ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 323 ศึกสายเลือด
ตอนที่ 323 ศึกสายเลือด
ตอนที่ 323 ศึกสายเลือด
หลังออกมาจากบ้านของเผยเสี่ยวส้วย หยุนเชวี่ยและเหออวี้จึงตรงไปยังบ้านของเหลียวชีจิน ซึ่งแม่และลุงของเขาก็อยู่ที่นั่นด้วย ครั้นเห็นสิ่งของที่นำมามอบให้รวมถึงเศษเงินก้อน พวกเขาต่างซาบซึ้งอย่างเหลือคณานับและกล่าวคำขอบคุณร้อยครั้งพันครั้ง
แม่ม่ายเหลียวซับน้ำตาพร้อมกล่าวย้ำซ้ำแล้วซ้ำแล้วว่าชีจินของนางช่างโชคดีเหลือเกิน แม้แต่ปู่ผู้ชราของชีจินที่ดวงตาฝ้าฟางตามอายุขัยยังเดินกะโผลกกะเผลกตัวสั่นงกร้องเรียกหยุนเชวี่ยว่า ‘เทพแห่งโชคลาภ’ ซึ่งหยุนเชวี่ยได้แต่เบียดกายหลบอยู่ด้านหลังเหออวี้ด้วยความเขินอาย
ตอนเย็น หยุนลี่เต๋อรู้ข่าวว่าหยุนชิ่วเอ๋อส่งจดหมายมาจากจวนตระกูลจาง จึงหิ้วไก่ป่าตัวหนึ่งไปฝากที่บ้านหลังเก่าของตระกูลหยุนเพื่อสอบถามข่าวคราว ทว่าตั้งแต่ก้าวเข้าประตูมากลับไม่ได้รับการต้อนรับขับสู้ที่ดีนักจากแม่เฒ่าจู รีรออยู่ครู่เดียวเท่านั้นจึงกลับออกมา
“ชิ่วเอ๋อว่าอย่างไรบ้าง? ชีวิตหลังแต่งงานที่บ้านของสามีดีหรือไม่?” เหลียนซื่อเอ่ยถามขณะล้อมวงกินอาหาร
“จดหมายฉบับดังกล่าวเป็นลายมือของคุณชายจาง เนื้อความไม่กล่าวถึงรายละเอียดมากนัก บอกเพียงให้พวกเราวางใจได้” หยุนลี่เต๋อก้มหน้าก้มตาตักข้าว ภายในใจรู้สึกอึดอัดและเป็นกังวลเล็กน้อยแต่ไม่แสดงท่าทีออกมา
“นางบอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อใด?”
“ในจดหมายบอกว่าคุณชายจางธาตุแทรกซ้อนยังไม่คลายความหนาวเหน็บ อีกทั้งอากาศก็หนาวเย็นลงเรื่อย ๆ คงเลื่อนกำหนดการกลับบ้านไปจนกว่าฤดูหนาวจะผ่านพ้น” หยุนลี่เต๋อกล่าว “ข้าไม่เห็นเนื้อความกับตา แต่ได้ยินมาจากพี่ใหญ่อีกทอดหนึ่ง”
“ไม่กลับบ้านงั้นรึ?!” แม่นางเหลียนที่กำลังคีบผักให้เสี่ยวอู่ชะงักค้างไปชั่วครู่ “ลูกสาวแต่งงานไปเป็นสะใภ้ตระกูลอื่นทั้งที ต่อให้ออกเรือนไกลเพียงใดย่อมหวนกลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเก่า นางไม่กลับมาเช่นนี้ชาวบ้านไม่ยิ่งนินทากันไปใหญ่หรอกรึ?!”
“พวกเขาคงไม่ใส่ใจกระมัง” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “พี่ใหญ่เคยเล่าว่าจวนของเขาในเมืองหลวงออกจะใหญ่โต คุณชายจางก็มีหน้ามีตาวางตนสูงส่ง ฐานะระดับนั้นคงไม่ยอมลงมาคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างเราให้เสื่อมเกียรติ ถึงอย่างไรก็คงไม่ใส่ใจเสียงลือเสียงเล่าอ้างเหล่านั้น”
“จะเพิกเฉยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” แม่นางเหลียนวางตะเกียบลง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “จะว่าไปการแต่งงานในครั้งนี้ก็นับว่าต่างฐานะ ตระกูลจางต้องคิดว่าพวกเราหวังปีนป่ายหาผลประโยชน์เป็นแน่จึงไม่คิดใส่ใจไยดี”
“หากพวกเขายึดถือเรื่องฐานะถึงเพียงนั้น แล้วเหตุใดจึงยังเลือกแต่งงานกับอาชิ่วเอ๋อ และรับนางไปอยู่ในจวนต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้เล่าเจ้าคะ?” หยุนเยี่ยนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจนัก “หนำซ้ำยังมอบสินสอดทองหมั้นให้เป็นจำนวนมหาศาล ตระกูลจางวางแผนการใดแอบแฝงไว้กันแน่?”
