ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 327 เผชิญหน้า
ตอนที่ 327 เผชิญหน้า
ตอนที่ 327 เผชิญหน้า
แม่นางจ้าวต้องการลงไปดื่มน้ำร้อนสักแก้ว ทว่าคาดไม่ถึงว่าร่างกายของตนจะอ่อนแอถึงขั้นไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัว เพิ่งจะเปิดประตูและก้าวออกมาไม่ทันไรก็สะดุดจนหน้าแทบคะมำ ต้องขอบคุณกรอบประตูที่ช่วยให้นางจับยึดไว้ทันจึงยังไม่ล้มลงไปกองกับพื้นเสียทีเดียว นางตะโกนกลับไปด้วยน้ำเสียงอ่อนเปลี้ย “สะใภ้สาม”
นางเฉินนิ่งเงียบพลางกลอกตาใส่แม่นางจ้าว
“ร่างกายของข้าไม่สู้ดีนัก เจ้าช่วยต้มน้ำมาให้ข้าหน่อยเถิด” แม่นางจ้าวเอ่ยพร้อมรวบมวยผมขึ้น
“ถึงขั้นนี้แล้วยังคิดเรียกใช้ข้าให้คอยรับใช้อีกรึ?!” นางเฉินเบ้ปากเย้ยหยัน “ข้าเองก็ไม่ค่อยสบายกายนัก บั้นเอวปวดเคล็ดขัดยอกแทบทุกวัน ยังไม่คิดเรียกให้ผู้ใดมาคอยปรนนิบัติ”
นางเฉินพูดพลางบิดสะโพกอวบใหญ่ราวแท่นหินโม่เดินเข้าห้องครัวไป “หยุดพิรี้พิไรเสียที รีบมาทำงานให้เสร็จเรียบร้อยไปซะ กินอาหารเช้าเสร็จแล้วยังมีฟืนต้องผ่า เสื้อผ้าก็ต้องนำไปซัก ไก่ก็ต้องให้อาหาร จะให้ข้าทำทุกสิ่งอย่างเพียงคนเดียวกระนั้นรึ…”
หูของแม่นางจ้าวได้ยินเพียงเสียงหึ่ง ๆ ไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่านางเฉินกำลังพร่ำบ่นสิ่งใดบ้าง นางพยายามประคองร่างที่เหลือเรี่ยวแรงอยู่เพียงน้อยนิดให้ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูออกไป ทว่าทันใดนั้นเองนางกลับหมดแรงทรุดกายลงกองกับพื้น
ตึง!
นางเฉินหันขวับกลับมามองตามเสียง แต่ยังคงมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีเฉยเมย “โธ่เอ๊ย… เป็นเพียงสะใภ้บ้านนอกกลับวางตนสูงส่งเสียเหลือเกิน สะใภ้ใหญ่ เหตุใดข้าจะไม่รู้ว่าเจ้าต้องการหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านจึงแสร้งทำเป็นล้มป่วยหวังเอาเปรียบข้า”
ใบหน้าแม่นางจ้าวคว่ำอยู่กับพื้น ร่างกายขดงอเล็กน้อยไม่มีการขยับเขยื้อนสนองตอบแต่อย่างใด
นางเฉินก้าวเข้าไปใกล้เพื่อมองดูให้แน่ชัด จากนั้นจึงยื่นปลายเท้าไปเขี่ยมือแม่นางจ้าว ครั้นเห็นว่าไร้การตอบสนองจึงตะโกนลั่นบ้านอย่างไม่อดทนอีกต่อไป “เยว่เอ๋อ! แม่ของเจ้าเป็นลมเป็นแล้งไปแล้ว!” ตะโกนแล้วก็ไม่วายพร่ำบ่นต่อไป “ไม่รู้เวล่ำเวลาเอาเสียเลย นี่กี่โมงยามแล้ว พระอาทิตย์จวนขึ้นเหนือท้องฟ้ายังไม่รู้จักลืมตาตื่น นึกว่าตนเป็นหญิงสาวที่ถูกเลี้ยงมาโดยหอนางโลมหรืออย่างไร?! ตลอดทั้งวันไม่คิดเปิดประตูโผล่หน้าออกมาจากห้องบ้าง นึกว่าตนงดงามถึงเพียงนั้นเชียวรึ?!
