ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 328 แต่งตั้งขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ตอนที่ 328 แต่งตั้งขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
ตอนที่ 328 แต่งตั้งขุนนางใหม่เข้ารับตำแหน่ง
หยุนลี่จงมั่นใจเหลือเกินว่าหยุนลี่เซียวไม่มีพยานปากสำคัญใด ๆ ทั้งสิ้น เขาอาจสมรู้ร่วมคิดกับชายร่างผอมผู้นี้เพื่อให้มาเป็นพยานจอมปลอม และต้องการใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เพื่อรีดไถเอาเงินจากผู้เฒ่าหยุนอีกครั้ง ดังนั้นเขาไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ชายร่างผอมราวเสาไม้ไผ่ผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในชายเสเพลว่างงานในหมู่บ้าน ประพฤติตัวเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อย ชื่อเสียงย่ำแย่และชาวบ้านต่างรังเกียจ นับตั้งแต่เดินผ่านเข้าประตูมาดวงตาของเขาก็กลอกไปมาไม่หยุดหย่อน เขาแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันสีเหลืองขนาดใหญ่ที่แต่ละซี่มีขนาดไม่เท่ากัน “ใช่แล้ว ข้ามองเห็นชัดแจ้ง วันนั้นคนร้ายเป็นเจ้าที่ถือโอกาสตอนนายท่านสามดื่มหนักจนเมามายผลักเขาลงไปในแม่น้ำ หวังให้เขาจมน้ำตายไปเสีย!”
หยุนลี่จงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ “เจ้ามองเห็นเหตุการณ์จากที่ใด?”
“ริมฝั่งแม่น้ำ” ชายร่างผอมชำเลืองมองหยุนลี่เซียวแวบหนึ่งก่อนพูดพล่ามต่อไป “ตอนนั้นข้ากำลังยืนฉี่อยู่บ้างต้นไม้ เห็นว่าเจ้าลอบทำร้ายนายท่านสามจากด้านหลังเต็มสองตา เจ้าอย่าคิดปฏิเสธไปเลย!”
“ในเมื่อเจ้าเห็นชัดเจนถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่ร้องตะโกนขึ้น? เหตุใดเจ้าไม่เข้าไปช่วยน้องสามในทันที?”
“เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่ได้ช่วย? หากไม่ใช่เพราะข้าวิ่งไปเลียบตามแม่น้ำไปถึงสองลี้เพื่อดึงนายท่านสามขึ้นมา เขาคงตายตกไปสมใจเจ้าตั้งนานแล้ว!” ชายร่างผอมขดไหล่ลงก่อนกล่าวต่อ “ที่ข้าไม่ร้องตะโกนในทันทีก็เพราะกลัวว่าคนใจทรามเช่นเจ้าจะเข้ามาทำร้ายข้าให้ตายไปอีกคน!”
“เหลวไหล!” หยุนลี่จงตวาดเสียงดังลั่น “วันนั้นพวกเจ้าร่ำสุราจนเมามายไร้สติ แม้แต่การเดินยังซวนเซไม่มั่นคงด้วยซ้ำ เจ้ายังมีกำลังพอช่วยคนขึ้นจากแม่น้ำอีกหรือ?!”
“ข้าผู้นี้คอแข็งเสียยิ่งกว่าอะไร เพียงได้ปัสสาวะความเมามายก็สร่างหายไปจนสิ้น” ชายร่างผอมเถียงกลับ “ข้ามองเห็นเป็นเจ้าทั้งสองคนอย่างชัดเจน เจ้านั่นแหละคือฆาตกร นายท่านซิ่วไฉ่!”
“ใส่ร้ายป้ายสี” หยุนลี่จงเดินอ้อมชายร่างผอมและหยุนลี่เซียวหมายเดินออกไปนอกบ้าน
“ปฏิเสธไปก็ไร้ประโยชน์!” หยุนลี่เซียวหันกลับไปทางห้องชั้นบนพร้อมตะโกนดังลั่น “ภายในวันนี้หากท่านไม่ยอมมอบเงินให้ข้าตามจำนวนที่พึงควรได้รับแต่โดยดี ข้าจะป่าวประกาศความอัปยศอดสูของพี่ใหญ่ให้ชาวบ้านรับรู้โดยทั่วกัน! ชาตินี้มันจะไม่มีวันได้เป็นขุนนางไปตลอดชีวิต!”
