ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 326 ล้มเหลว
ตอนที่ 326 ล้มเหลว
ตอนที่ 326 ล้มเหลว
เจ้าหน้าที่ผู้มาประกาศข่าวดีถูกบรรดาชาวบ้านแห่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังไปตลอดทาง
พลันใดนั้นก็มีใครคนหนึ่งตะโกนถาม “ท่านเจ้าหน้าที่ขอรับ ในหมู่บ้านของเรามีบัณฑิตผู้มีความรู้เพียงสองคน คือลูกชายคนโตของตระกูลหยุน และเสี่ยวซิ่วไฉ่จากตระกูลเฟิง ขุนนางใหม่ในที่นี้คือบัณฑิตคนใดกัน?”
บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยความปีติยินดี บัณฑิตผู้ซึ่งสามารถสอบเข้าเป็นขุนนางได้ล้วนแล้วแต่ได้สวมใส่เสื้อคลุมลายมังกรและหงส์ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจได้รับการเลื่อนขั้นและเปลี่ยนไปใส่เสื้อคลุมลายเมฆก็เป็นได้ เจ้าหน้าที่ตัวแทนรัฐมีสีหน้ายิ้มแย้มประหนึ่งเป็นผู้รับแจ้งข่าวดีเสียเอง เขาป่าวประกาศข่าวดีต่อไป “เป็นคนของตระกูลเฟิง คนตระกูลเฟิงสอบผ่านได้เป็นขุนนางชั้นต้น พวกท่านโปรดอำนวยความสะดวกและช่วยนำทางข้าไปยังบ้านของเขาด้วย”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนพลันดังเซ็งแซ่
“เสี่ยวซิ่วไฉ่แห่งตระกูลเฟิงสอบได้เป็นขุนนางแล้ว!”
“เหตุใดเจ้ายังเรียกขานเขาว่าซิ่วไฉ่อีกเล่า?! ถึงเวลานี้ควรเปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่เป็นท่านใต้เท้าจึงจะเหมาะสม!”
“นี่เป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนัก! หมู่บ้านของเรามีคนที่เก่งกาจถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่?!”
“หวังหลี่เจิ้งต้องยังไม่รู้ข่าวคราวนี้เป็นแน่! เร็วเข้า! รีบไปรายงานข่าวดีนี้ให้เขาทราบเสีย!”
เด็กหลายคนวิ่งแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง บางส่วนรีบวิ่งไปยังบ้านตระกูลเฟิง และบางส่วนวิ่งไปยังบ้านของหวังหลี่เจิ้งเพื่อแจ้งข่าวสาร เรื่องราวมงคลเช่นนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่พวกเขาจะได้รับรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ
บ้านหลังใหม่ของหยุนเชวี่ยตั้งอยู่ไม่ไกลจากปากทางเข้าหมู่บ้านนัก ทำให้ได้ยินถ้อยคำทุกประการอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นกล่าวถึงเฟิงซิ่วไฉ่เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่มีการเอ่ยถึงบัณฑิตมากพรสวรรค์จากตระกูลหยุนแต่อย่างใด บรรยากาศหน้าเรือนจึงเงียบงัน เต็มไปด้วยความอึดอัดที่แผ่ปกคลุม
หยุนเยี่ยนก้มหน้าลงพร้อมเม้มริมฝีปากแน่น
หยุนลี่จงรู้สึกอับอายและโกรธาเป็นที่ยิ่ง เขาสะบัดแขนเสื้อพลางหมุนกายจากไปทั้งที่ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด ทว่าเขาเดินห่างออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น และจำต้องเปลี่ยนเส้นทางเสียใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงชาวบ้านที่ยังรวมกลุ่มกันพูดคุยเสียงดังอยู่ด้านหน้า
“ครั้งนี้ท่านลุงใหญ่ก็สอบไม่ผ่านอีกเช่นเคย…” หยุนเยี่ยนรอจนกระทั่งอีกฝ่ายเดินหายลับไปจึงกระซิบเสียงแผ่ว
“หลายครั้งก่อนหน้าก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดมิใช่หรอกหรือ?” หยุนเชวี่ยไม่รู้สึกผิดหวังหรือแปลกใจอะไรแม้แต่น้อย ครู่นี้นางเฝ้าสังเกตสีหน้าของหยุนลี่จง นอกจากความอับอายระคนขึ้งโกรธแล้วก็ไม่มีอารมณ์อื่นใดอีก
หากกล่าวให้ชัดเจนก็คือ หยุนลี่จงรับรู้ผลลัพธ์ที่พึงเป็นตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าการสอบในครั้งนี้ต้องล้มเหลวอีกตามเคย เรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายมากนัก ทว่าที่แปลกก็คือเหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงเอาแต่หลอกตัวเองและผู้เฒ่าหยุนอยู่เรื่อยมาว่าจะต้องสอบผ่านอย่างแน่นอน?
