บันทึกตำนานราชันอหังการ [ 剑道第一仙 ] - บทที่ 2327 ชี้หนึ่งทางสว่าง
บทที่ 2327 ชี้หนึ่งทางสว่าง
สิบสองชั่วยามบนนาฬิกาแดดนั้นพัฒนาเป็นสิบสองมายาอันปรากฏลักษณ์จริง
ภายในโลกมายาแต่ละแห่งมีผู้พิทักษ์ภูมิของตน
ผู้พิทักษ์ภูมินั้นคืออำนาจที่มาของนาฬิกาแดด ผู้คงการทำงานของโลกมายาทั้งใบ
จากวาทะของผู้พิทักษ์บรรพต ผู้พิทักษ์ภูมิทั้งสิบสองของนาฬิกาแดดนั้นแทบไร้เทียมทาน
เพราะยามต่อกรกับมัน ก็เหมือนต่อกรกับนาฬิกาแดด สมบัติเทพฮุ่นตุ้นอันกำเนิดในยุคแรกบรรพกาล!
แต่ผู้พิทักษ์บรรพตก็บอกเช่นกันว่าซูอี้ถือครองแส้แรกบรรพกาล เขาจึงสามารถลองฝีมือได้!
หากเอาชนะอีกฝ่ายได้ ก็จะออกจากโลกมายาได้ก่อน!
ด้วยเหตุนี้ ซูอี้จึงตั้งใจจะไปหาผู้พิทักษ์ภูมิ
แต่ระหว่างทางนั้น เขาหาพบพานสิ่งใดไม่
ไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยหรือเบาะแสสักอย่าง
แต่เขาก็พอคาดกฎเกณฑ์บางอย่างได้
เช่น ฝูงหนูหนึ่งฝูงจะปรากฏขึ้นทุกๆ เสี้ยวชั่วยาม!
ไม่ว่าจะอยู่หนใด ฝูงหนูเหล่านี้ก็จะหาเขาพบได้เสมอ อีกทั้งยังร้ายกาจยิ่งนัก
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ซูอี้ละทิ้งแผนการตามหาผู้พิทักษ์ภูมิแล้วหาที่นั่งลงขัดสมาธิ
การประมือกับสาวน้อยในชุดกระโปรงผ้าหงหลี่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เปลืองพลังของเขามากนัก
ในทางกลับกัน ระหว่างการอยู่ที่นี่ ชายหนุ่มใช้แส้แรกบรรพกาลไปหลายหน ทำให้สิ้นเปลืองพลังมาก
ถึงอย่างไร นี่ก็เป็นมหาวิถีสูงสุดที่เขาเพิ่งบรรลุ จะบอกว่าแรกแง้มประตูยังไม่มีทางใช่ อำนาจที่ต้องใช้ยามขับเคลื่อนมันจึงมหาศาล
โชคดีที่ซูอี้ไม่ได้ขาดสมบัติติดตัว
……
กาลเวลาเคลื่อนผ่าน
ภายในโลกหล้าอันมืดมิดไร้วิญญาณนี้ นิ่งงันไร้วจีแม้แต่วายุโชย
ซูอี้นั่งขัดสมาธิมิไหวติง
ครึ่งชั่วยามต่อมา
เหนือศีรษะของเขา สุญตาพลันปริออกอย่างเงียบเชียบ
อำนาจแห่งกาลเวลาสายหนึ่งปรากฏขึ้น แทงใส่เหนือศีรษะซูอี้ราวคมดาบ
เปรี้ยง!
ร่างของเขาระเบิดออกในชั่วพริบตา
แต่มันก็สลายกลายเป็นเพียงฟองพิรุณแสงเงา
“แย่แล้ว!”
ในสันเขาแห่งหนึ่งไกลออกไปหลายพันลี้ หนึ่งร่างผุดลุกขึ้นกะทันหัน
เขาเป็นชายชราร่างเล็กบาง ใบหน้าเหมือนหนู ซี่ฟันแหลมคม
ในมือเจ้าตัวถือม้วนหนังสัตว์เก่าๆ ม้วนหนึ่ง
เขากำลังแตกตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด และหันหลังคิดจรจาก
เพียะ!
