ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 329 ตัดสินคดีในชั้นศาล
ตอนที่ 329 ตัดสินคดีในชั้นศาล
ตอนที่ 329 ตัดสินคดีในชั้นศาล
แน่นอนว่าข่าวคราวที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านขนาดเล็กย่อมไม่มีทางเป็นความลับ ครั้นข่าวที่ว่าหยุนลี่จงใช้เงินเพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่คุมสอบกระทั่งถูกแต่งตั้งเป็นขุนนางแพร่ออกไป ทั้งยังมีเรื่องก่อนหน้านั้นที่เขาเข้าบ่อนเล่นพนันกระทั่งหมดตัวและเป็นหนี้ ซ้ำยังโยนความผิดให้หยุนลี่เต๋อรับแทนเพื่อที่ตนเองจะได้ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมถึงเรื่องที่เขาขัดแย้งกับหยุนลี่เซียวถึงขั้นวางแผนการฆ่าน้องชายแท้ ๆ
“ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่? นายท่านซิ่วไฉ่ออกจะสุภาพสูงส่งถึงเพียงนั้น จะกระทำเรื่องต่ำช้าเหล่านี้ได้อย่างไร?”
“เจ้าจะรู้อะไร? เป็นบัณฑิตแล้วก็ใช่ว่าจะคิดคดไม่ได้เสียเมื่อไร หากเขาคิดกระทำเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริง ต่อให้ชายฉกรรจ์นับสิบก็ไม่อาจต่อกรกับเขาได้”
“ข้าว่าอาจไม่ใช่เรื่องจริงก็เป็นได้ มิเช่นนั้นกรมพระราชสำนักจะแต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางอย่างไรได้? หากทำเช่นนั้นไม่ถือเป็นการทำร้ายราษฎรหรอกหรือ?”
“ลูกชายคนที่สามของตระกูลหยุนเป็นคนเช่นไรพวกเจ้าย่อมรู้ดี คำพูดของเขาน่าเชื่อถือเสียที่ไหน? ข้าคิดว่าเขาเห็นว่านายท่านซิ่วไฉ่กำลังจะได้เป็นขุนนาง จึงคิดแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้วิธีสาดโคลนใส่ร้ายเขามากกว่า ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อเลย”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนเถอะ ยังมีเรื่องที่เขาเข้าบ่อนเล่นพนันถึงขั้นคนของบ่อนในเมืองตามมาทวงหนี้ถึงบ้านตระกูลหยุนอีก ไม่ว่าอย่างไรต้องมีเงื่อนงำบางอย่างเป็นแน่ อีกทั้งเจ้าสองก็เป็นคนซื่อจนโง่ออกปานนั้น ไม่แน่ว่าเขาอาจยอมเป็นแพะรับบาปแทนพี่ชายตนเองก็เป็นได้”
“จุ๊ จุ๊ ช่างซับซ้อนเสียนี่กระไร…”
“คราวนี้นายท่านซิ่วไฉ่เองก็ประหลาดพิลึก นับตั้งแต่เขากลับมาจากการสอบ เจ้าหน้าที่รายงานข่าวดีจากเมืองหลวงยังไม่ทันเดินทางมายังหมู่บ้านด้วยซ้ำ ทว่าเขากลับประกาศว่าครั้งนี้สอบผ่านได้เป็นขุนนางแน่ นั่นหมายความว่าอย่างไร?”
“ไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการฝากฝังเส้นสายโดยตรงจากสามีผู้สูงศักดิ์ของหยุนชิ่วเอ๋อ อีกไม่กี่วันเขาก็จะได้รับทั้งเงินทองทั้งตำแหน่งขุนนางแล้ว ฐานะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเช่นนี้บรรพบุรุษของตระกูลหยุนคงยินดีนัก!”