“เกรงว่าท่านปู่ของพวกเราต้องอาการทรุดลงอีกเป็นแน่แท้” หยุนเยี่ยนพูดพลางถอนหายใจ
…
คนทั้งหมู่บ้านต่างเบียดเสียดกันเดินไปยังบ้านตระกูลเฟิงเพื่อร่วมแสดงความยินดี พลังกายอันล้นเหลือของพวกเขาแทบจะทำให้ธรณีประตูทรุดพังลง ตรงกันข้ามกับบ้านตระกูลหยุนที่ปกคลุมไปด้วยความเงียบงันและโศกเศร้า
“พวกเจ้าหน้าที่ทางการมุ่งหน้าไปที่บ้านตระกูลเฟิงแล้วรึ?”
“ท่านพ่อ พวกเขาเดินทางเข้ามารายงานข่าวดีจากเมืองหลวง ครั้นเสร็จภารกิจก็กลับออกไปแล้ว”
“มีรายชื่อของเจ้าใหญ่หรือไม่?”
“หมู่บ้านของเรามีผู้สอบผ่านขั้นบัณฑิตเพียงสองคน ทว่าพวกเขากลับเดินทางไปรายงานข่าวดีที่บ้านตระกูลเฟิงเท่านั้น ฉะนั้นแล้วจะเป็นอื่นใดไปได้ นอกจากพี่ใหญ่สอบไม่ผ่านอีกคราแล้ว!”
“อีกแล้ว… เขาล้มเหลวอีกแล้วหรือ?”
“ข้าไม่เข้าใจเอาเสียเลย เขาเพียรเข้าสอบหลายครั้งหลายหนเป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว ไม่เคยมีสักหนที่สามารถสอบผ่านและนำเกียรติมาสู่วงศ์ตระกูล” นางเฉินยืนอยู่กลางลานบ้าน ริมฝีปากเบะออกเพราะความผิดหวังอย่างสุดซึ้ง นางจงใจทอดถอนหายใจหวังให้เสียงนี้ดังไปถึงห้องฝั่งปีกตะวันออก “ชีวิตที่สุขสบายอย่างนั้นหรือ? คงไม่มีความหวังอีกต่อไปแล้ว”
ประตูห้องปีกตะวันออกปิดสนิทลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าหยุนลี่จงหายไปไหนตลอดทั้งช่วงเช้ายันช่วงเวลาอาหารมื้อเที่ยงเขาก็ยังไม่กลับเข้ามา แม่นางจ้าวยังคงเก็บตัวนิ่งเงียบอยู่ในห้อง ไม่กล้าออกมาสู้หน้าผู้ใดทั้งนั้น
“ข้าพูดไว้แล้วใช่หรือไม่?! ข้าพูดไว้ก่อนหน้านี้แล้วไม่มีผิด! ข้าไม่คาดหวังในตัวเขาอีกต่อไป! เจ้าลูกขี้แพ้ ข้าอุตส่าห์เสียเงินส่งเสียให้เจ้าร่ำเรียนเพียงใดกระทั่งทรัพย์สมบัติของตระกูลสูญสิ้น ยังมีหน้าพูดพล่ามสัตย์สาบานว่าจะกตัญญูต่อข้า ถุย!” ทันทีที่แม่เฒ่าจูรับรู้ว่าหยุนลี่จงสอบไม่ผ่านอีกครั้ง นางจึงได้แต่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงและเปล่งเสียงก่นด่าสาปแช่งหยุนลี่จงตลอดทั้งช่วงเช้า