แส้อันจรัสจ้าฟาดลงจากท้องนภาเข้าใส่ร่างชายชราตัวเล็กบางจนทรุดลงนั่งกับพื้น สีหน้าแสนปวดร้าว
ขณะเดียวกัน ร่างของซูอี้ก็ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
“ผู้พิทักษ์ภูมิ?”
ซูอี้ถาม
“เจ้า…พบข้าอยู่ก่อนแล้วหรือ?”
ชายชราร่างเล็กสูดหายใจลึก ค่อยๆ ลุกขึ้นจากพื้น และเมื่อสายตาของเขาเห็นแส้แรกบรรพกาลในมือซูอี้ เจ้าตัวก็ไม่อาจซ่อนความครั่นคร้ามไว้ได้
“มิได้พบหรอก”
ซูอี้กล่าวเนิบๆ “ข้าแค่ใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเจ้าเมื่อครู่เท่านั้น”
ชายชราร่างเล็กขมวดคิ้ว “เจ้าสงสัยอยู่แล้วหรือว่าข้าจะทำอันใดกับเจ้า?”
“ถูกต้อง”
ซูอี้พยักหน้ากล่าว “ทุกที่ที่ข้าไป หนูพวกนั้นจะโผล่มา และยามข้าเคลื่อนสูงสู่เวหา อำนาจกาลเวลาจะพลันโจมตี เรื่องทั้งหมดนี้จะใช่บังเอิญได้เช่นไร?”
ว่าแล้ว เขาก็ชี้ไปยังชายชราร่างเล็ก “ทั้งหมดนี้ มีเพียงเจ้าไอ้เฒ่านี่เท่านั้นที่ลอบวางแผนในที่ลับได้!”
สีหน้าของชายชราร่างเล็กแปรเปลี่ยนไปชั่วขณะ และทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าคือผู้พิทักษ์ภูมิ สิ่งที่ข้าต้องทำก็คือฆ่าผู้ใดก็ตามที่มายัง ‘โลกเร้นลับยามจื่อ’ จะโทษข้ามิได้นะ”
เพียะ!
ซูอี้ฟาดแส้ ทำให้ร่างเล็กของชายชราปรากฏบาดแผล ทรุดลงกับพื้นดังตุ้บ ใบหน้าเหยเก
แต่เขาก็ส่ายหน้ากล่าวว่า “เจ้าโกรธไปก็ฆ่าข้าไม่ได้หรอก ใช้แส้แรกบรรพกาลไปก็มิช่วย เพราะถึงอย่างไร ข้าก็เป็นเพียงอำนาจที่มาของสมบัติเทพนาฬิกาแดดเท่านั้น”
ซูอี้กล่าวอย่างสนอกสนใจว่า “อำนาจที่มาของสมบัติเทพมีปัญญาและเจ็บเป็นก็น่าเหลือเชื่อนัก เจ้า…มีที่มาเช่นไรกันแน่?”
ชายชรากล่าวอย่างดูแคลน “น่าขันนัก ในเมื่อผู้พิทักษ์บรรพตกำเนิดจากหลักศิลาวาสนาเทพได้ แล้วข้าจะทำมิได้รึ?”
ซูอี้ลูบคางกล่าว “เจ้าแตกต่างจากเจ้าอ้วนนั่น มีความรู้สึก… เหมือนเป็นมนุษย์!”
“เหมือนเป็นมนุษย์หรือ?”
ชายชราร่างเล็กเสสรวล “หากข้าแปรเปลี่ยนเป็นคนจริงได้……ก็คงดีสิ…”
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน
ชายหนุ่มโพล่งขึ้นว่า “ส่งม้วนหนังสัตว์ในมือเจ้ามา”
ทันใดนั้น ชายชราก็หน้าเปลี่ยนสี “ไม่ได้!”
