ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 324 ชายชรา
ตอนที่ 324 ชายชรา
ตอนที่ 324 ชายชรา
ประตูบ้านหลังเก่าของตระกูลหยุนถูกปิดสนิท บริเวณหน้าประตูยังคงมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มีนิสัยสอดรู้สอดเห็นถือชามข้าวไว้ในมือ พลางชะเง้อมองเข้าไปเพื่อดูเรื่องครึกครื้น
“เกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่? เจ้าสามเสียสติไปอีกแล้วรึ!?”
“ข้าเองก็ไม่ได้หูฝาดไป ทว่าเหตุใดจึงไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดครู่นี้เอาเสียเลยนะ?”
“หมายความว่าอย่างไรกัน? นายท่านบัณฑิตต้องการให้เขาตายตกไปซะ จะเป็นไปได้อย่างไร? ต่อให้มีความขัดแย้งกันอย่างไรพวกเขาก็เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ”
“เจ้าสามผู้นี้เป็นคนสัตย์จริงเสียตั้งแต่เมื่อใด? ในสิบส่วนเขาคุยโวโอ้อวดพล่ามเรื่องราวเหลวไหลไปแล้วถึงแปดส่วน อีกอย่างพี่ใหญ่ของเขาเป็นถึงบัณฑิตเชียว จะมีความคิดต่ำทรามเช่นนั้นได้อย่างไร?”
“นายท่านซิ่วไฉ่อาจทำเช่นนั้นจริงก็เป็นได้ ครู่นี้เจ้าไม่เห็นสีหน้าของผู้เฒ่าหยุนหรอกรึ? เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้สึกผิดเช่นกัน จุ๊จุ๊… ข้าว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำใดบางอย่างเป็นแน่ มิฉะนั้นพวกเขาจะปิดประตูแน่นหนาถึงเพียงนี้ไปไยกัน?”
ผู้คนซึ่งอยู่ด้านนอกประตูต่างคาดเดาเรื่องราวกันไปต่าง ๆ นานา ยิ่งตระกูลหยุนพยายามปิดบังเพียงใด ยิ่งเพิ่มความสงสัยใคร่รู้ให้กับพวกเขามากขึ้น
บริเวณลานบ้าน
หยุนลี่จงถูกหามเข้าไปในห้องฝั่งปีกตะวันออก แม่นางจ้าวควานหาเงินให้กับซานหลางหลายเหรียญเพื่อใช้ให้เขารีบไปตามหมอหลี่หลางจงมาที่นี่โดยเร็ว ส่วนหยุนลี่เต๋อกึ่งแบกกึ่งหามหยุนลี่เซียวให้ขึ้นไปสงบสติอารมณ์ในห้องชั้นบน แม่นางซื่อและลูกสาวทั้งสองคิดกลับไปพักผ่อนชั่วคราวที่ห้องฝั่งปีกตะวันตก แต่กลับพบว่ามันถูกใครบางคนยึดครองไปเสียแล้ว
“อาสะใภ้สาม โต๊ะ ตู้ เตียง และเก้าอี้ในบ้านข้ายังไม่ถูกย้ายออกไปด้วยซ้ำ ท่านกลับฉวยโอกาสยึดเป็นห้องนอนของตัวเองไปเสียแล้ว” หยุนเชวี่ยมองไปยังผ้าปูพื้นเตียงที่ทั้งดำและสกปรกมอมแมม จึงรู้ทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือของใครอื่นนอกจากนางเฉิน
“ครอบครัวของเจ้าย้ายออกไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่แล้วมิใช่หรอกรึ?” นางเฉินหยิบยกเหตุผลมากล่าวอ้าง “อีกอย่าง พวกมันใช่จะเป็นสมบัติล้ำค่าอะไรนักหนาเสียหน่อย จะขี้งกไปไยกัน? อาสะใภ้จะได้เข้าไปเสวยสุขในเมืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสนใจเครื่องเรือนทรุดโทรมเหล่านี้ด้วยซ้ำ”
หยุนเชวี่ยจ้องหน้านางเฉินด้วยสายตาสนเท่ห์ “อาสะใภ้สาม อาสามทุบตีท่านลุงใหญ่กระทั่งอาการสาหัสถึงเพียงนั้น ท่านยังหวังว่าเขาจะพาครอบครัวของท่านเข้าไปพักอาศัยอยู่ร่วมกันในเมืองอีกหรือ?”
