ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 325 ข่าวดีจากเมืองหลวง
ตอนที่ 325 ข่าวดีจากเมืองหลวง
ตอนที่ 325 ข่าวดีจากเมืองหลวง
ใช่ว่าหยุนลี่จงเจ็บหนักจนไม่ตื่นฟื้นขึ้นเลยตลอดทั้งคืน ทว่าเป็นเพราะเขาหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะลืมตาตื่น
รอจนกระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืน เสียงความเคลื่อนไหวภายในเรือนและห้องชั้นบนจึงเงียบหายไป หยุนลี่จงพยายามคลำหาบางสิ่งท่ามกลางความมืดมิด ก่อนยกแก้วน้ำขึ้นดื่มด้วยความกระหาย จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยับเอนกายลงพิงพนักหัวเตียง มือข้างหนึ่งลูบไปตามบาดแผลบนใบหน้าแล้วก็ต้องกัดฟันแน่น เขาสูดปากด้วยความเจ็บปวดหันไปกระซิบกับแม่นางจ้าว
“ก่อนหน้านี้เจ้าบอกไม่ใช่หรือ… ว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาดแน่?!”
ภายในความมืดยามค่ำคืน เสียงของแม่นางจ้าวดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกระคนโหดเหี้ยม “คืนนั้นข้าเห็นเขาเมาสลบไสลนอนนิ่งอยู่ริมแม่น้ำจริง ถึงได้ลงมือลากเขาลงไปในแม่น้ำ ในเมื่อไม่ได้สติเช่นนั้นแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไร…”
“บริเวณโดยรอบมีผู้อื่นอยู่ด้วยหรือไม่?!”
“ไม่ ข้ากวาดสายตามองสำรวจโดยรอบไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งนั้น” แม่นางจ้าวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เวลานั้นเขาแน่นิ่งประหนึ่งคนตาย ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบสนองด้วยซ้ำ”
“ข้ากำชับนักหนาแล้วมิใช่หรือ?! เก็บกวาดให้เรียบร้อย อย่าได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในภายหลัง ข้าเตือนแล้วใช่หรือไม่ว่าห้ามเกิดปัญหาขึ้นเด็ดขาด!” หยุนลี่จงกัดฟันกรอด “สุดท้ายแล้วไอ้หมาบ้านั่นก็ยังไม่ตาย ทั้งยังกัดไปทั่วไม่เลือกหน้า เป็นเช่นนี้แล้วเจ้าว่าจะจัดการอย่างไรล่ะ!”
“ข้า… ข้าจะล่วงรู้ถึงขั้นนั้นได้อย่างไร?! เพียงเท่านี้ข้าก็กลัวจะตายอยู่แล้ว!” วันนั้นแม่นางจ้าวคิดกำจัดหยุนลี่เซียวอีกวิธีหนึ่ง คือใช้หินก้อนใหญ่ทุ่มทุบเขาจนตายแล้วจึงผลักศพลงน้ำไป ทว่าจนแล้วจนรอดนางกลับไม่กล้าลงมือถึงขั้นนั้น ทั้งยังกลัวเหลือเกินว่าจะมีคนผ่านมาพบเห็น จึงรีบร้อนจัดการทั้งที่อกสั่นขวัญแขวน
“ทำไม่สำเร็จยังพอทน กลับทำแล้วล้มเหลวกระทั่งเรื่องบานปลายถึงเพียงนี้!” หยุนลี่จงสบถ
“ที่ข้ายอมทำลงไปก็เพื่อท่านทั้งนั้น! ใครจะรู้ว่าการเอาชีวิตคนมันช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก” แม่นางจ้าวตัดพ้อด้วยความรู้สึกผิดเป็นที่ยิ่ง “เขายังประกาศอีกด้วยว่ามีพยานพบเห็น ถึงกระนั้นกลับไม่ยอมปริปากว่าเป็นผู้ใด เขาต้องปั้นน้ำเป็นตัวหลอกเราเป็นแน่ หวังให้เราร้อนตัวและยอมจำนน แต่ถึงอย่างไรเสียบัดนี้เอกสารหลักฐานก็ไม่อยู่กับตัวเขาแล้ว”
หยุนลี่จงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาใช้แขนพยุงร่างเพื่อเอนกายนอนลง ก่อนพลิกตัวนอนตะแคงหันหลังให้แม่นางจ้าว แสดงออกชัดถึงอารมณ์ขึ้งโกรธพร้อมพ่นลมออกจากจมูกโดยแรง “ต่อจากนี้ไปเจ้าหุบปากไว้ให้สนิทซะ!”