เพียะ!!
แส้อีกระลอกฟาดใส่ชายชราร่างเล็ก ทำให้ร่างของเขากระตุกเกร็ง
จากนั้นซูอี้ก็ฉวยโอกาสนี้คว้ามือ ฉวยม้วนหนังสัตว์จากมืออีกฝ่ายไป
“ไม่!”
ชายชราร่างเล็กเดือดดาล พุ่งเข้ามาชิงม้วนหนังสัตว์อย่างบ้าคลั่ง
ทว่าเขาก็ถูกฟาดกระเด็นไปอีกครั้ง และหนนี้ชายหนุ่มก็ออกแรงเต็มที่ ทำให้ร่างของชายชราร่างเล็กแหลกระเบิดในพริบตา!!
“เจ้าจะถูกลงทัณฑ์แน่ โดนแน่!”
ท่ามกลางเสียงตะโกนอย่างขมขื่นเคียดแค้น ร่างของชายชราร่างเล็กพลันสลายเป็นพิรุณแสง
ซูอี้หาสนใจไม่
ชายชราผู้นี้ให้ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ ทว่าท้ายที่สุดเขาก็แปรเปลี่ยนมาจากอำนาจที่มาอยู่ดี
หาใช่คนเป็นไม่!
สิ่งที่ซูอี้สนใจคือม้วนหนังสัตว์
เมื่อเปิดมันออก สิ่งแรกที่สะดุดตาก็คืออักขระมหาวิถีโบราณ……
‘ม้วนวิชาชวดยามจื่อกร่อนแสง’ !
นี่คือวิธีควบคุมและใช้สมบัติเทพนาฬิกาแดด แต่ก็เป็นเพียงเคล็ดส่วนหนึ่งเท่านั้น
หาสมบูรณ์ไม่
หัวใจของซูอี้ขยับไหว ที่นี่คือโลกมายายามจื่ออันสื่อถึงแดนดินแห่งชวด
ในเมื่อผู้พิทักษ์ภูมิที่นี่มีม้วนวิชาชวดยามจื่อกร่อนแสงอยู่ในมือ หมายความว่าก็ต้องมีม้วนวิชาวิถีลับประจำนักษัตรต่างๆ อยู่ในโลกมายายามอื่นด้วยหรือไม่?
เช่น ม้วนวิชาฉลูยามโฉ่ว ขาลยามอิ๋น เถาะยามเหม่าอันใดเช่นนี้?
หากม้วนเคล็ดวิชามหาวิถีเหล่านี้ถูกนำมารวมกัน นี่จะเป็นมรดกสัมบูรณ์เกี่ยวกับวิธีใช้สมบัติเทพนาฬิกาแดดนี้หรือไม่?
“กล่าวกันว่าเจ้าสวรรค์โจ้วเยี่ยได้รับการยกย่องในยุคแรกบรรพกาลก็เพราะสมบัติเทพนาฬิกาแดด”
“และด้วยอำนาจของนาฬิกาแดดนี้เองที่ทำให้เจ้าสวรรค์โจ้วเยี่ยใช้อำนาจเพลิงเทวะแรกบรรพกาลได้”
“หากข้าผ่านโลกมายาสิบสองชั่วยามของนาฬิกาแดดเรือนนี้และรวมรวบคัมภีร์มหาวิถีทั้งสิบสอง มันก็เทียบเท่ากับข้ามีวิธีใช้นาฬิกาแดดนี้กับตัว ย่อมสามารถไปหาเพลิงเทวะแรกบรรพกาลได้!”
ในที่สุดซูอี้ก็เข้าใจยามนี้
ไม่น่าเล่า ก่อนหน้านี้ เจ้าสวรรค์โจ้วเยี่ยจึงบอกว่าขอเพียงเขารอดชีวิตได้ครบสิบสองชั่วยาม และไปถึงนาฬิกาแดดได้ เขาจะมีโอกาสได้ทำความเข้าใจเพลิงเทวะแรกบรรพกาล
ที่แท้ ปริศนานั้นก็ซ่อนอยู่ในเคล็ดวิชามหาวิถีทั้งสิบสองม้วนนี่!