“เจ้าใหญ่? แล้วเจ้าใหญ่อยู่ที่ใดเล่า?” ผู้เฒ่าหยุนฉวยคว้าไม้เท้าเดินยักแย่ยักยันออกไปทางประตูเรือน เมื่อเงยหน้ามองเบื้องบนกลับพบเพียงภาพใบไม้ที่ปลิดปลิวร่วงหล่น ต้นไม้ใบหญ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้งเหี่ยวเฉา ให้ความรู้สึกอ้างว้างและน่าเวทนาอย่างยิ่ง
“ข้ายังไม่เห็นแม้แต่เงาของเขา คงไม่มีหน้าหวนกลับมาให้อับอายแล้วกระมัง!” นางเฉินเฝ้าคอยอยู่ทุกวันคืน คาดหวังเหลือเกินว่าในที่สุดจะได้สัมผัสกับแสงสว่างที่หยุนลี่จงเป็นผู้นำมาให้ จากนี้จะได้ย้ายเข้าไปเสวยสุขในเมืองให้คนรับใช้คอยปรนนิบัติพัดวี แต่แล้วความฝันอันแสนหวานกลับล่มสลายลงไม่เหลือชิ้นดี จำต้องตกอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นไร้ความสุขดังเดิม นางชักสีหน้าพร้อมบ่นพึมพำ “หนำซ้ำยังยืนยันนักหนาว่าครั้งนี้เขาสามารถสอบผ่านได้เป็นขุนนางแน่ เขาหลอกลวงพวกเรามาโดยตลอด เห็นทีคงไม่ตั้งใจอ่านตำราด้วยซ้ำ ดูซิ… ตระกูลเฟิงในตอนนี้รุ่งเรืองเพียงใด”
ผู้เฒ่าหยุนยังยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเรือน ดวงตาหม่นแสง ใบหน้าหมองหม่นและซีดเผือด สีหน้าฉายชัดถึงความผิดหวัง
ล้มเหลวอีกแล้ว…
‘เจ้าบอกว่ามีการเรียกเก็บเงินเพื่อเปิดเผยแนวข้อสอบมิใช่หรือ? ลงทุนถึงขั้นนี้แล้วยังผิดพลาดอีกได้อย่างไร? เหตุใดเจ้าจึงสอบไม่ผ่านอีกแล้ว? ต้องรอคอยความสำเร็จต่อไปอีกกี่ปี? เพียงสามปีเกรงว่ากระดูกและร่างกายของข้าคงไม่อาจอยู่รอกระทั่งวันนั้นมาถึงด้วยซ้ำ’
โครม!
นางเฉินยิ่งครุ่นคิดเรื่องนี้มากเพียงใดก็ยิ่งโมโหนัก นางโยนกระบวยน้ำกระแทกเข้ากับฝาปิดโอ่งน้ำ ก่อนยกแขนขึ้นเท้าสะเอวและตะโกนต่อว่าไปทางห้องฝั่งปีกตะวันออกอย่างไม่เกรงใจอีกต่อไป “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้ใหญ่! เยื้องย่างออกมาจากห้องหับของตนได้แล้ว ช่วยข้าจัดการงานบ้านงานเรือนเสียที ยังถือตนว่าเป็นฮูหยินของขุนนางใหญ่อีกหรืออย่างไรกัน? เห็นข้าเป็นคนรับใช้หรืออย่างไรจึงชี้นิ้วสั่งอยู่ได้!”