“ท่านพี่…”
“หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยคงหมดความหวังจะได้เข้าสู่วันชื่นคืนสุข เราทั้งสองคนจะต้องเข้าไปนอนในคุก จำเอาไว้!”
แม่นางจ้าวเม้มริมฝีปากสนิททันที
สองสามีภรรยาเตรียมตัวยืนกรานแก้ตัวไปในทางเดียวกัน วันรุ่งขึ้นบ้านหลังเก่าของตระกูลหยุนยังคงปิดประตูแน่นหนา สมาชิกทุกคนเผชิญหน้ากันอย่างจริงจัง ไม่ว่าหยุนลี่เซียวจะอาละวาดหรือสาปแช่งด้วยถ้อยคำร้ายกาจเพียงใด หรือใช้กลเม็ดตุกติกใดมาข่มขู่ หยุนลี่จงก็ยังคงรักษาท่าทีนิ่งสงบ
หยุนลี่เซียวยังคงโวยวายลั่นราวสุนัขบ้า ข่มขู่ว่าจะนำเรื่องราวไปโพนทะนาแก่ชาวบ้านให้ได้รับรู้ทั่วกันว่าหยุนลี่จงเคยติดหนี้บ่อนพนันในเมืองจำนวนมหาศาล กระทั่งผู้เฒ่าหยุนต้องออกโรงช่วยเหลือโดยการบีบให้ลูกชายคนรองของตระกูลกลายเป็นแพะรับบาป ทั้งยังพูดจาหว่านล้อมจนผู้เฒ่าหยุนยอมขายที่ดินผืนสุดท้ายเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายปรนเปรอความสุขของตนเอง
“น้องสาม ข้าขอถามเจ้ากลับบ้างเถิด หากเจ้ากล่าวว่ามีคนพบเห็นขณะที่ข้าทำร้ายเจ้า เช่นนั้นก็ให้คนผู้นั้นออกมาอธิบายเสียว่าเขาเห็นข้าที่ใด และข้าลงมือทำร้ายเจ้าอย่างไรบ้าง?” หลังจากนิ่งฟังถ้อยคำของหยุนลี่เซียวอยู่พักใหญ่ หยุนลี่จงก็เกือบจะสรุปได้แล้วว่าหลักฐานที่อีกฝ่ายหยิบยกมาข่มขู่นั้นเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ไร้มูลเท่านั้น
หยุนลี่เซียวยังคงยืนกราน “หากไม่ใช้เจ้าที่ลอบทำร้ายข้า เช่นนั้นเอกสารหลักฐานจะหายไปจากตัวข้าได้อย่างไร?!”
“บางทีขณะที่เจ้าพลัดตกลงไปในแม่น้ำ ไม่แน่ว่าอาจถูกกระแสน้ำพัดพาจนลอยหายไปก็เป็นได้” หยุนลี่จงตอบกลับอย่างไร้ท่าทีตื่นตระหนกลุกลี้ลุกลนโดยสิ้นเชิง สีหน้าและน้ำเสียงราบเรียบประหนึ่งตนไม่ได้ทำสิ่งใดผิด “แต่ถึงกระนั้นในฐานะพี่ชายคนโต ข้าไม่มีทางผิดคำสัตย์สาบาน สิ่งใดที่พึงควรจะเป็นของเจ้า ในอนาคตพี่ใหญ่ผู้นี้จะจัดสรรให้เจ้ามิได้ขาด”
“หึหึ” หยุนลี่เซียวจ้องเขม็งด้วยสายตาแข็งกร้าว “หากข้ายังเชื่อเจ้า ข้าก็คงไม่ต่างจากผี!”
“เฮ้อ…” หยุนลี่จงถอนหายใจอย่างนึกจนปัญญา “ข้าพูดด้วยความสัตย์จริงเจ้ากลับไม่ยอมเชื่อข้า ครั้นให้เจ้าไปหาพยานผู้นั้นมาบอกเล่าเหตุการณ์ เจ้าก็ไม่ยอมทำอีก น้องสาม เป็นเช่นนี้แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?”
หยุนลี่เซียวไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์จริงดังคำที่กล่าวอ้าง ทว่าจิตใต้สำนึกเชื่อมั่นเหลือเกินว่าคนร้ายจะต้องเป็นหยุนลี่จงเป็นแน่ หากไม่แล้วเรื่องราวจะบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร? เหรียญเงินสองสามเหรียญที่อยู่กับตัวเขายังอยู่ครบ แล้วเอกสารหลักฐานซึ่งเป็นเพียงกระดาษสองแผ่นจะสูญหายไปดื้อ ๆ อย่างไรได้?!