“ท่านแม่ พี่สาว ท่านทั้งสองเป็นห่วงเป็นใยนางจนเกินไป” หยุนเชวี่ยแทะขนมเปี๊ยะ ไม่ใส่ใจเรื่องราวที่รับรู้นัก “พวกท่านมัวแต่วิตกกังวลเช่นนี้ ลืมแล้วหรือเจ้าคะว่าตอนนี้อาชิ่วเอ๋อแต่งงานเป็นถึงสะใภ้ตระกูลใหญ่ผู้ทรงอำนาจ”
“เฮ้อ…” แม่นางเหลียนถอนหายใจด้วยไม่คลายความเป็นห่วง “สุภาษิตกล่าวไว้ ให้เป็นรังเงินรังทองก็ไม่เท่ากับรังสุนัขของเรา* นางออกเรือนไปเพียงคนเดียวในสถานที่ห่างไกลและไม่คุ้นเคย…”
* ให้เป็นรังเงินรังทองก็ไม่เท่ากับรังสุนัขของเรา = อยู่บนสวรรค์วิมานก็ไม่เหมือนอยู่บ้านของตนเอง
“อาชิ่วเอ๋อไม่คิดเช่นนั้นแน่” หยุนเชวี่ยเคี้ยวขนมเปี๊ยะกลืนลงคอไปแล้วจึงแลบลิ้นเลียเศษอาหารซึ่งติดอยู่ตรงมุมปาก “นางเฝ้าคอยที่จะได้แต่งงานเข้าตระกูลที่ทั้งร่ำรวยและทรงอำนาจมาตลอดมิใช่หรือ? ครั้งนี้นางก็สมหวังดั่งใจแล้วนี่เจ้าคะ”
“มีเงินทองและอำนาจเหลือล้นไม่สำคัญ…”
แม่นางเหลียนกล่าวยังไม่ทันจบประโยค เสียงคนตะโกนลั่นพลันดังขึ้นจากด้านนอกเรือน “พี่รอง พี่รองอยู่ในบ้านหรือไม่? รีบไปดูเร็วเข้าเถอะ! ตอนนี้น้องสามและพี่ใหญ่ของเจ้ากำลังทะเลาะวิวาทกันอย่างหนัก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถห้ามปรามได้!”
หยุนลี่เต๋อวางชามข้าวในมือลงทันที
หยุนเชวี่ย หยุนเยี่ยน และแม่นางเหลียนรีบวิ่งตามออกไปเช่นกัน
ชายผู้มาแจ้งข่าวรีบวิ่งตามไปด้วยความตื่นตระหนก ระหว่างทางก่อนถึงบ้านหลังเก่าของตระกูลหยุนเขาพึมพำเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้าให้ฟังไม่หยุดปาก “ครู่นี้ข้ายืนอยู่หน้าประตูบ้าน เห็นเจ้าสามเดินโซซัดโซเซกลับมาจากด้านนอก เนื้อตัวสกปรกมอมแมม หลังจากเขาเข้าบ้านไปทั้งสองก็เกิดมีปากเสียง ทะเลาะกันตั้งแต่ในเรือนลามออกมานอกลานบ้าน ไม่รู้ว่าเจ้าสามเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร สภาพท่าทางของเขาเหี้ยมโหดประหนึ่งสามารถฆ่าคนให้ตายคามือได้ พวกชาวบ้านต่างกรูเข้าไปห้ามปรามเขา ทว่ากลับถูกลูกหลงจนต้องถอยกรูดออกมาตามระเบียบ!”
“หา?!” แม่นางเหลียนได้ยินดังนั้นก็ตื่นตระหนกไม่น้อย รีบดึงแขนหยุนเชวี่ยไว้แน่นให้อยู่ข้างกายตลอดเวลา
หน้าประตูเรือนหลังเก่าตระกูลหยุน
เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเป็นภาพชายสองคนที่ทะเลาะกันอย่างดุเดือด บริเวณด้านข้างรายล้อมไปด้วยฝูงชนที่แห่แหนกันมาดูเรื่องน่าตื่นเต้นพร้อมชามข้าวที่คว้าติดมือมาด้วย แม่นางจ้าวประคองผู้เฒ่าหยุนไว้ไม่ให้ล้มลงพลางกระทืบเร่า ๆ และแผดเสียงตะโกนอย่างร้อนใจ “น้องสาม! เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึ?! เจ้ากำลังจะทำให้เขาถึงแก่ชีวิตนะ!”