ห้องปีกตะวันออกยังคงนิ่งเงียบไร้ความเคลื่อนไหว
นางเฉินกลอกตาขึ้นฟ้าก่อนเดินอาด ๆ ขึ้นไปทุบประตูห้องเสียงดังลั่นเรือน “เหตุใดข้าจึงต้องคอยปรนนิบัติเจ้าอยู่ฝ่ายเดียว? ทรัพย์สมบัติของตระกูลก็ถูกพวกเจ้าผลาญไปจนหมดสิ้น ยังหวังอ้าปากรอคนป้อนอยู่รึ?! ออกมาช่วยงานข้าได้แล้ว!”
หลังเพียรพยายามร้องเรียกอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเสียงกดต่ำในลำคอของแม่นางจ้าวก็ดังขึ้นจากอีกฟากฝั่งประตู “ข้าปวดศีรษะเหลือเกิน วันนี้คงไม่กินอาหารใด ๆ”
“ข้าว่าเจ้าไม่ได้มีอาการปวดเศียรเวียนเกล้าแต่อย่างใด แต่เจ้าอับอายขายหน้าเสียมากกว่า! ก่อนหน้านี้เจ้าขายฝันข้าไว้อย่างไรบ้างนะ? ย้ายเข้าไปอยู่ในจวนหลังใหญ่ อยากดื่มกินสิ่งใดย่อมได้ตามประสงค์ เรื่องเหล่านั้นล้วนโกหกทั้งเพ! เจ้ายังคิดเสแสร้งอะไรอีก?! ข้าไม่ยอมปรนนิบัติเจ้าอีกต่อไป…”
เสียงด่าทออย่างรุนแรงของแม่เฒ่าจู ผนวกกับเสียงพร่ำบ่นด้วยความอัดอั้นของนางเฉินดังกระหึ่มตลอดทั้งวัน
หยุนลี่จงไม่มีเงินติดตัวแม้เพียงเหรียญเดียว อีกทั้งยังไม่มีสถานที่ใดให้อาศัยพักพิงชั่วคราว เขาเดินเตร่อยู่นอกบ้านตลอดทั้งวันกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงต่ำ ถึงช่วงกลางคืนสายลมที่พัดโชยยิ่งทวีความหนาวเหน็บจนไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายได้โดยสะดวก ทางเดียวเท่านั้นคือกลับไปที่บ้าน
เขายังเดินวนไปมาอยู่พักใหญ่กระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท นิ่งฟังโดยใช้หูแนบกับกำแพงบ้านอยู่ครู่หนึ่ง รอกระทั่งเสียงความเคลื่อนไหวภายในเรือนเงียบลงจึงเอื้อมมือไปผลักประตูเรือนให้เปิดออก โชคดีที่ยังไม่มีการลงกลอนจากด้านใน ถึงกระนั้นเสียง เอี๊ยด แสดงความฝืดของบานประตูกลับดังชัดเป็นพิเศษ
“กลับมาแล้วหรือ?” น้ำเสียงราบเรียบพลันดังขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
หยุนลี่จงซึ่งเพิ่งก้าวเท้าข้ามธรณีประตูมาได้ข้างหนึ่งหยุดชะงักการกระทำของตนในทันที จะเข้าไปทั้งตัวก็ไม่กล้า จะถอยออกก็ไม่สมควร ได้แต่ยืนนิ่งงันค้างอยู่อย่างนั้น
“เฮ้อ…” ผู้เฒ่าหยุนทอดถอนใจ เขาคว้าไม้เท้าเพื่อพยุงตนเองให้ลุกขึ้นจากริมกำแพงห้องโถงใหญ่ ก่อนหันหลังเดินกะโผลกกะเผลกกลับขึ้นห้องชั้นบนไป “กลับเข้าห้องไปเสีย มีสิ่งใดค่อยว่ากล่าวกันวันพรุ่งนี้”
ประตูห้องถูกเปิดออกและปิดลง ไม่นานเสียงด่าทอของแม่เฒ่าจูจึงดังขึ้นอีกครั้ง