และก่อนซูอี้จะทันได้คิดต่อ ภาพตรงหน้าเขาก็แปรปลี่ยนไปอย่างเงียบเชียบ
ฟ้าดินดูประหนึ่งพราวระยับด้วยเส้นแสง
ณ ใจกลางเมืองกุ่ยหลุน ‘เข็ม’ บนนาฬิกาแดดซึ่งเดิมยังห่างจากยามโฉ่วอยู่สามเสี้ยวชั่วยามพลันแปรเปลี่ยน เคลื่อนเข้าหายามโฉ่วอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนั้น ซูอี้ก็ปรากฏขึ้นในโลกมายาแห่งใหม่
ถนนตัดผ่านกัน ผู้คนเดินขวักไขว่ ทั่วทุกทิศอื้ออึงพลุกพล่าน
ร้านรวงข้างถนนเรียงราย เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ คนเดินถนนเสสรวลเสวนา ตีฆ้องรัวกลองเปี่ยมชีวิตชีวา……
สารพัดสุรเสียงเอะอะ ก่อเกิดเป็นภาพสรรพชีวิตในโลกมลทิน
ขณะอยู่ในภวังค์ ซูอี้เกือบคิดเสียแล้วว่าตนมาถึงยังโลกหล้าปุถุชน
ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยสามัญชนไร้การฝึกฝน คนหนุ่มสาวและเหล่าสหายเดินพลุกพล่านทั่วทิศ
ท้องนภากำลังพอเหมาะพอดี สายลมอุ่นพัดโชยแผ่วเบา กลิ่นเมรัยคล้อยลอยแว่วมา
ปรากฏว่าตรงหน้านี้มีร้านสุราอยู่
ทุกสิ่งนั้นช่างชัดเจนสมจริงยิ่ง
ชั่วขณะนั้น ซูอี้ไม่อาจทำใจทำลายภาพอันเปี่ยมชีวิตชีวาเช่นนี้ได้ลงคอ
เขาไพล่มือไว้เบื้องหลังและก้าวเดินต่อ
ระหว่างทาง ภาพครึกครื้นซึ่งเห็นได้เพียงในโลกหล้าปุถุชนปรากฏให้เห็น
สิ่งนี้ย้ำเตือนซูอี้ถึงยามเขายังเป็นบุตรเขยในเมืองกว่างหลิงแห่งต้าโจว
นึกถึงเหวินหลิงเสวี่ย เหวินหลิงเจา และคู่สามีภรรยาเหวินไท่กับฉินชิ่ง
ระลึกได้ถึงสำนักแพทย์ซิ่งหวง ชิงหว่าน หวงเฉียนจวิน… และแม่น้ำต้าฉางที่นอกเมือง……
นั่นคือจุดเริ่มต้นการฝึกฝนของเขาในชาตินี้
สิ่งที่ดูเป็นสถานการณ์น่าอับอายในยามนั้น ยามนี้ไม่คู่ควรอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน ความเงียบสงบร่มเย็นในยามนั้นต่างหากที่ทำให้รู้สึกคิดถึงขึ้นมา
หือ?
ทันใดนั้น ม่านตาของซูอี้ก็หดตัว
เขาพลันพบว่าวิถีเต๋าทั้งกายของเขาหายไปแล้ว!
ว่างเปล่า ไร้การฝึกฝน
ดุจหนึ่งปุถุชนบนถนนอันคลาคล่ำ!!