นับตั้งแต่หยุนลี่จงล้มเหลวในการสอบ นางเฉินก็ไม่นึกเกรงใจอีกต่อไป นางไม่แม้แต่จะชายตามองแม่นางจ้าวอีก เมื่อความฝันเฟื่องว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายพังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี นางเฉินทั้งผิดหวังและรู้สึกแย่ไม่น้อย
แม่นางจ้าวลืมตาตื่นขึ้น เห็นว่าด้านข้างเป็นหยุนเยว่ที่คอยหยิบช้อนป้อนน้ำใส่ปากตน ครั้นเห็นว่าผู้เป็นแม่ได้สติกลับคืนแล้วหยุนเยว่จึงเอ่ยถามเสียงแผ่ว “ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ? รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”
“เยว่เอ๋อ” แม่นางจ้าวปวดวิงเวียนศีรษะคล้ายกะโหลกแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยง สายตาเหม่อลอยทอดมองไปเบื้องหน้า มือข้างหนึ่งยกขึ้นประหนึ่งจะจับคว้าอะไรบางอย่าง แต่ด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิดทำให้จำต้องวางลงอย่างอ่อนแรง
หยุนเยว่เรียกหาหยุนหรง ทั้งสองช่วยกันพยุงร่างแม่นางจ้าวให้เอนกายพิงพนักหัวเตียงก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านแม่ ตัวของท่านร้อนนัก ท่านควรดื่มน้ำร้อนอีกสักสองสามอึกแล้วห่มผ้าให้มิดชิดเข้าไว้เพื่อขับเหงื่อนะเจ้าคะ”
ใบหน้าแม่นางจ้าวซีดเซียว “แล้วท่านพ่อของพวกเจ้าเล่า?”
“ท่านปู่เรียกให้ไปพูดคุยที่ห้องชั้นบนแล้วเจ้าค่ะ”
ขณะนั้นเองหยุนโม่ก็เดินเข้ามาพร้อมกับอ่างไม้บรรจุน้ำใบหนึ่ง บนแขนมีผ้าเช็ดหน้าพาดไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความลำบากใจขณะกล่าวออก “ท่านย่าไม่ให้ข้าไปเชิญหมอรักษา บอกว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงแต่อย่างใด”
“ถึงขั้นเป็นลมล้มพับไปเช่นนี้ ยังบอกว่าไม่ใช่โรคร้ายแรงอีกหรืออย่างไร?”
หยุนเยว่ตั้งท่าจะผุดลุกขึ้นทว่าถูกแม่นางจ้าวรั้งไว้เสียก่อน นางส่ายหน้าเป็นเชิงห้ามปราม “ท่านพ่อของเจ้าสอบไม่ผ่านอีกครั้งแล้ว ท่านปู่ท่านย่าคงอารมณ์ไม่สู้ดีนัก แม่เพียงเป็นไข้ตัวร้อน วิงเวียนเพียงประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ประมาณสองวันคงหายดี”
หยุนโม่ไม่ปริปากเอ่ยเขาใด เขาใช้ผ้าจุ่มน้ำก่อนบิดออกแล้วยื่นให้
หยุนเยว่หลุบตาลง เห็นได้ชัดถึงอาการไม่พอใจ ในใจยังคงกล่าวโทษหยุนลี่จงไม่เว้นวัน หากคราวนั้นท่านพ่อจัดสรรการแต่งงานเข้าตระกูลจางให้กับนางแทนที่จะเป็นหยุนชิ่วเอ๋อ เวลานี้นางคงไม่ตกระกำลำบากอยู่ในสภาพนี้เป็นแน่
“ท่านพ่อก็ช่างกระไร” หยุนเยว่ใช้ผ้าซึ่งชุบน้ำหมาด ๆ บรรจงเช็ดตามหน้าผากของแม่นางจ้าว จากนั้นจึงกล่าวต่อเสียงขรึม “อาชิ่วเอ๋อก็อีกคน นับตั้งแต่แต่งเข้าจวนใหญ่กลายเป็นสะใภ้ตระกูลจางก็ไม่ส่งข่าวคราวใด ๆ กลับมาอีกเลย เห็นทีคงหลงระเริงอยู่กับชีวิตใหม่จนลืมตัวแล้วกระมัง”
