ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 322 ผลกำไรปลายปี
ตอนที่ 322 ผลกำไรปลายปี
ตอนที่ 322 ผลกำไรปลายปี
เหออวี้เป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่มีคุณธรรม และแน่นอนว่าหยุนเชวี่ยเองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน แม้แต่พี่น้องร่วมอุทรยังต้องแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันอย่างเปิดเผย ดังนั้นนางจะแบ่งเงินที่ตนเองหามาได้โดยใช้ความพยายามอย่างหนักให้กับผู้อื่นโดยง่ายได้อย่างไร?
“ความคิดของเจ้าประเสริฐนัก” หยุนเชวี่ยเปิดถุงเงินออกก่อนหยิบเศษเงินที่นำไปแลกไว้ก่อนหน้าออกมา “เถ้าแก่หวังใช้เงินสิบตำลึงซื้อผักดองจำนวนสิบไห อ้อ เพราะฉะนั้นสองตำลึงนี้คือเงินในส่วนของเจ้า”
“ขายได้สิบตำลึงเชียวหรือ?!”
“ใช่แล้ว พี่เขยสามของเจ้าร่ำรวยยิ่งนัก หนำซ้ำยังใจกว้างและเจรจาการค้ากันอย่างยุติธรรม” หยุนเชวี่ยหัวเราะคิกคัก “เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว หากฤดูหนาวมาเยือนพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเหน็บอีกต่อไป”
เหออวี้ยื่นมือไปรับเศษเงินจำนวนสองตำลึงด้วยความยินดี พร้อมใช้นิ้วลูบไล้ไปมาอย่างเบามือ รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้า “ฮิฮิ อย่าชื่นชมแต่พี่เขยสามของข้าเลย เจ้าเองก็ใจกว้างไม่น้อยไปกว่าเขา”
“ไม่เพียงใจกว้างเท่านั้น แต่ยังเฉลียวฉลาดมากด้วย” หยุนเชวี่ยชี้ไปยังสิ่งของที่วางกองอยู่บนโต๊ะพร้อมกล่าว “ประเดี๋ยวเราสองคนช่วยกันหอบสิ่งของเหล่านี้ไปส่งให้ที่บ้านของเสี่ยวส้วยเอ๋อและบ้านของชีจิน ข้ายังแบ่งเงินไว้ให้พวกเขาคนละหนึ่งตำลึงสำหรับใช้จ่ายในวันตรุษอีกด้วย”
เหออวี้ส่งเสียงจึกจักในลำคอ “เจ้าช่างมีน้ำใจเหลือเกิน”
ทั้งสองช่วยกันหิ้วชิ้นหมูและกล่องของว่างสองถึงสามชิ้นแล้วรีบตรงไปยังบ้านของเผยเสี่ยวส้วย เหออวี้คล้ายนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้จึงกล่าวออก “จริงสิ ตอนกลางวันข้านั่งอยู่ใกล้กับปากทางเข้าหมู่บ้าน มีคนแปลกหน้าเข้ามาสอบถามหาบ้านเก่าของเจ้า แจ้งเพียงว่ามีคนฝากจดหมายมาให้”
“อ้อ คงเป็นอาชิ่วเอ๋อที่ฝากจดหมายมาจากเมืองหลวงกระมัง” หยุนเชวี่ยไม่ใส่ใจใคร่รู้นัก
“ผู้คนต่างลือกันเซ็งแซ่ว่าอาชิ่วเอ๋อของเจ้าได้ดิบได้ดีมีชีวิตที่สุขสบาย” หลายวันมานี้ทุกครั้งที่เหออวี้ได้ยินพวกชาวบ้านพูดคุยกันถึงเรื่องการแต่งงานของหยุนชิ่วเอ๋อ เขาก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “คุณชายจากตระกูลใหญ่ผู้นั้นโง่เขลาหรือดวงตามืดบอดกันแน่”
“ข้อนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ท่านปู่และท่านย่าของข้าก็ไม่ได้ส่งคนไปสืบถามความจริงให้กระจ่างแต่อย่างใด ไม่ทันไรตระกูลจางก็ส่งคนมารับตัวอาชิ่วเอ๋อไปเสียแล้ว” หยุนเชวี่ยโคลงศีรษะ
ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าสองสามีภรรยาผู้ชราไว้วางใจพวกเขาจนเกินควร หรือเป็นเพราะยึดถือค่านิยมที่ว่า ‘ลูกสาวแต่งงานเปรียบเสมือนสาดน้ำออกจากเรือน’ กันแน่ ในสังคมสมัยโบราณที่บุรุษเพศเป็นใหญ่ เรื่องทำนองนี้ล้วนเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ ทุกตระกูลไม่ค่อยให้ความสลักสำคัญกับชีวิตของลูกสาวเท่าใดนัก
“แล้วข่าวลือที่ว่าตระกูลใหญ่จากเมืองหลวงมอบเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงเพื่อเป็นสินสอดทองหมั้นให้กับบ้านของเจ้านั้นเป็นความจริงหรือไม่?” เหออวี้ไม่ได้ตั้งคำถามดังกล่าวเป็นหนแรก ทว่าเขาถามคำถามนี้กับทุกคนที่พบเจอร่วมสิบแปดครั้งในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าหยุนชิ่วเอ๋อผู้ดื้อรั้นและร้ายกาจจะตกถังข้าวสารกลายเป็นสะใภ้ตระกูลใหญ่ ทั้งฝ่ายสามียังยอมจ่ายเงินมากมายถึงเพียงนั้น
“กล่าวให้ถูกก็คือพวกเขาไม่ได้มอบให้บ้านของข้า แต่มอบให้ท่านย่าของข้าต่างหาก” หยุนเชวี่ยแก้ไขถ้อยคำของเหออวี้เสียใหม่ “ทว่าสิ่งที่เจ้าสงสัยเป็นความจริง ต่อให้เจ้าเอ่ยถามอีกสักกี่ร้อยครั้งจำนวนเงินที่ใช้เป็นสินสอดทองหมั้นก็เป็นห้าร้อยตำลึงอยู่วันยังค่ำ”
“ไร้ความยุติธรรมสิ้นดี!” เหออวี้แหงนหน้าขึ้นฟ้าพลางทอดถอนใจ
“พี่เหออวี้ เจ้าพูดถึงเรื่องใดอยู่หรือ? อะไรไม่ยุติธรรม?” เสี่ยวส้วยเอ๋อกำลังหอบไม้ฟืนไปกองรวบรวมไว้ด้านข้างตัวบ้านหลังเก่าที่ทรุดโทรม นางเห็นทั้งสองเดินตรงมาแต่ไกลจึงเป็นฝ่ายทักทายก่อน
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ” หยุนเชวี่ยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย “รับไว้เถิด”
เสี่ยวส้วยเอ๋อรีบวางไม้ฟืนในมือลงและรีบวิ่งไปรับชิ้นเนื้อหมูที่ยังแขวนคาอยู่บนตะขอพร้อมด้วยของว่างรวมสองสามอย่าง นางกะพริบตาปริบด้วยความงุนงง “พี่เชวี่ยเอ๋อ พี่เหออวี้ พวกท่านคิดจะทำการค้าใหม่อีกแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“อย่าทำไขสือไปเลย เนื้อหมูและของว่างเหล่านี้ ข้ามอบให้กับเจ้า” หยุนเชวี่ยบีบนวดนิ้วมือที่แดงเถือกเพราะรอยตะขอกดทับ จากนั้นจึงกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “เนื้อหมูชิ้นนี้หมักด้วยเกลือไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงนำไปตากให้แห้งก็จะกลายเป็นเนื้อเค็มแดดเดียว วันรุ่งขึ้นข้าจะนำผักดองมาแบ่งให้เจ้าเพิ่มด้วย ถึงวันตรุษบ้านของเจ้าจะได้มีเนื้อเค็มตุ๋นผักดองไว้กิน”
“ให้ข้างั้นรึ?!” เสี่ยวส้วยเอ๋อตะลึงงัน นางหันมองใบหน้าของหยุนเชวี่ยสลับกับใบหน้าของเหออวี้เพราะยังไม่คลายความสงสัย “พวกท่านนำมาให้ข้าด้วยเหตุใดกัน?”
หยุนเชวี่ยครุ่นคิดเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง “ถือเสียว่าเป็นผลกำไรปลายปีก็แล้วกัน”
“ผลกำไรปลายปีคืออะไรงั้นหรือ?”