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดทั้งนั้น” หยุนลี่เซียวกลอกตา “ข้าเพียงต้องการเรียกร้องความยุติธรรมจากท่านพ่อ และจ่ายเงินจำนวนสองร้อยห้าสิบตำลึงให้กับข้าดังที่รับปากไว้ในตอนแรกเสีย อย่าบีบบังคับให้ข้าเหลืออดจนต้องฉีกหน้าพวกท่าน!”
ทันทีที่เขาเอ่ยถึงเรื่องเงิน แม่เฒ่าจูพลันเดือดร้อนขึ้นมาทันใดประหนึ่งถูกเหยียบหาง นางถลึงตาโพลงพร้อมก่นด่าหยุนลี่เซียว “ไอ้สัตว์เดรัจฉาน มีดฟันแทงนับพันครั้งกลับไม่ยอมตาย! เหตุใดไม่เอาชีวิตของข้าไปเสีย! ใคร่เรียกร้องโวยวายอย่างไรก็ทำต่อไปเถอะ! ข้าจะถือเสียว่าชีวิตนี้ไม่เคยให้กำเนิดคนเช่นเจ้า ต่อไปนี้เจ้าไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตระกูลหยุนอีก!”
แม่เฒ่าจูผุดลุกขึ้นจากเตียงก่อนปรี่เข้าหาหยุนลี่เซียวทั้งที่ไม่ทันสวมใส่รองเท้า นางรวบรวมพละกำลังผลักไสหยุนลี่เซียวให้ออกไปนอกประตูห้อง “ออกไปซะ! ขอสวรรค์ดลบันดาลส่งสายฟ้าผ่าลงมาฆ่ามันให้ตายตกไปซะ!”
ผู้เฒ่าหยุนเพียงมองดูเหตุการณ์อย่างนิ่งสงบไม่คิดห้ามปรามแต่อย่างใด
หยุนลี่เซียวตกตะลึงนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ขณะที่ถูกผลักออกไปนอกธรณีประตูจึงได้สติคืนกลับมาและระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่น “พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกันทำลายชีวิตข้าเพียงเพราะเงินสองร้อยกว่าตำลึงกระนั้นรึ?! ดี! ดี! ช่างเป็นบุพการีที่ประเสริฐยิ่งนัก! รอข้าประเดี๋ยวเถิด!”
ริมฝีปากผู้เฒ่าหยุนกระตุกทันควัน
หยุนลี่เซียวทิ้งทวนด้วยการชี้นิ้วไปยังประตูห้องชั้นบน จากนั้นจึงพุ่งตัวออกจากเรือนไปด้วยความโกรธแค้นถึงขีดสุด
“ท่านพ่อ…” หยุนลี่จงเห็นท่าทีของหยุนลี่เซียวที่พร้อมทำทุกหนทางให้พวกเขาตายกันไปข้าง สีหน้าที่เคยสุขุมเยือกเย็นเมื่อครู่พลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความตื่นตระหนกและลนลานหาใดเปรียบ “ข้าเกรงว่าคราวนี้น้องสามคงเสียสติไปจริง ๆ เสียแล้ว ท่านพ่อ พวกเราควรตามไประงับสติอารมณ์ของเขาลงก่อนดีหรือไม่…”
“ลมที่ผายออกยังมีประโยชน์เสียกว่า!” ผู้เฒ่าหยุนยังไม่ทันกล่าวคำใด แม่เฒ่าจูกลับสบถสาปแช่งแทรกขึ้นเสียก่อน นางตะโกนออกไปทางประตู “ทำตัวชั่วช้าสารเลวถึงเพียงนั้น ยังบังอาจหน้าด้านทนขอเงินจากข้าสองร้อยตำลึง! ต่อให้ข้าตายตกไปจากโลกนี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้รับ!”
“ท่านแม่ เงินทองนับเป็นของนอกกาย อีกอย่างวันชื่นคืนสุขของท่านแม่ก็ใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว…” หยุนลี่จงรีบเกลี้ยกล่อมด้วยความร้อนรน
“ฮึ่ม! วันชื่นคืนสุขงั้นรึ?!” แม่เฒ่าจูเพียงใช้หางตาชำเลืองมองหยุนลี่จงพลางแค่นเสียงฮึดฮัด “ข้าไม่คาดหวังความกตัญญูจากเจ้าอีกต่อไป จนถึงตอนนี้ยังไม่มีจดหมายจากทางการแม้แต่ฉบับเดียวส่งกลับมา เงินก้อนนี้ถือเป็นบำนาญเลี้ยงดูชีวิตของข้าและท่านพ่อของเจ้าในยามแก่เฒ่า ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าหวังจะได้แตะต้องเป็นอันขาด!”