ไม่ว่าซูอี้จะสัมผัสหาเช่นไร ก็ไม่อาจพานพบ
เขาไม่อาจสัมผัสถึงดาบเก้าคุมขังในห้วงความนึกคิดได้แล้วด้วยซ้ำ
จากทวยเทพเหนือเก้าชั้นสรวง อยู่ดีๆ ก็ร่วงกลับลงมาเป็นปุถุชนโดยไม่รู้ตัว เหตุประหลาดเช่นนี้ หากเป็นยอดฝีมือผู้อื่นคนใด เกรงว่าคงแตกตื่นลนลานกันแล้ว
แต่ซูอี้มิใช่เช่นนั้น
วิถีเต๋าอันตรธาน อำนาจจิตวิญญาณก็สูญหาย
แต่หัวใจแห่งดาบของเขายังคงอยู่ นิ่งงันมิสั่นคลอน เกินทำลายลง!
ไร้ความแตกตื่นลนลาน
ชายหนุ่มไม่ได้ทำอันใด เพียงไพล่มือไว้ด้านหลังและเดินผ่านตรอกซอยตามอำเภอใจทั้งอย่างนั้น
ยามตกต่ำที่สุดก็แค่ตอนที่เขาเป็นบุตรเขยอยู่ในเมืองกว่างหลิง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาในยามนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยเป็น
ระหว่างทางมีผู้คนมากมาย ไร้อันตรายหรือความผิดปกติใด
จนกระทั่งเมื่อมาถึงประตูเมือง ชายชราผู้นั่งอยู่ข้างถนนพลันกล่าวขึ้นว่า “ท่านโปรดหยุดก่อน!”
ซูอี้หยุดมองชายชราทันที “เจ้าอยากดูดวงให้ข้าหรือ?”
ใบหน้าของชายชราเหี่ยวย่น ดวงตาหมองมัว กล่าวพลางแย้มยิ้มว่า “ชะตานั้นใหญ่เกินไป มิใช่สิ่งที่ผู้เฒ่าผู้น้อยจะแตะต้องได้ แต่ผู้เฒ่าผู้น้อยเห็นได้จากสีหน้าท่านว่าสถานการณ์ของท่านในยามนี้มีบางอย่างผิดปกติ”
“สิ่งใดผิดปกติ?” ซูอี้ถามอย่างนึกสนใจ
ชายชราแย้มยิ้ม ชี้ไปทางตรอกถนนอันพลุกพล่านไกลๆ และกล่าวว่า “ในสายตาท่าน สรรพชีวิตล้วนเป็นมายา กระทั่งข้าก็ผิดปกติ ใช่หรือไม่?”
ซูอี้แย้มยิ้มกล่าวว่า “หากมิใช่เล่า?”
ชายชราลูบเคราพึมพำ “หนึ่งใบไม้บังตา มิอาจเห็นบรรพตศักดิ์สิทธิ์ นี่คือปัญหาใหญ่ที่ท่านกำลังเผชิญยามนี้”
ซูอี้ถามยิ้มๆ “เช่นนั้นขอบังอาจถาม ใบไม้บังตาคือสิ่งใด บรรพตศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งใด และข้าจะคลี่คลายปัญหานี้ได้เช่นไร?”
ชายชรากล่าวด้วยสีหน้าอ่อนโยน “สิ่งที่บดบังตาท่านคือสิ่งที่ท่านมีมิใช่ของท่าน เพียงส่งมันมา ข้าก็จะชี้หนึ่งทางสว่างแก่ท่านได้ ท่านจะได้ออกจากที่นี่อย่างปลอดภัย”
ซูอี้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “เจ้าพูดถึงมันอยู่หรือ?”
ว่าแล้ว เขาก็ล้วงหนังสัตว์ม้วนหนึ่งออกจากแขนเสื้อ ซึ่งก็คือ ‘ม้วนวิชาชวดยามจื่อกร่อนแสง’ !
ชายชราอดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างปรีดา “ถูกต้อง! สิ่งนี้ไม่ใช่วาสนาสำหรับท่าน แต่หากส่งมันมา ก็จะแปรทุกข์เป็นวาสนาที่นี่ได้!”