“ก็คือ… ข้าจ้างเจ้าให้ทำงานช่วยข้า เจ้าทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างหนัก และเมื่อนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณในช่วงปลายปี ก็จะเหลือผลกำไรสำหรับตอบแทนให้เจ้าเพิ่มเติมอย่างไรล่ะ” หยุนเชวี่ยพยายามอธิบายด้วยถ้อยคำที่ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
เสี่ยวส้วยเอ๋อพยักหน้ารับทำทีเหมือนเข้าใจ ‘โอ้’ จากนั้นสายตาจึงเหลือบมองของที่ถืออยู่เต็มมือ “สิ่งของเหล่านี้มากเกินไป ท่านจ่ายเป็นเงินให้ข้า และ… และขอเนื้อหมูไว้สำหรับฉลองวันตรุษก็เพียงพอแล้ว”
“ไม่มาก ไม่มากเกินไป เจ้ารีบนำพวกมันไปเก็บไว้ในบ้านเร็วเข้าเถิด” เหออวี้ยักคิ้วพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้พี่เชวี่ยเอ๋อของเจ้าน่ะร่ำรวยแล้ว พวกเราจึงพลอยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย”
“ร่ำรวยแล้ว?!” ดวงตาเสี่ยวส้วยเอ๋อเปล่งประกายเจิดจ้า
หยุนเชวี่ยเพียงส่งสายตาลึกลับยากอธิบายให้เสี่ยวส้วยเอ๋อ รอจนกว่าอีกฝ่ายหันกลับเข้าตัวบ้านเพื่อนำข้าวของที่ได้รับไปเก็บไว้ ครั้นนางกลับออกมาหยุนเชวี่ยจึงล้วงเอาเงินสองตำลึงออกมาจากถุงเงินก่อนวางลงบนมือของเสี่ยวส้วยเอ๋อ “อะ”
เสี่ยวส้วยเอ๋อตกตะลึงนิ่งไป
“สิ่งนี้ก็เป็นผลกำไรสิ้นปีสำหรับเจ้าเช่นกัน”
ดวงตาเสี่ยวส้วยเอ๋อเบิกกว้างกว่าเก่า!
“รีบรับไว้เร็วเข้า!” เหออวี้เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ข้าบอกแล้วอย่างไร ว่าตอนนี้พี่เชวี่ยเอ๋อของเจ้าร่ำรวยแล้ว!”
เสี่ยวส้วยเอ๋อยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ราวถูกสาปให้ร่างกายตรึงอยู่กับพื้นดิน นางใช้ชีวิตอยู่กับผู้เป็นแม่มาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่เคยคิดต้องการสิ่งใดฟุ่มเฟือยมากไปกว่าการมีกินอิ่มหนำสำราญในแต่ละมื้อ ก่อนที่นางจะทำงานกับหยุนเชวี่ย ในถุงเงินของนางไม่เคยมีเหรียญเงินแม้แต่เหรียญเดียวติดถุงด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเศษเงินก้อนซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“มัวยืนอึ้งอยู่ไยเล่า?” หยุนเชวี่ยบีบมือเสี่ยวส้วยเอ๋อให้กำเงินนั้นไว้แน่น “เก็บเอาไว้ให้ดี นำไปซื้ออาหารการกินมาตุนไว้ ซื้อเสื้อผ้าสำหรับให้ท่านแม่ของเจ้าสวมใส่ในฤดูหนาว เงินนี้ถือเป็น ‘ผลกำไรปลายปี’ ที่เจ้าและชีจินต่างทำงานอย่างขยันขันแข็ง เป็นสิ่งที่เจ้าทั้งสองสมควรได้รับแล้ว”
“พี่เชวี่ยเอ๋อ…” ริมฝีปากของเสี่ยวส้วยเอ๋อเบะออก ขอบตาพลันแดงก่ำและร้อนผ่าวประหนึ่งน้ำตาจะไหลรินลง นางกำเศษเงินในมือไว้แน่น “ท่านช่างดีกับข้าเหลือเกิน ข้า… ข้าขอติดตามท่านไปทุกหนแห่ง ยินดีรับใช้เยี่ยงวัวและม้า ทำงานให้ท่านอย่างสุดความสามารถ!”