หยุนลี่จงชะงักฝีเท้าโดยพลัน
ชายร่างผอมยืดคอถามกลับอย่างเจ้าเล่ห์ “นายท่านซิ่วไฉยังมีเรื่องอื้อฉาวอื่นอีกหรือ? หลับนอนกับแม่ม่ายหรือหญิงสาววัยกำดัดกันล่ะ? ช่วยแถลงไขให้พี่ชายคนนี้รับรู้อย่างชัดเจนทีเถิด”
นางเฉินรีบชะโงกร่างท่อนบนออกมาจากห้องครัวเพื่อแอบฟังเรื่องอื้อฉาวที่ว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ทันใดนั้นผู้เฒ่าหยุนคว้าไม้เท้าเดินกะเผลกออกมาจากห้องชั้นบนด้วยร่างกายสั่นเทา เขาตวาดเสียงดัง “เจ้าสาม! หุบปากของเจ้าซะ! หากยังไม่หยุดการกระทำโสมมของเจ้า ข้าจะถือเสียว่าตระกูลหยุนไม่มีลูกอกตัญญูเช่นเจ้าอีกต่อไป!”
“เช่นนั้นวันนี้ข้าขอเอ่ยถามท่านสักคำเถิด” หยุนลี่เซียวยกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นสูง ส่วนอีกข้างกดลงต่ำ “เงินจำนวนสองร้อยยี่สิบตำลึงที่ท่านเคยตกลงไว้ในตอนแรก ท่านคิดจะบ่ายเบี่ยงกระนั้นหรือ?”
“ตอนนี้บ้านของเราไม่เหลือทรัพย์สมบัติใดอยู่แล้ว เจ้าไม่เห็นรึ?!” ผู้เฒ่าหยุนทอดถอนใจ “เงินส่วนนั้นเรายังต้องเก็บออมไว้ซื้อที่นาสำหรับต่อยอดเป็นที่ดินทำกินในระยะยาวของตระกูลเรา ไม่อาจแบ่งปันให้ผู้ใดทั้งนั้น!”
“เหอะ…” หยุนลี่เซียวแค่นเสียงเย้ยหยัน “สถานการณ์ในครอบครัวย่ำแย่แล้วจะโทษว่าข้าเป็นสาเหตุได้อย่างไร? เป็นเพราะนำเงินไปจ่ายให้ผู้ใดเสียจนหมดเล่า? ตาเฒ่า ข้าใคร่รู้เพียงว่าท่านจะยอมให้หรือไม่ให้!”
“เจ้าสาม!”
“เป็นเพราะเขาอย่างไรล่ะ นายท่านซิ่วไฉ่…” หยุนลี่เซียววางท่าเย่อหยิ่งลำพองพลางชี้นิ้วไปที่หยุนลี่จงซึ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตูเรือน ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ผู้เฒ่าหยุนขายที่ดินยี่สิบไร่ให้กับตระกูลกั๋วจากหมู่บ้านต้นบัณฑิต ได้เงินมาจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงก็ยกเงินนั้นให้กับเขาทั้งหมด กล่าวง่าย ๆ ก็คือให้เขานำเงินนี้ไปใช้ติดสินบนผู้คุมสอบเสีย…”
“เจ้าสัตว์ร้าย หุบปาก!”
“แล้วเหตุใดครั้งนี้เขาจึงสอบไม่ผ่านอีกเล่า? ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเงินที่เขาได้ไปถูกใช้จ่ายไปกับสิ่งใดกันแน่ อ้อ… ยังมีเรื่องก่อนหน้านั้นอีก เรื่องที่เขาไปเล่นพนันและติดหนี้บ่อนไว้จำนวนมหาศาล…”
“เจ้า… เจ้า…” ผู้เฒ่าหยุนโกรธจัด เขายกไม้เท้าขึ้นชี้หน้าของหยุนลี่เซียว “เจ้ามันคนวิปลาส! เจ้ากำลังจะทำให้ข้าโกรธจนตาย!”