“เหอะ นังเด็กนั่นต้องใช้มารยาใดเกลี้ยกล่อมให้สามีของตนจัดการเรื่องนี้ให้เป็นแน่! นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สามารถรับลูกเจี๊ยบและลูกสุนัขคลุกฝุ่นขึ้นไปเสวยสุขด้วยกันบนสรวงสวรรค์ มิเช่นนั้นหญิงประวัติฉาวโฉ่เช่นนางจะโบยบินขึ้นไปสูงถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? จนป่านนี้ยังไม่กลับมาเยี่ยมเยียนบ้านเก่าเลยด้วยซ้ำ”
ในบรรดาวงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นล้วนมีประโยคที่ว่า ‘นายท่านซิ่วไฉ่ลอบทำร้ายน้องชายแท้ ๆ’ แต่ละคนต่างเชื่อกันไปว่าการที่หยุนลี่เซียวอาละวาดทำร้ายหยุนลี่จงต่อหน้าสาธารณชนในวันก่อนถือเป็นเรื่องที่สมควรกับเหตุผล ทว่าใครสักคนที่ใฝ่หาความครึกครื้นชื่นชอบเรื่องใหญ่ หรืออาจยินดีกับความโชคร้ายของผู้อื่นได้ยุยงปลุกปั่นให้ชาวบ้านผู้โง่เขลาคนหนึ่งนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อศาลาว่าการมณฑล
อย่างไรก็ตามตอนนี้หยุนลี่จงกลายเป็นว่าที่นายอำเภอและขุนนางระดับที่เจ็ดแล้ว ทั้งยังมีเอกสารรับรองการแต่งตั้งจากทางการอย่างชัดเจน ดังนั้นสถานะของเขาและใต้เท้าจงผู้เป็นนายอำเภออันผิงจึงนับได้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ร่วมสัตย์สาบานต่อองค์จักรพรรดิ ทำให้เขาค่อนข้างสุภาพและให้เกียรติอีกฝ่ายยิ่ง
ขุนนางของมณฑลอันผิงสองท่านได้เชิญให้หยุนลี่จง หยุนลี่เซียว และชายร่างผอมราวเสาไม้ไผ่ผู้เป็นพยานไปตัดสินคดีความกันในชั้นศาลอย่างตรงไปตรงมา แม้แต่พวกชาวบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็นก็ติดตามมาด้วย ตลอดทางแต่ละคนต่างออกความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวกันอย่างสนุกปาก
ครั้นเรื่องราวบานปลายมาถึงชั้นศาล หยุนลี่เซียวก็ตกอยู่ในสภาพเข้าตาจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงกระนั้นก็ยังกัดฟันแน่นข่มความกลัวในจิตใจและเล่าวีรกรรมของหยุนลี่จงโดยละเอียดทุกเรื่องราว โดยที่น้ำเสียงสั่นเครือ ร่างกายสั่นสะท้าน
ฝูงชนที่ฟังการตัดสินอยู่ด้านนอกได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงถึงขั้นอ้าปากค้าง บ้างก็ถอนหายใจด้วยความชิงชังรังเกียจ ทว่าหยุนลี่จงยังคงนั่งประสานมือด้วยท่าทางนิ่งสงบ รูปลักษณ์ภายนอกดูสูงส่งประหนึ่งบัณฑิตที่กำลังถกเถียงกับอันธพาล
หยุนลี่เซียวตระหนักดีว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว เขาย่อมไม่ได้รับเงินแม้สักเหรียญทั้งยังทำให้ผู้เฒ่าหยุนขุ่นเคือง เขาจึงทำสิ่งได้ไม่ได้มากนอกจากพยายามรักษาใบหน้าของตนไว้จนถึงที่สุด ครุ่นคิดแล้วให้นึกเสียใจไม่หายที่ไม่อาจหยุดยั้งเรื่องราวไว้ได้ อีกทั้งชายร่างผอมก็เป็นเพียงพยานบุคคลที่มีเพียงลมปากไร้หลักฐาน คำพูดของเขาเต็มไปด้วยช่องโหว่ ยังไม่ทันไต่สวนอย่างจริงจังก็พูดจาติดขัดเสียแล้ว ในที่สุดใต้เท้าจงจึงตบไม้ลงกับโต๊ะโดยแรง เขาตกใจกลัวจนคุกเข่าลงกับพื้น
ชายร่างผอมยอมสารภาพแต่โดยดีว่าวันนั้นเขาร่ำสุราอย่างหนักกระทั่งเมามายไม่ได้สติ ไม่สามารถจดจำสิ่งใดได้ และไม่รู้เห็นสิ่งใดทั้งนั้น คำกล่าวที่เขาชี้ว่าหยุนลี่จงเป็นผู้ลอบทำร้ายล้วนเป็นสิ่งที่หยุนลี่เซียวสั่งให้เขาพูด ทั้งอีกฝ่ายยังรับปากว่าหากงานสำเร็จแล้วจะมอบเงินตอบแทนให้กับเขาเป็นจำนวนสองตำลึง ‘เงินอันหอมหวาน’ ทำให้เขาหลงกลยอมตกลงสวมบทบาทพยานแต่โดยดี
ทันทีที่ความจริงถูกเปิดเผย หยุนลี่เซียวจึงกระโจนเข้าไปกระชากคอเสื้อและด่าทออีกฝ่ายต่อหน้าศาล ทั้งยังอาละวาดและตะโกนไม่หยุดว่าหยุนลี่จงต้องการฆ่าเขา กระทั่งทหารยามทั้งสามนายต้องเข้าไปจับเขากดลงกับพื้น
หยุนลี่จงถอยหลังไปสองก้าวพลางจับจ้องใบหน้าของหยุนลี่เซียวอย่างเย็นชา ก่อนส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ “เฮ้อ น้องสาม เหตุใดเจ้าต้องทำถึงขั้นนี้ด้วยเล่า? การใส่ร้ายข้าให้ประโยชน์อันใดแก่เจ้าบ้าง?”