“พูดเรื่องเหลวไหลใดกัน? เจ้าไม่ใช่ทั้งวัวหรือม้า เงินที่เจ้าได้รับล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงกายของเจ้า เพราะฉะนั้นอย่าได้เสียดายที่จะใช้จ่ายไปเลย นับจากนี้เจ้าจะต้องหาเงินได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน” หยุนเชวี่ยยิ้มกว้าง วลีที่ว่า ‘ยินดีรับใช้เยี่ยงวัวและม้า’ ทำให้นางอดหวนนึกถึงใครบางคนที่ไม่ได้พบเจอหน้ามาหลายวันแล้ว นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลานี้เขากำลังทำสิ่งใดอยู่นอกเหนือจากการช่วยพ่อของนางล่าสัตว์เพื่อเก็บออมเงินทีละน้อยอยู่บนภูเขาหลังหมู่บ้าน
“ท่านแม่ของเจ้าไปไหนเสียแล้ว? ไม่ได้อยู่ที่บ้านหรอกรึ?” เหออวี้เอ่ยถามพลางกวาดสายตามองโดยรอบ
“ท่านแม่ไปเก็บฟางเพิ่มเติมจากทุ่งนาตรงนั้น” เสี่ยวส้วยเอ๋อชี้ไปอีกทาง “หลังคาบ้านจวนพังถล่มอยู่รอมร่อ ต้องถือโอกาสนี้ซ่อมแซมเสียใหม่ มิฉะนั้นหากฤดูหนาวมาเยือนอาจต้องทนนอนหนาว ทั้งยังต้องตัดไม้ผ่าฟืนไว้เพิ่มเติมสักหน่อย หากอากาศเย็นเยือกเกินไปเกรงว่าท่านแม่อาจทานทนไม่ไหว…”
“นี่… แล้วต้องซ่อมแซมมันอย่างไร?” หยุนเชวี่ยเงยหน้ามองขึ้นไปยังหลังคาดังกล่าว ที่อยู่อาศัยของเสี่ยวส้วยเอ๋อไม่ควรเรียกว่าบ้าน แต่ควรเรียกว่า ‘เพิงหมาแหงน’ เสียมากกว่า หลังคาซึ่งทำจากฟางทั้งทรุดโทรมและขาดรุ่งริ่ง สภาพเยินถึงขนาดนอนหงายยังเห็นท้องฟ้าด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน
“นำฟางไปตากให้แห้งสนิท จากนั้นจึงนำขึ้นไปปูบนหลังคาประมาณสองชั้น แล้วค่อยทับด้วยดินโคลนอีกชั้นหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วฟางจะได้ไม่ถูกลมพายุพัดปลิวไป”
“เจ้าทำงานทั้งหมดนี้ด้วยตัวคนเดียวหรือ?” เหออวี้เอ่ยถาม
“อืม” เสี่ยวส้วยเอ๋อพยักหน้า “ขาของท่านแม่ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก จึงรับหน้าที่ไปเก็บฟางจากกลางทุ่งนา ส่วนงานอื่น ๆ ที่เหลือข้าเพียงคนเดียวก็สามารถทำได้ ถึงอย่างไรก็ต้องซ่อมแซมบ้านให้ทันก่อนที่อากาศจะหนาวเหน็บ”
“แต่งานที่ว่าไม่ใช่งานที่เด็กผู้หญิงควรทำเลยแม้แต่น้อย” เหออวี้กล่าว
“ในเมื่อเจ้าไม่ใช่เด็กผู้หญิง เช่นนั้นเจ้าก็อาสาช่วยเหลือเสี่ยวส้วยเอ๋อสิ เพียงออกความคิดเห็นจะเกิดประโยชน์อย่างไรกัน?” หยุนเชวี่ยกล่าวยอกย้อนเขา
“ไม่ ไม่ อย่าเลย พี่เหออวี้ไม่เคยทำงานหยาบ ๆ เช่นนี้มาก่อนคงไม่ถนัดเป็นแน่ ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยปีนขึ้นไปซ่อมหลังคามาแล้ว ไม่มีสิ่งใดยุ่งยากเลยสักนิด…” เสี่ยวส้วยเอ๋อโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
“อันที่จริงทักษะการซ่อมแซมบ้านของข้าไม่ดีนัก ซ้ำยังเป็นผู้ช่วยที่ย่ำแย่พอควร” เหออวี้ยอมรับอย่างรู้ขีดจำกัดของตน ทว่าทันใดนั้นเขากลับกลอกตาและกล่าวพร้อมเผยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “แต่มีอีกคนที่ช่วยเจ้าได้แน่ วันพรุ่งนี้ข้าจะเรียกชีจินมาที่นี่ พละกำลังของเขามหาศาลกว่าเราทั้งสามคนรวมกันเสียอีก”