หยุนลี่จงกล่าวคำใดไม่ออก ใบหน้าแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นก่อนหันไปทางผู้เฒ่าหยุนเพื่อขอความช่วยเหลือ “ท่านพ่อ…”
“เจ้าไปหาเจ้ารองเสีย บอกให้เขาช่วยควบคุมเจ้าสามไว้ให้ดี” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจออกอย่างอ่อนแรงพร้อมโบกมือ “ข้าชราภาพเหลือเกินแล้ว ไม่มีกำลังเพียงพอที่จะหยุดยั้งเขาได้อีก”
จิตใจของผู้เฒ่าหยุนอ่อนปวกเปียกเต็มทน ผนวกกับหลายวันมานี้ยังไม่มีแม้แต่ตัวแทนจากทางการที่เข้ามายังหมู่บ้านเพื่อประกาศข่าวดีใด ๆ เวลานี้บ้านตระกูลหยุนไม่หลงเหลือสมบัติใด ๆ แล้ว เงินตราที่มีอยู่นั้นเหลือเพียงน้อยนิด หากหยุนลี่เซียวยังก่อเรื่องข่มขู่รีดไถเอาเงินเช่นนี้ต่อไป เห็นทีคงเผชิญกับความสิ้นหวังอย่างแท้จริงแล้ว
ในเมื่อหยุนลี่จงไม่อาจสอบบรรจุรับราชการเป็นขุนนางได้ เช่นนั้นควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ลงทุนหาลู่ทางทำกินต่อไป อนาคตรุ่นลูกรุ่นหลานจะได้ไม่ต้องทนลำบากเรื่องอาหารการกินหรือเครื่องนุ่งห่มอีก
หยุนลี่จงไม่มีทางเลือกอื่น ด้วยความกลัวว่าหยุนลี่เซียวจะขาดสติยั้งคิดโดยสมบูรณ์และนำเรื่องไปโพนทะนาให้คนนอกรับรู้ทั่วกันจนเสื่อมเสียเกียรติ เขาจึงรีบเร่งเดินทางไปยังบ้านใหม่ของครอบครัวรองซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านอย่างร้อนรน ครั้นมาถึงหน้าบ้านของหยุนลี่เต๋อแล้วจึงได้ยินเสียงตีฆ้องดังกังวานขึ้น
เจ้าหน้าที่จากทางการผู้เป็นตัวแทนรายงานข่าวดีจากเมืองหลวงเดินทางมาถึงแล้ว!
ทันทีที่คนผู้นั้นย่างกรายเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างกรูกันออกมาดูและเข้าไปรุมล้อมเขา ทว่าหน้าอกของหยุนลี่จงกลับรู้สึกราวถูกบีบรัดแน่น สีหน้าที่ย่ำแย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งบิดเบี้ยวลงไปอีก ยังไม่ทันตะโกนเรียกหยุนลี่เต๋อ หยุนเชวี่ยซึ่งได้ยินเสียงตีฆ้องก็รีบเปิดประตูออกมาเมียงมองทันที
“ท่านลุงใหญ่นี่เอง?” หยุนเชวี่ยเดินออกมาจากเรือนพลางชะเง้อมองไปทางถนนทางเข้าหมู่บ้าน “คนเหล่านั้นสวมเสื้อคลุมคล้ายเจ้าหน้าที่ทางการไม่มีผิด พวกเขามาที่นี่เพื่อรายงานข่าวดีจากเมืองหลวงกระนั้นหรือเจ้าคะ?”
“ท่านพ่อของเจ้าไม่อยู่รึ?” หยุนลี่จงขมวดคิ้ว หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนั้น
“ท่านพ่อของข้าขึ้นไปบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้านแต่เช้าตรู่แล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบพลางเปิดรั้วหน้าบ้านและเดินออกไปสองถึงสามก้าว ก่อนตะโกนลั่นด้วยความยินดี “เขามารายงานข่าวดีจริง ๆ ด้วย! เจ้าหน้าที่ทางการเดินทางมาถึงแล้ว! หมู่บ้านของเราต้องมีผู้ที่สอบได้เป็นขุนนางอย่างแน่นอน!”
“ผู้ใดสอบเป็นขุนนางได้รึ? หรือว่าเป็น…” หยุนเยี่ยนได้ยินเช่นนั้นจึงวิ่งออกมาจากเรือนบ้าง แต่แล้วกลับพบว่าหยุนลี่จงยืนรีรออยู่หน้าประตูเรือนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก นางจึงรีบเปลี่ยนคำพูดของตนทันใด “ท่านลุงใหญ่ เห็นทีเจ้าหน้าที่ผู้รายงานข่าวดีอาจกำลังมุ่งตรงไปทางบ้านตระกูลหยุนกระมัง…”