แม่เฒ่าจูไม่เคยดุด่าว่ากล่าวลูกชายคนโตผู้เป็นถึงบัณฑิตเลยสักครั้ง ต่อให้ที่ผ่านมาจะต้องสูญเงินไปเป็นจำนวนมากเพื่อส่งเสียและไม่ประสบความสำเร็จในการสอบเลยสักครั้ง ทว่าเมื่อเป็นเช่นนี้นั่นหมายความว่า ‘สุดจะทานทนแล้ว’
หยุนลี่จงเหลือบมองไปทางบ้านฝั่งปีกตะวันตกที่ครอบครัวสามเข้าพักอาศัยแทนที่ครอบครัวรองซึ่งย้ายออกไปอย่างระแวดระวัง ครั้นเห็นว่าไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวจึงรีบปิดประตูเรือนและจ้ำอ้าวไปทางห้องฝั่งปีกตะวันออกทันที ทว่าเมื่อยกมือดันบานประตูแล้วกลับนิ่งสนิท
“ใคร?” น้ำเสียงที่ดังขึ้นจากภายในห้องสั่นเครือเล็กน้อย
“ข้าเอง รีบเปิดประตูเร็วเข้า!” ความคับข้องในจิตใจของหยุนลี่จงพลันปะทุขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาเอ่ยด้วยเสียงกระซิบต่ำ “ข้ายังไม่กลับมา เหตุใดเจ้าจึงลงกลอนประตูห้องไว้แน่นหนาถึงเพียงนี้?!”
“ท่านไม่มีสิทธิ์ตำหนิข้า” ใบหน้าของแม่นางจ้าวงอง้ำขณะที่ประตูถูกเปิดออก “ท่านหลบลี้หนีหายอยู่นอกบ้านตลอดทั้งวัน ผู้ที่อยู่รับกรรมฟังเสียงด่าทอแทนก็คือข้า แม้แต่น้ำสักแก้วยังไม่กล้าออกไปหาดื่ม!”
หยุนลี่จงทรุดกายลงนั่งอย่างเงียบเชียบ เขาถีบรองเท้าทั้งสองข้างไปอีกทางก่อนเอนกายลงนอนบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นปิดคลุมกายไว้มิดชิด
แม่นางจ้าวยืนอยู่ข้างเตียงพลางจับจ้องไปที่เขาด้วยสายตาเย็นชา ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ท่านเคยบอกข้าว่าครั้งนี้จัดการได้แน่นอนมิใช่หรือ? ท่านย้ำนักย้ำหนาว่าความมั่นใจสูงถึงเก้าในสิบส่วน เหตุใดครั้งนี้จึงล้มเหลวอีกคราแล้ว? เงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ได้จากท่านพ่อไปนั้นท่านนำไปใช้จ่ายสิ่งใดกันแน่?”
หยุนลี่จงหลับตาสนิท คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น
“ข้าแต่งเข้าตระกูลหยุนมาหลายสิบปี ไม่เรียกร้องสินสอดทองหมั้นจากครอบครัวท่านแม้แต่หนึ่งเหรียญ ทั้งท่านแม่ของข้ายังอุตส่าห์มอบเงินสินสอดให้เป็นกำนัล ให้กำเนิดบุตรชายบุตรสาวสืบทอดวงศ์ตระกูลถึงสามคน คอยปรนนิบัติท่านทุกประการไม่ได้ห่าง ทั้งหมดที่ทำลงไปก็เพื่ออนาคตอันรุ่งโรจน์ของท่าน แต่ท่านกลับ…” ความคับข้องใจและไม่พอใจที่สั่งสมมานมนานภายในใจของแม่นางจ้าวพรั่งพรูออกมาภายในชั่วพริบตา นางพยายามฉุดดึงผ้าห่มที่คลุมกายหยุนลี่จงออก “ท่านทำเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร?! ไม่เห็นค่าน้ำใจของข้าเลยรึ?!”
