ได้คำตอบในใจแล้ว
เขาอารมณ์รุนแรงมากก็จริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่
เพราะคนโง่เขลาจะครอบครองความแข็งแกร่งเช่นเขาได้อย่างไร?
ตอนนี้ เขาได้ข้อสรุปคร่าวๆ ว่า เรื่องในวันนี้ อาจารย์กับเจ้าอ้วนจะต้องทราบเป็นอย่างดีแน่นอน!!
“เจ้า…เจ้าต้องการอะไร ว่ามาเลย!”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงลุ่มลึก
ซูอี้ยิ้ม แล้วชี้ไปที่พวกจอมเทพอวิ๋นเหอ กล่าวว่า “เห็นตาเฒ่าพวกนั้นหรือไม่”
ทันใดนั้น หัวใจของพวกจอมเทพอวิ๋นเหอดิ่งวูบ พวกเขาเข้าใจว่าชายหนุ่มอยากจะทำอะไร
“ฆ่าพวกเขาหรือ?”
ชายหนุ่มร่างสูงกล่าวว่า “แต่ต่อให้ข้าพยายามสุดความสามารถ อย่างมากก็ฆ่าได้หนึ่งถึงสองคนเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นคงจะไม่ได้”
คำพูดเหล่านี้ ตรงไปตรงมายิ่ง แต่เมื่อลอยเข้าหูพวกจอมเทพอวิ๋นเหอ มันกลับฟังดูหยาบกระด้างเป็นพิเศษ
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เจ้าฆ่าพวกเขาเสียหน่อย”
ซูอี้กล่าวอย่างราบเรียบว่า “พอข้าไปแล้ว ถ้าพวกเขาลงมือขึ้นมา เจ้าช่วยปัดป้องให้ข้าที”
“นี่นับว่าง่ายนัก!”
ชายหนุ่มร่างสูงตอบตกลงทันที
“เหอะ!”
จอมเทพอวิ๋นเหอเย้ยหยันว่า “เขาเพียงคนเดียว ไม่สามารถปกป้องเจ้ากับวั่นจื่อเทียนได้หรอก!!”
“ลองไหมเล่า?”
ชายหนุ่มร่างสูงเต็มไปด้วยจิตสังหาร ร่างกายเปี่ยมด้วยพลังอันเกรี้ยวกราดขณะกล่าว
ซูอี้กล่าวปรามอีกฝ่ายว่า “ยังไม่ต้องรีบไป”
หลังจากกล่าวเช่นนั้น ชายหนุ่มมองไปทางเลี่ยนอวิ๋นจือ หัวอิ้นและพวกเฒ่าจากยุคแรกบรรพกาล “พวกเจ้าก็ไปด้วยเหมือนกัน”
พวกเลี่ยนอวิ๋นจือประหลาดใจเช่นกัน พวกเขาแทบสงสัยว่าฟังผิดไปหรือไม่
“เจ้ากำลังสั่งให้พวกข้าช่วยงั้นหรือ?”
เลี่ยนอวิ๋นจือหัวเราะอย่างเกรี้ยวกราด “ทุกท่าน เจ้าเด็กนี่บ้าไปแล้ว พวกเราล้วนอยากฆ่าเขา แต่เขากลับตะโกนสั่งให้พวกเราช่วย! ข้าไม่เคยเห็นอะไรที่เหลวไหลขนาดนี้มาก่อน!”
หัวอิ้นหัวเราะเสียงดังเช่นกัน “คนแซ่ซู พวกข้าหวาดกลัวอำนาจที่มาแรกบรรพกาลก็จริง แต่มันไม่ใช่สิ่งที่นึกจะใช้ก็ใช้ได้เสียหน่อย!”
“โง่เขลานัก”
ลวี่ซงส่ายหน้าอย่างเหยียดหยัน
พวกจอมเทพอวิ๋นเหออดขบขันกับฉากนี้ไม่ได้
ซูอี้ไม่ได้ยิ้ม เขาเพียงกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “พวกเจ้าไม่ช่วยก็ไม่เป็นไร เจ้าอ้วนบอกตำแหน่งรังของพวกเจ้าทุกคนแล้ว ครั้งหน้า ข้าจะไปหาพวกเจ้าทีละคน”
ทันใดนั้น พวกเลี่ยนอวิ๋นจือมีสีหน้ามืดมนราวกับถูกสายฟ้าฟาด
พวกเขาจะไม่เข้าใจคำพูดข่มขู่ของซูอี้ได้อย่างไร?
ถ้าไม่ช่วย พวกเจ้าโดนล่อถึงรังแน่!!
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ พวกเขาย่อมไม่สนใจ
แต่ยามนี้ ใครจะไม่เก็บคำข่มขู่นี้มาคิดจริงจังบ้าง?
ซูอี้เป็นผู้ควบคุมอำนาจที่มาแรกบรรพกาล ดังนั้นยามอยู่ในซากโบราณแรกบรรพกาลนี้ ชายหนุ่มย่อมเป็นดั่งวิถีสวรรค์มาเอง!
เมื่อมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับชายหนุ่มร่างสูง ในฐานะตัวประหลาดเฒ่าจากยุคแรกบรรพกาล ไม่ว่าวิถีเต๋าของพวกเขาจะน่าสะพรึงกลัวแค่ไหน แต่ก็ยังถูกคุกคามด้วยอำนาจที่มาแรกบรรพกาลอยู่ดี!!
ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถหลบหนีจากซากโบราณแรกบรรพกาลได้ ต่อให้ซ่อนตัวไปก็ไม่ช่วยอันใด
เพราะสิ่งที่ซูอี้กำลังจะทำคือการไปที่รังของพวกเขา!!
แล้วต่อให้หลบซ่อนไป แต่สุดท้ายจะหนีรอดได้จริงหรือ?
เหตุผลที่ทำไมพวกเลี่ยนอวิ๋นจือถึงเดือดดาลนั้น ก็เพราะเหตุนี้!
พวกเขาทุกคนเดือดดาลเสียจนปอดกำลังจะระเบิด ในอกรู้สึกเกรี้ยวกราดยิ่งนัก
ในใจนึกอยากช่วงชิงวัฏสงสารมาจากซูอี้เสียเดี๋ยวนั้น
ด้วยพวกเขาจะจินตนาการได้อย่างไรว่า ก่อนจะทันได้ลงมือ ก็ถูกซูอี้ข่มขู่เสียแล้ว?
“เจ้าอ้วนสารเลวนั่น! ไอ้!@# แม้แต่พวกเราก็ถูกหลอก!!”
ลวี่ซงเดือดดาล จนสบถออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“สวรรค์เฮงซวย! เจ้าอ้วนนั่นจะต้องตายในอนาคตอย่างแน่นอน!!”
สตรีในอาภรณ์หลากสีเดือดดาลจนสบถอกมา
“เจ้าอ้วนบอกตำแหน่งรังของพวกเราให้เขาทราบ มันคือการสมคบคิดจริงด้วย ทำได้แสบนักนะ!”
แม้กระทั่งเทพวิญญาณยักษ์เสี่ยวปี้ที่เงียบมาตลอด ก็อดสบถถึงผู้พิทักษ์บรรพตไม่ได้
เหตุการณ์นี้ทำให้พวกจอมเทพอวิ๋นเหอตะโกนออกมา
ชายหนุ่มร่างสูงหนึ่งคน ไม่ว่าเขาจะทรงพลังแค่ไหน พวกเขาก็ยังมั่นใจว่าสู้ได้
ต่อให้พาวั่นจื่อเทียนเข้ามา ภัยคุกคามก็ไม่ได้ใหญ่หลวงนัก
แต่ถ้ามีสัตว์ประหลาดเฒ่าจากยุคแรกบรรพกาลด้วย มันจะกลายเป็นคนละเรื่อง!
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากรู้ เช่นนั้นก็จงมาเอา!”
เมื่อกล่าวเช่นนั้น ซูอี้ก็หันเรียกวั่นจื่อเทียน ก่อนจะเดินไกลออกไป
ขณะที่พวกเลี่ยนอวิ๋นจือดูไม่มั่นใจสักพัก
“ศิษย์น้องหญิง ตามสหายเต๋าซูคนนั้นไป!”
ชายหนุ่มร่างสูงจ้องเขม็งไปทางพวกจอมเทพอวิ๋นเหอ ก่อนสั่งให้ศิษย์น้องหญิงจากไปพร้อมกับพวกซูอี้
สาวน้อยในชุดประโปรงผ้าเม้มปาก ก่อนจะยอมตามไปแต่โดยดี
สิ่งนี้ทำให้พวกจอมเทพอวิ๋นเหอเดือดดาลจนแทบกระอักโลหิตออกมา
ยามอยู่ในเมืองเทียนตู พวกเขาเคยถูกผู้พิทักษ์บรรพตขัดขาครั้งหนึ่งแล้ว รวมถึงถูกซูอี้เฆี่ยนตีอย่างแสนสาหัส ทำให้รู้สึกอัปยศอดสูยิ่งนัก
หลังจากหลบหนีออกจากเมืองเทียนตูได้แล้ว พวกเขาก็มาปิดล้อมซูอี้อยู่ที่นี่ แต่ใครจะคาดคิดว่าตัวแปรจำนวนมากจะเกิดขึ้นในระหว่างโจมตี ทำให้พวกเขาสูญเสียความเป็นไปได้ที่จะแก้แค้น!
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของเจ้าอ้วนบัดซบนั่น!!
แบบนี้จะไม่ทำให้พวกจอมเทพอวิ๋นเหอโกรธได้อย่างไร?
เมื่อเห็นร่างของพวกซูอี้ค่อยๆ จากไป พวกเลี่ยนอวิ๋นจือกลับไม่คิดลงมือบุ่มบ่าม
นี่แสดงให้เห็นว่า พวกเขาหวาดกลัวอำนาจที่มาแรกบรรพกาล!
พวกจอมเทพอวิ๋นเหอไม่ขยับตัวเช่นกัน
เพราะชายหนุ่มร่างสูงไม่เพียงจ้องพวกเขาอยู่เท่านั้น แต่พวกเขายังกังวลอีกว่าหากทำอะไรขึ้นมา พวกเลี่ยนอวิ๋นจือจะต้องเข้ามาพัวพันอย่างแน่นอน!
แต่ในตอนนี้ ร่างกลุ่มหนึ่งได้ปรากฏขึ้นจากสุญญะ ขวางทางซูอี้เอาไว้!!