หยุนลี่เซียวพยายามดิ้นรน ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนออกมานอกเบ้า เส้นเลือดบนขมับปูดโปนออก เขาจ้องเขม็งไปยังหยุนลี่จง “ไอ้สารเลว! อย่าหวังว่าจะเสวยสุขต่อไปได้! สวรรค์ไม่มีวันปล่อยเจ้าไปแน่!”
นายอำเภอบังเกิดความลำบากใจเล็กน้อย ด้านหนึ่งเป็นสหายที่เคยร่ำเรียนร่วมสำนัก ส่วนอีกด้านก็เป็นน้องชายร่วมสายเลือดแท้ ๆ ของสหายร่วมสำนัก หากจะตัดสินโทษเบาก็ไม่เหมาะสม ตัดสินโทษหนักก็ไม่สมควร ครั้นชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินลงโทษหยุนลี่เสียวฐานก่อความวุ่นวายในศาลและใส่ร้ายป้ายสีขุนนาง โดยการสั่งโบยจำนวนห้าสิบไม้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เขาต้องติดคุก
การโบยห้าสิบไม้แม้ไม่ใช่โทษสถานหนักแต่ก็สาหัสเช่นกัน ครั้นทำการโบยเสร็จสิ้นแล้วแผ่นหลังของหยุนลี่เซียวมีเลือดไหลซึมออกมาผ่านเสื้อผ้า เขาถูกชาวบ้านที่ตามมารับชมความครึกครื้นช่วยกันหามกลับไปหมู่บ้านไป๋ซี ส่งร่างปวกเปียกของเขาถึงบ้านตระกูลหยุน
เมื่อเรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้หยุนลี่เซียวทำได้เพียงกัดฟันกลืนความเจ็บปวดลงท้องไปเท่านั้น เมื่อคำพูดของเขาก่อนหน้านี้ทั้งหมดกลับกลายเป็นเรื่องเหลวไหลในสายตาผู้อื่น การข่มขู่กรรโชกเอาเงินจากผู้เป็นพ่อไม่สำเร็จ ทั้งยังเป็นการทำผิดต่อพี่ชายของตนเอง
หยุนลี่เซียวนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง เอาแต่ก่นด่าสาปแช่งหยุนลี่จงตลอดทั้งคืน กระทั่งเสียงแหบแห้งจนไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้แม้แต่คำเดียว ภายในใจยังคงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างยากจะระงับ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตลอดเวลา ต้องการฆ่าพี่ชายหน้าซื่อใจคดผู้นี้ให้ตายตกไปเสีย
หยุนลี่จงทำหูทวนลมไม่ได้ยินคำสาปแช่งเหล่านั้น เขาทยอยเก็บสัมภาระได้เพียงบางส่วนก็ถูกผู้เฒ่าหยุนเรียกตัวขึ้นไปพูดคุยบนห้อง
“เจ้าใหญ่ เจ้าจะออกเดินทางเมื่อใดหรือ?” ผู้เฒ่าหยุนเอนกายพิงพนักหัวเตียง สีหน้าท่าทางสดชื่นขึ้นกว่าหลายวันก่อนมากทีเดียว ภายใต้แสงตะเกียงวูบไหว ดวงตาทั้งสองของเขากลับเปล่งประกายโชติช่วง
“หากไม่ใช่พรุ่งนี้อาจเป็นวันมะรืนขอรับ จำเป็นต้องรีบเร่งสักหน่อย ระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร ไม่อาจล่าช้าได้” หยุนลี่จงประสานมือก่อนกล่าวต่อ “ท่านพ่อ ตอนนี้เราไม่อาจล่วงรู้ว่าสภาพอากาศทางนั้นเป็นเช่นไร วันนี้อากาศเริ่มเย็นลงมาก ท่านเองก็สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงนัก รอให้ข้าไปถึงที่นั่นเพื่อจัดการทุกสิ่งให้เสร็จสรรพเรียบร้อยดีเสียก่อน สิ้นฤดูใบไม้ผลิข้าค่อยกลับมารับท่านและท่านแม่…”