“เด็กน้อยอย่างเจ้าจะรู้อะไร?” นางเฉินเงยหน้ามองห้องชั้นบน จากนั้นจึงลดระดับเสียงลงพลางโน้มตัวไปกระซิบข้างหูแม่นางเหลียน “เจ้าสามเคยบอกว่าจุดอ่อนของพี่ใหญ่น่ะอยู่ในกำมือเขา ถึงอย่างไรก็ไม่มีวันจัดการกับเขาได้ เรื่องนี้ถือเป็นความลับ ห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายออกไปให้ผู้ใดรู้เชียว!”
แม่นางเหลียน…
“จุดอ่อนใดหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม หูพลันผึ่งขึ้นมาทันใด
นางเฉินเพียงส่ายหน้าพร้อมเบ้ปาก “เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่อาจล่วงรู้ เจ้าสามไม่ยอมบอกกล่าว ข้าเพียรถามเท่าใดก็เปล่าประโยชน์ อย่างไรเสียต่อให้พี่ใหญ่มีดีเพียงใดก็ไม่อาจทอดทิ้งพวกเราไว้ที่นี่เพียงลำพัง”
หยุนลี่จงมีจุดอ่อนใดบ้างให้หยุนลี่เซียวยึดเอาเป็นข้อได้เปรียบเหนือกว่า เกรงว่าสมาชิกในครอบครัวตระกูลหยุนทั้งหมดคงมีเพียงนางเฉินผู้โง่งมเท่านั้นที่ไม่รู้ คนอื่น ๆ ต่างรู้เรื่องราวเป็นอย่างดีกันทั้งสิ้น
‘หากนางรู้เข้าภายหลังว่าถูกคนหน้าซื่อใจคดเช่นสามีตนเองปิดบังและหลอกลวงมาโดยตลอด เห็นทีคงรู้สึกแย่ไม่น้อย จริงหรือไม่?’ หยุนเชวี่ยนึกคิดภายในใจก่อนกล่าวออก “แล้ววันนี้เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่เล่า? เหตุใดอาสามจึงทุบตีลุงใหญ่?”
“เกรงว่าเขาคงเมามายจนเสียสติมากกว่าทุกครั้งกระมัง” นางเฉินตอบส่งเดชอย่างไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย “เขาไม่กลับมาที่บ้านนับตั้งแต่ร่ำสุราจนเมามายในวันงานเลี้ยง กระทั่งวันนี้เขากลับพุ่งเข้าประตูเรือนมาและหาเรื่องลุงใหญ่ของเจ้าโดยตรง จะว่าไปก็สมควรแล้ว ผู้ใดใช้ให้ท่านปู่ของเจ้าเลือกที่รักมักที่ชังไปเสียทุกเรื่อง เขาคงโกรธแค้นเพราะสาเหตุนี้เป็นแน่”
ขณะเดียวกัน ภายในห้องชั้นบน
ผู้เฒ่าหยุนสำลักลมหายใจอย่างรุนแรง ไม่อาจหายใจเข้าและผ่อนออกได้อย่างสะดวก บริเวณกรามลามไปถึงทั้งใบหน้าสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือด เขานั่งอยู่ข้างเตียงขณะสำลักไออย่างไม่หยุดหย่อน
“ท่านพ่อ ท่านนอนพักสักครู่เถิดขอรับ”
หยุนลี่เต๋อยื่นมือออกไปตรงหน้าหมายเข้าพยุงร่างกายผู้เป็นพ่อ ทว่ากลับถูกผู้เฒ่าหยุนห้ามปรามไว้เสียก่อน เขาจ้องเขม็งไปยังใบหน้าหยุนลี่เซียวด้วยดวงตาที่ทั้งลึกโหลราวบ่อน้ำแห้ง ก่อนพ่นคำสบถออกมาด้วยความโกรธจัด “เดรัจฉาน!”
“หากคนเช่นข้าเรียกว่าเดรัจฉาน แล้วไอ้พี่ใหญ่เล่า สมควรถูกเรียกว่าอะไร?!” ความเหี้ยมเกรียมภายในแววตาหยุนลี่เซียวยังไม่คลายลง เขาแสยะยิ้มพลางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไอ้ชาติชั่วนั่นต้องการจะฆ่าแกงข้า!”