หยุนลี่เซียวฉวยโอกาสที่ผู้เฒ่าหยุนพูดจาติดขัดกล่าวต่อจนจบประโยคได้ทันเวลา “ท่านเป็นพ่อบังเกิดเกล้าของข้าแท้ ๆ ข้าคงไม่อาจทำให้ท่านโกรธแค้นจนจะเป็นจะตายหรอก หากท่านตายตกไปจริงแล้วลูกคนนี้จะขอเงินจากผู้ใดเล่า?!”
เลือดลมปราณภายในร่างของผู้เฒ่าหยุนพลุ่งพล่าน ใบหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำผิดปกติ
“พี่ใหญ่ เจ้าเองก็เพียรพยายามสอบมาหลายปี ใช้จ่ายเงินของตระกูลจนเสียเปล่าไปมากเพียงใด สุดท้ายแล้วเจ้าก็ยังคงเป็นบัณฑิตผู้อาภัพเช่นเดิมไม่มีผิดเพี้ยน ใบหน้าของเจ้าไม่มีความละอายปรากฏอยู่เลยเชียวรึ?!” หยุนลี่เซียวหันไปกล่าวเยาะเย้ยหยุนลี่จงอีกครั้ง “ดูอย่างเสี่ยวซิ่วไฉจากตระกูลเฟิงสิ อ้อ… ไม่สิ ตอนนี้ควรเรียกเขาว่าท่านใต้เท้าแล้ว เหตุใดเขาจึงมีอนาคตที่รุ่งโรจน์แตกต่างจากเจ้านัก?”
คำพูดดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการกลืนขวดหมึกลงท้องไปและปล่อยให้มันแกว่งไกวอยู่ด้านในนั้น ทว่าในความเจ็บปวดที่ถูกแทงใจดำ หยุนลี่จงเป็นถึงบัณฑิตผู้เรียนรู้การวางตัวดีเป็นเลิศ เขาจึงยังยืนหยัดยืดเชิดหลังตรงอยู่ที่เดิมได้ ทว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้ากลับกระตุกเกร็งครั้งแล้วครั้งเล่า
“เป็นอะไรไป? ข้าพูดเพียงไม่กี่คำก็ทนไม่ไหวเสียแล้วหรือ?” หยุนลี่เซียวสาแก่ใจยิ่งนักที่เห็นปฏิกิริยาของหยุนลี่จง เขาเดินโซซัดโซเซไปตรงหน้าอีกฝ่ายทีละก้าวพลางแสยะยิ้มร้ายกาจ “ตอนนี้ถือว่าข้ายังไว้หน้าเจ้าอยู่บ้าง เชื่อหรือไม่ว่าหากพ้นเขตประตูเรือนไป ข้าจะปีนขึ้นไปบนแท่นหินโม่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้วบอกเล่าเรื่องราวอย่างละเอียดทีเดียว! เชิญให้ผู้คนทั้งหมู่บ้านไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่มาฟัง ช่างเป็นอะไรที่สนุกสนานยิ่งกว่าการฟังเรื่องเล่าปรัมปราและละครงิ้วเสียอีก!”
หยุนลี่จงถลึงตามองหยุนลี่เซียว ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ทว่ากลับกล่าวคำใดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
หากตัดหญ้าโดยไม่ถอนรากถอนโคน ย่อมนำมาสู่ภัยพิบัติที่ไม่มีวันจบสิ้น
“บ่อนพนัน มีเรื่องบ่อนพนันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยรึ?” ชายร่างผอมราวเสาไม้ไผ่นิ่งฟังอยู่เป็นนาน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เคยรับรู้เรื่องดังกล่าวมาก่อน ดวงตาเปล่งประกายวาววับทันที “เป็นถึงบัณฑิตแต่กลับเข้าบ่อนเล่นพนัน นี่สมควรแล้วหรือ?”