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้า “เจ้าใคร่ครวญได้อย่างรอบคอบแล้ว”
“ฮึ่ม อย่ามัวแต่หลงระเริงกับความมั่งคั่งและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแต่เพียงผู้เดียว กระทั่งหลงลืมคนเฒ่าคนแก่ไร้ประโยชน์อย่างพวกข้าเอาไว้เบื้องหลังก็แล้วกัน” แม่เฒ่าจูแค่นเสียงเย็นชา แม้ปากจะกล่าวกระแนะกระแหนทวงบุญคุณไปเช่นนั้น ทว่าใจจริงแล้วนางกลับไม่ต้องการย้ายตามลูกชายเข้าไปอาศัยอยู่ในเมืองเพื่อแสวงหาความสุขด้วยซ้ำ
แม่เฒ่าจูกลับรู้สึกว่าเมื่อหยุนลี่จงได้ขึ้นเป็นขุนนางแล้ว ต่อไปนี้เห็นทีคงรับมือกับเขาได้ยากยิ่ง ทั้งนางยังไม่สามารถรับมือกับผู้คนและวิถีชีวิตที่แปลกใหม่ เพราะมันทำให้นางรู้สึกถึงความ ‘ไม่ปลอดภัย’ นางเพียงต้องการอาศัยอยู่กับลูกสะใภ้ในเรือนเก่าและกอดเงินที่ได้มาไว้ให้แน่น
“ท่านแม่ ดูสิ่งที่ท่านพูดสิขอรับ ข้าเป็นลูกชายที่ท่านอุตส่าห์เลี้ยงดูมากับมือ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่มีวันทอดทิ้งพวกท่านเป็นแน่” หยุนลี่จงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “รอจนทุกสิ่งอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ข้าจะจ้างรถม้าให้เดินทางมารับท่านและท่านพ่อเข้าเมืองไปอยู่ด้วยกัน หลังจากนั้นก็จ้างสาวรับใช้ที่เฉลียวฉลาดให้มาคอยปรนนิบัติพวกท่านสักสองสามคน ต่อไปนี้ท่านไม่ต้องกังวลสิ่งใดทั้งสิ้น ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายก็เพียงพอแล้ว…”
กล่าวได้ดี ทว่าแม่เฒ่าจูกลับไม่รับน้ำใจนั้น นางใช้หางตาชำเลืองมองและแค่นเสียงฮึดฮัดด้วยยังไม่สบอารมณ์นัก “กล่าวเรื่องอนาคตไร้แก่นสารไปก็เปล่าประโยชน์ คนชราภาพแขนขาอ่อนเปลี้ยก้าวเท้าข้างหนึ่งลงไปในหลุมศพคงไม่อาจเอื้อมรับการดูแลเช่นนั้น ขอเพียงในฐานะที่เจ้าเป็นขุนนางยังไม่หลงลืมว่าต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ อย่าได้ประพฤติตนเช่นเดียวกับเจ้ารองหมาป่าตาขาวนั่นเชียว ไม่เคยเกื้อกูลของมีค่าใด ๆ ให้ แบ่งปันเพียงเศษอาหารประหนึ่งพวกข้าเป็นยาจก!”
ทั้งหมดทั้งมวลแม่เฒ่าจูสื่อความหมายไปในทางเดียวเท่านั้น คือ ‘ขอเงิน’
หยุนลี่จงพยักหน้าแสร้งทำเป็นว่าเข้าใจ ไม่ปริปากตอบคำใดทั้งสิ้น
แม่เฒ่าจูเห็นหยุนลี่จงนิ่งเงียบเสียก็ตั้งท่าเตรียมจะก่นด่าต่อไป ทว่าผู้เฒ่าหยุนกลับกล่าวแทรกขึ้นเพื่อขัดจังหวะเสียก่อน เขาครุ่นคิดมาระยะหนึ่งแล้วแต่ยังอดเอ่ยถามไม่ได้ “เจ้าใหญ่ ตำแหน่งขุนนางในครั้งนี้เจ้าได้มาอย่างไร?”