“เขารู้ว่าข้ากุมความผิดอันน่าอัปยศที่เขาเคยทำไว้ในกำมือ จู่ ๆ เขาก็เกิดความหวาดกลัวว่าข้าอาจแพร่งพรายให้ผู้อื่นรับรู้ในสักวัน เขาจึงฉวยโอกาสตอนที่ข้าร่ำสุราอย่างหนักจนเมามายผลักข้าให้ร่วงตกลงไปในแม่น้ำ โชคดีที่ข้ายังพอมีบุญกุศลเก่าที่สั่งสมไว้อยู่บ้าง จึงยังไม่ทันตายตกกลายเป็นสัมภเวสี! ฮ่า ๆ! ทุกอย่างที่ข้าทำลงไปวันนี้ก็เพื่อแก้แค้น!”
“เหลวไหล!” ผู้เฒ่าหยุนตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด
“ตาเฒ่าหงำเหงือก! ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดปกป้องมันอีกรึ?!” ความแค้นเคืองของหยุนลี่เซียวพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด ถึงขั้นด่าทอไม่สนสถานะความเป็นบุพการีอีกต่อไป “หากจะอ้างว่าตนเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด ไอ้สารเลวนั่นก็ถูกเลี้ยงดูจนเติบใหญ่เพราะท่าน! เปรียบข้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน ลูกทุกคนของท่านก็ต้องเป็นสัตว์เช่นเดียวกัน!”
“น้องสาม!” หยุนลี่เต๋อกำหมัดแน่นกระทั่งเส้นเลือดใหญ่บนหลังมือปูดโปนแทบปริแตก หากไม่ใช่เพราะหยุนลี่เซียวมีสภาพร่างกายและผมเผ้าย่ำแย่ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นอย่างน่าสมเพช เขาคงเหวี่ยงมัดซัดหน้าอีกฝ่ายไปนานแล้ว
“หุบปากซะ!” หยุนลี่เซียวชี้หน้าหยุนลี่เต๋อ “เหตุใดท่านพ่อจึงบีบบังคับให้ท่านกลายเป็นแพะรับบาปแทนพี่ใหญ่? ท่านไม่รู้เลยเชียวรึ?!” เขาพูดพลางเปิดแขนเสื้อรุงรังขึ้นเผยให้เห็นท่อนแขนที่มีร่องรอยว่าได้รับบาดเจ็บ
หยุนลี่เต๋อนิ่งงันไป ดวงตากระตุกทันทีที่ได้เห็น
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ เขาสามารถบ่งบอกได้ทันทีว่ารอยช้ำสีคล้ำเขียวและม่วงเหล่านี้ รวมถึงรอยแผลลากเป็นทางยาวทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ล้วนเกิดจากการถูกก้อนหินในแม่น้ำชนกระแทกและขีดข่วนท่ามกลางกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
“เห็นหรือไม่?! นี่ถือเป็นหลักฐาน!” หยุนลี่เซียวตวาดพลางขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น “พี่ใหญ่ต้องการให้ข้าตาย ดีเหลือเกินที่ข้าดวงแข็งรอดพ้นความตายมาได้ นับจากนี้อย่าหวังเลยว่าเขาจะลอยนวลไปได้!”
ผู้เฒ่าหยุนจ้องมองรอยแผลบนแขนทั้งสองข้างของหยุนลี่เซียวด้วยสีหน้าตึงเครียด มือและริมฝีปากพลันสั่นระริก
หยุนลี่เต๋อพยายามกล่าวอย่างใจเย็น “วันนั้นเจ้าร่ำสุราอย่างหนักจนเกินความพอดี ผนวกกับตอนนั้นเป็นยามราตรีที่ท้องฟ้ามืดสนิท…”
“ฮึ่ม!” หยุนลี่เต๋อกล่าวยังไม่ทันจบประโยค หยุนลี่เซียวพลันแค่นเสียงอย่างเย็นชาเพื่อเป็นการตัดบท “ข้าเก็บซ่อนเอกสารที่เป็นลายมือของตาเฒ่านี่กับไอ้สารเลวนั่นไว้กับตัวทุกวี่วัน ทว่าบัดนี้มันกลับหายไปเสียแล้ว จะเป็นใครอื่นใดไปได้?! เสือถึงร้ายก็ไม่กินลูกตัวเอง แต่ตาเฒ่านี่กลับทำในสิ่งตรงข้าม ท่านต้องการให้ข้าตายตกไปซะงั้นรึ?!”
“พูดจาเหลวไหลไม่กระดากปาก!” น้ำเสียงของผู้เฒ่าหยุนแหบแห้งลง “คืนวันงานเลี้ยง พี่ใหญ่ของเจ้าไม่แม้แต่จะลงมาจากเรือนด้วยซ้ำ! เขาจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร?! เจ้าร่ำสุราอย่างหนักจนไม่ได้สติเผลอร่วงตกแม่น้ำลงไปเอง ยังมีหน้ากลับมาโวยวายทำตัวป่าเถื่อนอีก! ไอ้สารเลว!”