“พูดพล่ามไร้สาระ!” ผู้เฒ่าหยุนเปล่งเสียงหยาบกระด้าง
หากจะกล่าวว่าผู้เฒ่าหยุนไม่คาดหวังในตัวหยุนลี่จงแล้วก็ย่อมได้ เวลานี้เขาเพียงหวังเพียงว่าจะนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินและใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย แต่เมื่อหยุนลี่เซียวยังไม่ยอมรามือที่จะใช้ความเก่าความหลังมาข่มขู่ก็พลันเกิดความโกรธเคืองขึ้นมาอีกครั้ง ในใจเขาตระหนักดีว่าลูกชายคนที่เป็นเสมือนหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ครั้นได้เงินไปแล้วครั้งหนึ่งก็รีดไถไปเป็นครั้งที่สอง… ครั้งที่สาม จนกระทั่งเงินหลายร้อยตำลึงไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
“เจ้าสาม…” ผู้เฒ่าหยุนนึกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ขณะนั้นเองฝั่งด้านนอกเรือนก็มีเสียงของเด็กในหมู่บ้านคนหนึ่งตะโกนดังขึ้น “นายท่านซิ่วไฉ่ นายท่านซิ่วไฉ่! มีคนผู้หนึ่งต้องการมาพบท่านที่บ้าน!”
“ผู้ใดกัน?” หยุนลี่จงมองตามเสียงนั้นทันที ครั้นมองออกไปนอกประตูจึงเห็นว่าบุคคลที่ว่าสวมเสื้อคลุมราวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขาเป็นคนเดียวกันกับกลุ่มเจ้าหน้าที่เมื่อวานนี้ที่เข้ามารายงานข่าวดีจากเมืองหลวง ทว่าวันนี้เขาเดินทางมาเพียงคนเดียวด้วยความรีบร้อน
“ตัวแทนผู้รายงานข่าวดีจากเมืองหลวง!” บรรดาเด็ก ๆ เหล่านั้นกล่าวเป็นเสียงเดียวกันพร้อมยื่นมือออกไปขอเงินรางวัลที่อุตส่าห์เป็นธุระนำทางให้ เพราะสองวันก่อนพวกเขาก็ทำเช่นเดียวกันนี้กับตระกูลเฟิงและได้รับเงินมาคนละหลายเหรียญ
หยุนลี่จงตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นได้สติแล้วจึงโบกมือไล่เด็กเหล่านั้นให้กลับไปเสีย จากนั้นจึงถอยกรูดกลับเข้าไปในลานบ้านพร้อมกล่าวกับผู้เฒ่าหยุนด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ตื่นตระหนกยิ่ง “ท่านพ่อ เจ้าหน้าที่ทางการกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ขอรับ!”
ความคิดแรกที่เขาผุดขึ้นมาในหัวสมองคือหยุนลี่เซียวนำเรื่องของเขาไปฟ้องที่ศาลาว่าการ และตอนนี้ศาลาว่าการก็ส่งคนมาจับกุมเขาไปรับโทษ ทว่าเมื่อไตร่ตรองอีกทีก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง หากคนหน้าซื่อใจคดผู้นั้นคิดวางแผนขูดรีดเอาเงินจากผู้เฒ่าหยุนจริง เขาไม่มีทางฟ้องร้องเรื่องดังกล่าวต่อทางการเป็นอันขาด เพราะต่อให้เป็นเช่นนั้นจริง แม้แต่เงินเพียงเหรียญเดียวผู้เฒ่าหยุนก็ไม่มีทางมอบให้เขาอย่างแน่นอน
“เจ้าหน้าที่งั้นรึ?” ผู้เฒ่าหยุนก็ตะลึงงันเช่นกัน เขาเดินไปข้างหน้าสองสามก้าวพร้อมกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “หรือนี่จะเป็นข่าวดีจากทางการเรื่องการสอบได้เป็นขุนนางของเจ้าอย่างแท้จริง?!”