“เกรงว่าอาชิ่วเอ๋อคงหลงลืมพวกเราตั้งนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อเป็นผู้จัดการให้ อย่าว่าแต่ตระกูลในเมืองหลวงเลย แม้แต่ตระกูลในเมืองอันผิงคงไม่มีโอกาสแต่งเข้าด้วยซ้ำ โธ่เอ๊ย… คนเนรคุณ!” หยุนหรงกระแทกตัวลงนั่งข้างเตียงอย่างโกรธเคืองพลางกลอกตาไปมา
แม่นางจ้าวถอนหายใจ ภายในจิตใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและแค้นเคืองยิ่ง หากยังอยู่ในสถานะเช่นนี้ต่อไป ชีวิตของนางและลูก ๆ ในบ้านตระกูลหยุนคงไม่มีวันดีมากไปกว่านี้อย่างแน่นอน
…
ภายในห้องชั้นบน
สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนนิ่งสงบและราบเรียบ บางทีอาจเป็นเพราะเขารู้สึกผิดหวังถึงขีดสุดจนไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ แล้ว ทว่าแม่เฒ่าจูกลับเผยสีหน้าถมึงทึงอย่างเต็มพิกัด นางนั่งขัดสมาธิอยู่ปลายเตียงด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้มเพราะความโกรธจัดพลางพ่นคำสาปแช่งไม่ได้หยุดปาก
หยุนลี่จงได้ยินคำก่นด่าเหล่านั้นชัดเจนเต็มสองรูหู แต่ต่อให้ถ้อยคำเหล่านั้นกรีดแทงจิตใจจนเลือดลมภายในปั่นป่วนเพียงใดก็ไม่อาจตอบโต้ใด ๆ ได้นอกจากนั่งหลังตรงด้วยความละอายใจเท่านั้น มือทั้งสองวางไว้บนหัวเข่านิ่ง
“เฮ้อ… เจ้าใหญ่” ผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้เฒ่าหยุนซึ่งวางตนเงียบขรึมมาโดยตลอดก็ถอนหายใจยาว
หยุนลี่จงรีบกล่าวตอบ “ขอรับ”
สีหน้าของผู้เฒ่าหยุนยังคงเฉยเมยเช่นเดิม เขาพูดอย่างเนิบช้า “ครอบครัวของพวกเราเป็นเพียงชาวไร่ชาวนา มีเงินตรามากมายไม่สู้มีที่ดินทำกิน บัดนี้แม้แต่ที่ดินผืนสุดท้ายกลับไม่หลงเหลือ ยากที่จะแสวงหาความมั่นคง เราจำเป็นต้องมีผืนนาสำหรับเพาะปลูกให้พอยังชีพต่อปากท้องของลูกหลาน ภายในสองวันนี้เจ้าจงไปเสาะหาที่ดินชั้นเลิศสักสองสามผืน ฉวยโอกาสตอนที่ยังมีเงินอยู่ในมือซื้อเก็บไว้ ถือเสียว่าเป็นทรัพย์สมบัติของครอบครัว ต่อให้ไม่ได้เพาะปลูกอย่างน้อยยังสามารถขยับขยายให้เช่าได้ เป็นเช่นนี้แล้วอย่างน้อยอนาคตย่อมไม่หมดหวัง”
หยุนลี่จงพยักหน้ารับ
ผู้เฒ่าหยุนหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เจ้าร่ำเรียนหนังสือมาตั้งแต่เล็ก ไม่ได้เคยออกแรงทำงานหยาบ ๆ ตลอดทั้งวันมาก่อน จะหวังพึ่งให้เจ้าทำไร่ทำนาเห็นทีก็คงไม่ได้ คงต้องเสาะหาว่ามีสำนักเรียนเอกชนใดรับสมัครอาจารย์สั่งสอนศิษย์หรือไม่ อาจพอหาเงินมาเลี้ยงชีพได้บ้าง พวกเราไม่คาดหวังความมั่งคั่งร่ำรวยอีกต่อไป อย่างไรเสียขอให้พอมีกินมีใช้อยู่รอดในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว…”
หยุนลี่จงเข้าใจทันที ผู้เฒ่าหยุนคงเห็นว่าเขาล้มเหลวในการสอบอีกครั้งแล้วจึงไม่ต้องการให้เขาเพียรพยายามสอบอีกต่อไป ทว่าตัวเขาเป็นถึงบัณฑิตผู้มีความรู้สูง จะลดตัวขอไปทำงานเป็นอาจารย์ในสำนักเรียนได้อย่างไร? ต่อให้ทางสำนักเรียนมาเชิญเขาไปเป็นอาจารย์ด้วยตนเอง ยังไม่เหมาะสมกับเกียรติและศักดิ์ศรีที่สั่งสมมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ
“เจ้าใหญ่ เจ้าคิดสิ่งใดอยู่รึ?” ผู้เฒ่าหยุนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าหยุนลี่จงยังคงนิ่งเงียบราวครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ขอรับ สิ่งที่ท่านสั่งไว้ ข้าจะรีบนำไปจัดการทันที” หยุนลี่จงเพียงกล่าวรับคำอย่างขอไปที จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินออกจากประตูไปด้วยสีหน้าเหม่อลอย เพิ่งจะก้าวขาออกจากห้องชั้นบนได้ไม่กี่ก้าวกลับหันไปเห็นหยุนลี่เซียวที่เพิ่งกลับเข้ามาจากด้านนอก อีกฝ่ายแสยะยิ้มให้เขาอย่างเย็นชา
หัวใจหยุนลี่จงพลันกระตุกแรง
“พี่ใหญ่ จะไปที่ใดรึ?” หยุนลี่เซียวปรี่เข้ามายืนขวางทางหยุนลี่จงทันที สายตากวาดมองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยเกรงว่าเขาจะยักยอกเงินจากผู้เฒ่าหยุนออกไปอีก
กล้ามเนื้อบริเวณกรามของหยุนลี่จงกระตุกเกร็ง คิดอยากหลีกหนีการเผชิญหน้าอันแสนอึดอัดกับมารร้ายตรงหน้าให้สิ้นเรื่อง ทว่าหยุนลี่จงกลับไม่ยอมถอยแต่โดยดี เขายักไหล่ขึ้นลงหลายครั้งก่อนกระแทกเข้าใส่หยุนลี่จง ริมฝีปากยกยิ้มบิดเบี้ยว “เห็นข้าแล้วกลับเอาแต่หลบหน้าท่าเดียว รู้สึกผิดอย่างนั้นรึ?”
“หึ ชีวิตนี้ข้าไม่เคยกระทำความผิดใด ๆ ทั้งนั้น ไยต้องรู้สึกผิดด้วยเล่า?” หยุนลี่จงยืดหลังตรงพลางเชิดคอขึ้น
“จุ๊ จุ๊ บัณฑิตย่อมเป็นบัณฑิตอยู่วันยังค่ำ หลายปีมานี้ตำราที่เจ้าเพียรเล่าเรียนมาไม่เสียเปล่า ความสามารถในการพูดปดมดเท็จของเจ้าแนบเนียนยิ่งกว่าคนหยาบกระด้างเช่นข้าเป็นไหน ๆ” กล่าวจบแล้วหยุนลี่เซียวจึงโบกมือไปทางนอกเรือน
ชายคนหนึ่งผู้มีรูปร่างผอมสูงดุจเสาไม้ไผ่ยืดคอมองเข้ามาทางประตู ก่อนก้าวเดินเข้ามาในบ้านตระกูลหยุนด้วยท่าทางมั่นใจ ใบหน้าฉายชัดถึงความเจ้าเล่ห์ ดวงตาที่จับจ้องไปยังหยุนลี่จงคมกริบคล้ายจะเชือดเฉือน
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?” หยุนลี่จงขมวดคิ้วพร้อมถอยกรูดไปด้านหลังสองสามก้าวพลางหรี่ตามองอย่างระมัดระวัง
“กล้าเผชิญหน้าหน่อยสิ” หยุนลี่เซียวยกแขนกอดอกด้วยท่าทางนักเลงพลางแสยะยิ้ม “ทั้งชีวิตของเจ้าไม่เคยกระทำความผิดมิใช่รึ? นี่อย่างไรเล่า… พยานผู้เห็นเหตุการณ์ของข้า เขาเห็นคนที่ผลักข้าให้ร่วงตกลงไปในแม่น้ำกับตาตนเอง!”
ชายร่างผอมราวเสาไม้ไผ่ถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน ดวงตาเปล่งประกายวาวโรจน์ขณะพยักหน้าตามคำกล่าวนั้น
หยุนลี่จงนิ่งเงียบพร้อมจ้องมองใบหน้าของชายแปลกหน้าคนดังกล่าว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดจึงกลับมาวางท่าเย่อหยิ่งดังเดิมพลางส่ายหน้าและแสยะยิ้มอย่างไม่แยแส “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพยานด้วยซ้ำ วันที่น้องสามพลัดตกแม่น้ำ ตัวข้าไม่ได้ย่างเท้าออกจากเรือนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าหายไปไหน เป็นตายร้ายดีอย่างไร เช่นนั้นเขาจะมองเห็นว่าเป็นข้าได้อย่างไรกัน?”