“เช่นนั้นเรื่องเอกสารหลักฐานที่หายไปเล่า?! ท่านจะอธิบายอย่างไร?!”
“กระแสน้ำอาจจะพัดพาจนมันจมหายไปก็เป็นได้!”
“ฮ่า ๆ ๆ! ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แจ้งแล้ว!” หยุนลี่เซียวเงยหน้าขึ้นพลางระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น ฉับพลันสีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม พ่นถ้อยคำที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ฟังอย่างไม่จบสิ้น “ข้ามีพยาน! มีคนเห็นว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น!”
ร่างผู้เฒ่าหยุนชะงักแข็งทื่อไปทันที
“สิ่งที่น้องสามกล่าว… เป็นความจริงหรือนี่?!” ทันทีที่หยุนลี่เต๋อกลับออกมาจากธุระทางบ้านใหญ่ แม่นางเหลียนจึงรีบเค้นถามความจริงจากเขาทันที ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวและไม่อยากเชื่อ “พี่ใหญ่ เขา…”
ในสายตาของแม่นางเหลียนแล้ว ต่อให้หยุนลี่จงเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างไร ทว่าเขาก็ร่ำเรียนวิชาจนสำเร็จขั้นบัณฑิต คนที่เป็นถึงบัณฑิตจะกระทำเรื่องโหดเหี้ยมเช่นนี้ได้อย่างไร?
“จริงหรือเท็จข้อนั้นข้ายังไม่อาจล่วงรู้ พี่ใหญ่ยังไม่ตื่นฟื้นขึ้นมา ไม่สามารถแยกแยะว่าถูกหรือผิด ทว่าน้องสามประกาศว่าเขามีพยานผู้พบเห็นเหตุการณ์ในวันนั้น” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“พยานผู้นั้นเป็นใครกันล่ะ?” แม่นางเหลียนครุ่นคิดหาทางออกอย่างตื้นเขิน “ให้ผู้ที่พบเห็นมาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นสักคำ เท่านี้เรื่องราวย่อมชัดเจนขึ้นแล้ว”
“น้องสามบอกเพียงว่าเขามีพยาน แต่เป็นตายอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ยอมบอกว่าคือผู้ใดกันแน่” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “คนรอบข้างที่เขารู้จักมักคุ้นล้วนมีแต่ชายเสเพลที่เป็นสหายร่ำสุราด้วยกันทั้งนั้น คำพูดของพวกเขาจะมีน้ำหนักเชื่อถือได้สักกี่ส่วนกันเชียว?”
“เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
“น้องสามต้องการเงินเป็นหลัก หากไม่ยินยอมจ่ายให้ เขาจะนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตัดสินลงโทษพี่ใหญ่ จนท่านพ่อต้องยื้อเวลาไว้เสียก่อน รอจนกว่าพี่ใหญ่จะตื่นฟื้นขึ้นค่อยถามไถ่เอาผิดกันต่อไป” หยุนลี่เต๋อโคลงศีรษะอย่างจนปัญญาจะช่วยเหลือฝ่ายใด
“จะว่าไปแล้ว น้องสามยังโลภมากต้องการเงินไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอยู่เรื่อย หากเขายังหยิบยกเรื่องต่าง ๆ มาข่มขู่เช่นนี้ต่อไป เห็นทีเงินที่ได้รับเป็นค่าสินสอดทองหมั้นของชิ่วเอ๋อคงร่อยหรอลงในไม่ช้า ข้าไม่เคยพบเห็นลูกชายที่ล้างผลาญครอบครัวถึงเพียงนี้มาก่อนเลย…”
หากจะตัดสินว่าแม่นางเหลียนมีอคติต่อหยุนลี่เซียวก็ไม่ถูกทั้งหมดเสียทีเดียว ต้องโทษที่ตัวของหยุนลี่เซียวเองด้วยที่มีอุปนิสัยเกียจคร้านเสเพล ประพฤติตนนอกรีตอยู่เสมอ ทั้งยังไม่เคยวางตนอยู่ในครรลองที่ถูกที่ควร ทำให้คนรอบข้างได้รับความอึดอัดคับข้องใจอยู่บ่อยครั้ง หากเรื่องที่เขากล่าวเป็นความจริงแล้วไม่มีผู้ใดเชื่อสักคน เขาจะโทษผู้ใดได้ในเมื่อตนไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่แรก