ข้อนี้หยุนลี่จงก็รู้ตนเองดีว่าเป็นไปไม่ได้ เขาสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งจับประคองแขนผู้เฒ่าหยุนไว้พลางหันหน้าไปมองหยุนลี่เซียวและชายร่างผอมราวเสาไม้ไผ่ด้วยสายตาเข้มขรึม โดยปกติคนทั้งสองกระทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ขี้ขโมยไปวัน ๆ เมื่อเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ทางการมาเยือนถึงบ้านก็อดวิตกกังวลไม่ได้
“นายท่านสาม คือว่า… ข้ายังมีธุระต้องไปที่อื่นต่อ ท่านอย่าลืม…” ชายร่างผอมหันไปขยิบตาให้หยุนลี่เซียวเป็นเชิงสัญลักษณ์แฝงความนัยบางอย่าง ก่อนหมุนตัวไปอีกทางเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดไปเพียงผู้เดียว
ทันทีที่เดินออกจากประตูเรือนจึงพบเข้ากับเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวพอดิบพอดี เขาเพียงหัวเราะหึ ๆ ในลำคอพร้อมก้มศีรษะลงต่ำ ก่อนเบี่ยงกายไปด้านข้างและวิ่งเผ่นหายไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านเจ้าหน้าที่…” ผู้เฒ่าหยุนรีบต้อนรับและเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม เขาพยายามทรงตัวและประสานมือคารวะผู้มาเยือนอย่างสุภาพ ริมฝีปากแห้งผากขยับราวต้องการเอื้อนเอ่ยบางสิ่งแต่ตัดสินใจเงียบเสีย
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบโค้งคำนับกลับทันทีก่อนเอ่ยแนะนำตัวอย่างสุภาพเช่นกัน “ข้าน้อยเป็นเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการเมืองอันผิง ใคร่ถามสักหน่อยว่าที่นี่ใช่เรือนของนายท่านหยุนลี่จงใช่หรือไม่?”
ครั้นได้ยินคำกล่าวให้เกียรติเช่นนั้น หยุนลี่จงจึงยืดตัวตรงพร้อมตอบกลับด้วยความภาคภูมิ “ใช่แล้ว เป็นข้าเอง”
“โอ้ ข้าน้อยผู้นี้มีดวงตาแต่กลับมองไม่เห็นภูเขาไท่ซาน เสียมารยาทต่อท่านแล้ว!” ใบหน้าของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาประสานมือพร้อมโค้งคำนับอีกหน ทว่าครั้งนี้เต็มไปด้วยความนอบน้อมยิ่งกว่าเก่า
“ใต้เท้าหยุน ขอแสดงความยินดี ขอแสดงความยินดี!” หลังทำความเคารพเสร็จสรรพแล้วเจ้าหน้าที่คนนั้นจึงหยิบซองจดหมายออกมาจากอกเสื้อก่อนยื่นให้หยุนลี่จงสองมือด้วยท่าทางประจบประแจง
“นี่คือ…” หยุนลี่จงกวาดสายตามองโดยคร่าว บนหน้าซองเขียนคำว่า ‘มณฑลอันผิง’ ไว้ชัดเจน หัวใจของเขาพลันเต้นแรงถึงสองครั้งด้วยความคาดหวังถึงบางสิ่ง
“นี่เป็นเอกสารแต่งตั้งอย่างเป็นทางการที่ส่งตรงมาจากกรมพระราชสำนักขอรับ!” ดวงตาคู่นั้นยิ้มจนหรี่เล็กลงและปรากฏรอยตีนกา “ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับใต้เท้าหยุน ตำแหน่งของท่านมีความก้าวหน้าแล้ว ก้าวหน้าแล้ว!”
เอกสารแต่งตั้งจากกรมพระราชสำนัก?!
นำส่งโดยเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการมณฑลโดยตรง!
ผู้เฒ่าหยุนตื่นเต้นกระทั่งร่างกายทรงตัวไม่อยู่อีกต่อไป เขาเซถอยหลังไปหลายก้าว มือผอมบางข้างหนึ่งจับด้ามไม้เท้าไว้แน่น ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะกลับมาทรงตัวได้ดังเดิม เขาถามย้ำอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “ว่าอย่างไรนะ?! เอกสารอะไรกัน?!”
“โอ๊ย ท่านผู้เฒ่า โปรดแสดงความปีติยินดีหน่อยเถิดขอรับ!” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นรีบปราดเข้าประคองผู้เฒ่าหยุนพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงประจบประแจง “นี่คือเอกสารราชกิจจานุเบกษาว่าด้วยการแต่งตั้งขุนนางให้เข้ารับตำแหน่งจากกรมพระราชสำนัก ใต้เท้าหยุนลูกชายคนโตของท่านกำลังจะได้รับราชการแผ่นดินแล้ว ต่อไปท่านเองก็จะกลายเป็นนายท่านผู้นำตระกูล!”