“อย่ามายุ่งวุ่นวายกับข้า!” หยุนลี่จงผุดลุกขึ้นนั่ง ถลึงตาจ้องเขม็งแม่นางจ้าวอย่างดุร้าย แววตาเต็มไปด้วยความเคืองแค้นที่อัดแน่นอยู่ภายในไม่แพ้กัน เขาออกแรงกระชากผ้าห่มกลับคืนจนร่างของแม่นางจ้าวซวนเซแทบล้มลง
“ฮือ…” แม่นางจ้าวเริ่มร้องไห้ออกมา
หยุนลี่จงห่มผ้าห่มนวมไว้แนบกายมิดชิดอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่เอ่ยแม้แต่คำปลอบโยนใด ๆ ทั้งสิ้น
“ท่านมันคนไร้มโนสำนึก! ข้าแต่งงานกับท่านมาหลายปีต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเพียงใดบ้าง? ได้รับความอึดอัดคับข้องใจอย่างไรบ้าง? ถูกคนในครอบครัวท่านกดขี่เหยียดหยามเช่นไรบ้าง? ท่านรับรู้บ้างหรือไม่?!” เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นและสารพันคำตัดพ้อถูกเปล่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
หยุนลี่จงฟังแล้วเกิดความหงุดหงิดรำคาญเป็นอย่างมาก เขาพลิกตัวกลับไปเพื่อต่อว่านางทันที “หากเจ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจถึงเพียงนั้น นับจากนี้ก็อย่าได้ทนอีกต่อไปเลย วันพรุ่งนี้จงเก็บข้าวของย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าของเจ้าซะ!”
แม่นางจ้าวตกตะลึงนิ่งไป เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นพลันเงียบกริบ
นางนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียงอย่างนั้นเป็นนาน สายตาที่จ้องมองแผ่นหลังของหยุนลี่จงแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม นางสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนกล่าวเสียงเข้มขรึม “หากท่านไม่ได้ปากพล่อยเพียงชั่ววูบแล้วละก็ ลองกล่าวประโยคครู่นี้อีกครั้งสิ”
“ข้าให้เจ้าไสหัวกลับไป…”
“หากเจ้ากล้าใจไม้ไส้ระกำกับข้าก็อย่าได้ตำหนิว่าข้าไม่ปรานี” หยุนลี่จงยังไม่ทันเอ่ยจนจบประโยค แม่นางจ้าวพลันกล่าวแทรกพร้อมแสยะยิ้มเยาะ “วันพรุ่งนี้ข้าจะเล่าเรื่องที่เจ้าสั่งให้ข้าไปจัดการปลิดชีพน้องสามให้ท่านพ่อและท่านแม่ได้รับรู้ หลังจากนั้นเจ้ารอ…”
“เจ้าเป็นผู้กระทำโดยตรง เจ้าลากเขาลงไปในแม่น้ำกับมือตนเอง เหตุใดจึงกล่าวโทษข้าเพียงผู้เดียวเล่า?” หยุนลี่จงรีบกล่าวตัดบท ก่อนพลิกตัวหันกลับมาจ้องมองแม่นางจ้าวด้วยสายตาชั่วร้าย ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดที่มีเพียงแสงตะเกียงวูบไหว “ต่อให้ข้าต้องเข้าคุกจริง เจ้าเองก็หนีโทษทัณฑ์ไม่พ้นเช่นกัน”
สีหน้าของแม่นางจ้าวแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง นางกัดฟันดังกรอด “เจ้า…”