“เจ้าสาม! เจ้ามันเสียสติ! หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดนะ!” ริมฝีปากผู้เฒ่าหยุนสั่นระริกเพราะความโกรธถึงขีดสุด มือข้างหนึ่งจับไม้เท้าไว้มั่น อีกมือหนึ่งพยายามฉุดดึงหยุนลี่เซียว ทว่าหยุนลี่เซียวที่กำลังอาละวาดเหมือนหมาบ้ากลับใช้เรี่ยวแรงมหาศาลผลักผู้เป็นพ่อให้กระเด็นออกห่าง
ผู้เฒ่าหยุนซึ่งแข้งขาไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วถอยซวนเซไปหลายก้าวตามแรงผลักจนเกือบล้มลงก้นจ้ำเบ้า โชคดีที่ชายคนหนึ่งมือไวตาไว รีบก้าวไปข้างหน้าและช่วยประคองเขาไว้ได้ทันการณ์
“พวกเจ้ามัวมองอยู่เฉยด้วยเหตุใดกัน?! ยังไม่รีบเข้าไปหยุดเขาอีก! เขากำลังจะฆ่าคนอยู่แล้ว!” แม่นางจ้าวตะโกนโหวกเหวกโวยวาย นางกวาดสายตามองฝูงชนที่ยังยืนนิ่งอยู่ห่าง ๆ ไม่กระดิกตัว ก่อนละสายตากลับมามองนางเฉิน “สามีของเจ้าวิปลาสผิดมนุษย์ถึงเพียงนี้แล้ว! ยังมัวยืนอึ้งอยู่อีก!”
“เขาไม่เคยฟังคำข้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วข้าจะห้ามปรามเขาได้อย่างไรกัน?!” นางเฉินเบ้ปากก่อนก้าวถอยออกห่าง “ข้าไม่กล้าเข้าไปหยุดเขา เกิดเขาเสียสติจนทุบตีข้าอีกคนจะทำอย่างไร?!”
“เจ้า!” แม่นางจ้าวตั้งท่าจะก่นด่า แต่เมื่อหวนนึกถึงท่าทางโหดเหี้ยมเกรี้ยวกราดของหยุนลี่เซียวจนดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า จึงเกิดความลังเลไม่กล้าเข้าไปฉุดดึงเขาด้วยตนเอง ทำได้เพียงกระทืบเท้าระบายความแค้นเคืองใส่นางเฉิน “สามีตนเองแท้ ๆ ยังไม่มีปัญญาแม้แต่จะเกลี้ยกล่อม เจ้ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี! หากท่านพี่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
หยุนลี่เซียวเป็นนักเลงหัวไม้ ทั้งยังมีนิสัยแกมโกง ปกติชอบรังแกแต่คนที่อ่อนแอกว่าและหลีกเลี่ยงผู้ที่จะทำให้ตนลำบากในภายหลังอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับหยุนลี่จงผู้เป็นบัณฑิตเจ้าสำอางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะจับไก่ เขาจึงแสดงออกถึงพละกำลังอันดิบเถื่อนของตนอย่างไม่ยั้งแรง โดยที่หยุนลี่จงไม่อาจตอบโต้จนจวนพ่ายแพ้เต็มที
“น้องสาม เจ้า…”
“พลั่ก!”
หยุนลี่จงได้แต่ยกแขนขึ้นป้องกันศีรษะของตนไว้ ยังไม่ทันกล่าวสิ่งใดกลับถูกกำปั้นชกเข้าที่ใบหน้าอีกหมัดหนึ่งจนหน้าหัน ภายในปากเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด หูอื้อไปชั่วขณะได้ยินเพียงเสียงหึ่ง ๆ
“เจ้าสาม เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ ต้องค่อยพูดค่อยเจรจา อย่าใช้กำลัง…” ชาวบ้านคนหนึ่งทนดูต่อไปไม่ไหวจึงรุดเข้ามา พยายามเกลี้ยกล่อมพลางดึงแขนหยุนลี่เซียวไปด้านหลัง
“ถุย! พี่น้องแท้ ๆ!” หยุนลี่เซียวสะบัดหน้าถ่มน้ำลายลงบนพื้น พยายามดิ้นรนอยู่ครู่เดียวก็หลุดจากการฉุดรั้ง จากนั้นจึงตะบันหมัดชกเข้าตรงข้างขมับของหยุนลี่จงอีกครั้ง “ไอ้ลูกเต่าสารเลวนี่ไม่เคยมองข้าเป็นน้องชายตัวเองเลยด้วยซ้ำ!”