“เป็นขุนนาง…” ผู้เฒ่าหยุนพึมพำทวนคำทั้งที่ริมฝีปากอ้าพะงาบ ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกราวร่างกายกำลังลอยล่องอยู่ในความฝัน
นิ้วมือของหยุนลี่จงสั่นระริกไม่แพ้กัน เขาพยายามกลั้นหายใจอยู่หลายหนกว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เขาบรรจงหยิบจดหมายออกมาจากซองอย่างไม่อาจอดใจรออีกต่อไป สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเป็นสิ่งแรกคือตราประทับสีแดงสดขนาดใหญ่อันเด่นชัด ซึ่งเป็นประหนึ่งลูกไฟที่จุดชนวนเพลิงในทรวงอกของเขาให้ลุกโชนขึ้นภายในพริบตา
นางเฉินโผล่หน้าออกมาจากห้องครัวอีกครั้ง ส่วนบนบ้าน ทั้งแม่นางจ้าว แม่เฒ่าจู หยุนโม่ หยุนเยว่ และหยุนหรงซึ่งออกมาสังเกตการณ์อยู่สักพักหนึ่งแล้วได้ยินดังนั้นจึงจับจ้องไปที่หยุนลี่จงเป็นตาเดียวด้วยความกระตือรือร้นและรอคอย
“นี่เป็นหนังสือแต่งตั้งจากกรมพระราชสำนักของจริง!” มือหยุนลี่จงถือจดหมายไว้แน่น แผ่นหลังตั้งตรง ริมฝีปากก็เม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรงเช่นเดียวกัน เขาลดระดับเสียงลง “เนื้อความในจดหมายแต่งตั้งให้ข้าเป็นนายอำเภอของมณฑลชิงหนิว เป็นขุนนางชั้นที่เจ็ด ให้เดินทางเข้ารับตำแหน่งภายในเดือนนี้!”
“ขอแสดงความยินดีอีกครั้งที่ท่านใต้เท้าจะได้เข้ารับตำแหน่งทันที! ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์จะมีผู้ปกครองมณฑลที่ดีเพิ่มอีกหนึ่งท่านแล้ว!” เจ้าหน้าที่โค้งคำนับอีกหนึ่งครั้ง ใบหน้าแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้ม มือที่ประสานกันแทบจะยืนไปถูกใบหน้าของหยุนลี่จงอยู่รอมร่อ
หยุนลี่จงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จ่ายเงินเป็นรางวัลให้อีกฝ่ายตามธรรมเนียม เขาลูบมือไปตามเสื้อผ้าแต่กลับไม่พบเงินติดตัวแม้แต่เหรียญเดียว ผู้เฒ่าหยุนเห็นดังนั้นแล้วจึงเดินกลับเข้าห้องไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ก่อนหยิบเศษเงินก้อนออกมาประมาณสองสามตำลึงเพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้รับเงินแล้วจึงรีบเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อ ก่อนกล่าวกำชับอีกหลายประโยคในทำนองเดียวกันซ้ำ ๆ ว่าเส้นทางไปยังตัวมณฑลชิงหนิวนั้นค่อนข้างไกลและต้องลัดเลาะข้ามภูเขา เพราะฉะนั้นว่าที่นายอำเภอคนใหม่ควรรีบเร่งออกเดินทางโดยเร็วที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องรีบร้อนและเดินทางไปอย่างปลอดภัย ครั้นหมดหน้าที่แล้วจึงคำนับลาอีกครั้งและเดินจากไปด้วยความเบิกบานเป็นที่ยิ่ง
หยุนลี่จงยังคงยืนนิ่งอยู่กลางลานบ้าน ในมือถือหนังสือแต่งตั้งซึ่งมีตราประทับสีแดงขนาดใหญ่อย่างเป็นทางการจากกรมพระราชสำนัก เขาจ้องมองมันด้วยความชื่นชมและตกอยู่ในห้วงภวังค์อันแสนหวานอยู่พักใหญ่