“คืนที่เกิดเรื่อง ข้าไม่ได้ออกจากเรือนไปที่ใดเลยตลอดทั้งวัน” หยุนลี่จงกล่าวอย่างไม่แยแส “หากเจ้าใคร่เปิดเผยเรื่องทั้งหมดก็สุดแล้วแต่ ข้ายืนกรานหาทางรอดให้ตนเองได้ แต่สำหรับเจ้า หึ…”
…
แม่นางจ้าวรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ตนพูดออกไปเมื่อครู่นี้ เสียใจเหลือเกินที่ไม่รู้จักยับยั้งถ้อยคำทำให้หยุนลี่จงโกรธเคือง และยิ่งเสียใจเมื่อมานั่งทบทวนดูให้ถี่ถ้วนแล้ว พบว่าชายเห็นแก่ตัวผู้นี้เลือกวิธีที่ทำให้ตนเองไม่แปดเปื้อนมลทินใด ๆ ตั้งแต่แรก
ภายในใจของแม่นางจ้าวอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้นอย่างสุดระงับ นึกอยากคว้ามีดมาสับร่างหยุนลี่จงออกเป็นพันชิ้นทว่าไม่อาจทำเช่นนั้นได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเลวทรามไร้มโนสำนึกเยี่ยงหมูหรือสุนัข หากชีวิตนางปราศจากเขา นางก็เป็นเพียงหญิงม่ายที่ไม่อาจดำรงชีวิตอยู่โดยไร้ที่พึ่ง
แม่นางจ้าวก้มลงเป่าตะเกียงให้ดับลง ถึงกระนั้นกลับไม่ได้ยื่นมือไปดึงผ้าห่มกลับมา นางจำใจเอนกายลงนอนข้างหยุนลี่จงอย่างไร้ทางเลือกอื่น สองวนเวียนครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลอบก่นด่าเขาในใจนับครั้งไม่ถ้วน
ยามค่ำคืนผันผ่านไปจนกระทั่งรุ่งสาง
บริเวณลานบ้านเริ่มมีเสียงความเคลื่อนไหวดังขึ้น พร้อมกับเสียงผรุสวาทของแม่เฒ่าจูที่ดังลั่นบ้านราวกดปุ่มเปิด เว้นช่วงไปเพียงครู่เดียวเสียงตะโกนของนางเฉินก็ดังขึ้นบ้าง “สะใภ้ใหญ่ เจ้าเป็นอะไรไป?! มัวนอนหลับรักความสบายอยู่รึ?! ทั้งข้าและเจ้าต่างเป็นสะใภ้ของตระกูลหยุนด้วยกันทั้งคู่ เหตุใดจึงมีแต่ข้าที่ต้องมาตรากตรำทำงานบ้านแต่เพียงผู้เดียวเล่า?! ครั้นพลาดโอกาสจากการได้เป็นฮูหยินใหญ่ของจวนขุนนาง ถึงขั้นถูกโรคภัยไข้เจ็บถามหาทันทีเลยหรืออย่างไร? ป่านนี้ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก จะรอให้คนนำข้าวไปป้อนใส่ปากเจ้ารึ?!”
แม่นางจ้าวได้ยินแล้วจึงจำใจลุกขึ้นจากเตียง ทันใดนั้นกลับรู้สึกว่าร่างกายของตนเย็นเยียบ วิงเวียนศีรษะราวถูกแช่อยู่ในน้ำเย็นจัด มือและเท้าเกิดอาหารเหน็บชาจนไม่สัมผัสถึงความอ่อนนุ่มเช่นทุกครั้ง เพิ่งหยัดกายลุกขึ้นยืนได้ไม่ทันไรกลับไร้เรี่ยวแรงจนต้องทรุดตัวลงนั่งดังเดิมเสียแล้ว
นางเฉินยกแขนขึ้นเท้าสะเอว ยืนรีรออยู่กลางลานบ้านครู่หนึ่ง ครั้นเห็นว่าประตูห้องฝั่งปีกตะวันออกยังไม่เปิดออกมาเสียทีจึงเริ่มโวยวายอีกครั้ง “เหตุใดชีวิตข้าจึงลำบากลำบนถึงเพียงนี้?! ข้าปรนนิบัติท่านพ่อท่านแม่มาโดยตลอดไม่เคยปริปากบ่น หยิบจับงานบ้านตลอดทั้งวันแทบไม่ได้หยุดพัก กลับไม่ได้กินอาหารดี ๆ ให้อิ่มท้องเลยสักมื้อ…”