ทันใดนั้นดวงตาหยุนลี่จงพลันอ่อนแสงลง ทั้งมือและเท้าอ่อนยวบจนไม่สามารถออกแรงได้อีกต่อไป จนล้มทรุดลงกองกับพื้นทันที ถึงกระนั้นหยุนลี่เซียวก็ยังไม่พอใจ เขายกเท้าเตะเข้าที่ร่างหยุนลี่จงโดยแรง ขณะที่ออกแรงถีบก็สบถด่าไปพลาง “ไอ้ลูกหมา! หากยังคิดต่อต้านไม่ให้ข้ามีชีวิตที่ดีอีก ข้าจะฆ่าเจ้าให้ตายตกไปซะ!”
“กรี๊ด!” เมื่อเห็นว่าหยุนลี่จงทรุดลงนอนกองกับพื้น แม่นางจ้าวจึงกรีดร้องลั่นด้วยความตระหนกสุดขีด “เขาฆ่าคนตาย! เขาฆ่าคนตาย!”
“น้องสาม!” หยุนลี่เต๋อรีบก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปคว้าหยุนลี่เซียวที่โกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำเอาไว้ก่อนลากออกไปด้านข้าง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำหม่นขณะตะคอกถามเพื่อเรียกสติ “พอได้แล้ว! รู้ตัวหรือไม่ว่าทำสิ่งใดลงไป!”
“เหตุใดข้าจะไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป?!” หยุนลี่เซียวถลึงตาโพลงอย่างดุร้าย ลำคอปรากฏเส้นเลือดที่ปูดโปนขึ้นจากการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนกล้ามเนื้อเครียดเกร็งไปทุกส่วน เขาชี้นิ้วไปยังหยุนลี่จงที่นอนแน่นิ่งสภาพอ่อนปวกเปียก “ท่านควรจะถามไอ้สารเลวนั่นเสียมากกว่าว่าก่อนหน้านี้มันทำอะไรลงไป! มันต้องการให้ข้าตาย! เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะปล่อยให้มันมีชีวิตที่สุขสบายได้อย่างไร?!”
“เจ้าสาม! พูดจาเหลวไหลไปกันใหญ่แล้ว!” ผู้เฒ่าหยุนค่อย ๆ เดินกระย่องกระแย่งเข้ามาพร้อมตวาดลั่น ใบหน้าจากแดงก่ำแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“เหลวไหลงั้นรึ?!” หยุนลี่เซียวแค่นเสียงและพยายามดิ้นรนเพื่อให้เป็นอิสระ ทว่าไม่อาจต้านทานแรงช้างสารของหยุนลี่เต๋อที่มากกว่าตนเองได้ จึงทำได้เพียงคลายความเครียดเกร็งตามเนื้อตัวออก “ได้! เช่นนั้นพวกเรามาพูดความจริงกันต่อหน้าฝูงชนทั้งหมดที่นี่…”
“หุบปาก!” สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนแปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง เขากระแทกด้ามไม้เท้าลงกับพื้นโดยแรง จากนั้นจึงออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้ารอง พาตัวไอ้ลูกทรพีผู้นี้กลับเข้าบ้านไปซะ!”
“หึหึ… หากไม่ทำสิ่งใดผิดไยต้องกลัวภูตผีมาเคาะประตูเรียก?! เรื่องชั่วช้าผิดมโนธรรมที่พี่ใหญ่ทำลงไปก็เพียงพอที่จะทำให้เขาตกนรกหมกไหม้สิบแปดขุมไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแล้ว!” หยุนลี่เซียวแค่นเสียงสาปแช่งกลั้วหัวเราะอย่างเย็นชา
“ทำให้มันหุบปากเดี๋ยวนี้!” ใบหน้าผู้เฒ่าหยุนซีดเผือด เขาพยายามข่มกลั้นอารมณ์โทสะของตนอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์เสื่อมเสีย “รีบหามเจ้าใหญ่กลับเข้าห้องซะ เชิญหมอมารักษาเขาแล้วปิดประตูให้แน่นหนา!”