“ข้าเคยบอกเล่าแผนการให้ท่านทราบก่อนหน้านี้แล้วมิใช่หรือขอรับ ในบรรดาสหายบัณฑิตของข้า มีสหายสองคนที่ครอบครัวของพวกเขาสามารถพูดคุยเรื่องเส้นสายให้ได้ ส่วนข้าเพียงได้รับเกียรติและผลพวงตามไปด้วยเท่านั้น” หยุนลี่จงพูดพลางหลุบตาลงเล็กน้อย ทั้งยังรักษาสีหน้าให้เป็นปกติ
ผู้เฒ่าหยุนยังไม่วายนึกข้องใจ “เงินเพียงหนึ่งร้อยตำลึง… ทำให้เจ้าก้าวหน้าถึงขั้นได้รับตำแหน่งนายอำเภอเชียวรึ?”
“ข้าเคยบอกแล้วอย่างไรขอรับว่าครั้งนี้สบโอกาสอันดี หากพวกเขาไม่ใช่สหายบัณฑิตของข้า เกรงว่าต่อให้เรามีเงินก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้” หยุนลี่จงอธิบาย “อีกอย่าง ตำแหน่งนายอำเภอและขุนนางระดับที่เจ็ดนั้นเป็นเพียงขุนนางชั้นปลายเท่านั้น”
สิ่งที่เขาพูดเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากเรื่องราวทั้งหมด มีเพียงเขาเท่านั้นที่รับรู้ว่าขุนนางผู้รับสินบนคนดังกล่าวเป็นผู้ใด
ห้องฝั่งปีกตะวันออก
พอรับรู้ข่าวว่าหยุนลี่จงจะได้เข้ารับตำแหน่งทันที แม่นางจ้าวก็พลันหายจากอาการวิงเวียนศีรษะ แข้งขาไม่อ่อนแรงอีกต่อไป นางทำการเก็บสัมภาระของสมาชิกครอบครัวทั้งห้าคนอย่างคล่องแคล่ว ครั้นเห็นหยุนลี่จงเดินเข้ามาในห้องจึงยิ้มแย้มต้อนรับพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพ่อของเรากำชับอะไรไว้บ้างหรือ? ข้าเก็บข้าวของทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านดูสิว่ายังมีสิ่งใดตกหล่นอีกหรือไม่? จริงสิ! ยังต้องจ้างเกวียนล่อ เตรียมเงินค่าอาหาร และที่สำหรับพักค้างแรมในแต่ละคืนอีก…”
หยุนลี่จงชำเลืองมองแม่นางจ้าวด้วยสายตาเย็นชา
แม่นางจ้าวยังพูดพล่ามต่อไป “ท่านเป็นถึงขุนนางใหม่ของท้องถิ่นที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าขุนนางในพื้นที่ การพบปะสังสรรค์ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นจะให้ผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์เรื่องฐานะไม่ได้เป็นอันขาด ครั้งนี้เห็นทีคงไม่อาจประหยัดเงินได้และต้องใช้เงินถึงหนึ่งหมื่นตำลึง เรื่องนี้ท่านก็ต้องพูดคุยกับท่านพ่อ…”
“ข้าเป็นถึงนายอำเภอผู้ปกครองมณฑล หากคิดจะไต่เต้าปีนป่าย ผู้ที่ต้องทำเช่นนั้นควรเป็นพวกพ่อค้าและชาวบ้านต่างหากที่คอยยกยอสรรเสริญข้า!” หยุนลี่จงเผยสีหน้าบึ้งตึง “สตรีผู้โง่เขลา หากไม่รู้แจ้งเรื่องใดก็หุบปากเสีย เจ้ารู้เรื่องในแวดวงขุนนางดีนักรึ?!”
แม่นางจ้าวถูกต่อว่าก็ให้รู้สึกอับอายอย่างยิ่ง ทว่านางไม่กล้าสะบัดหน้ากระเง้ากระงอดใส่เขาอีก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ทั้งหมดที่ข้าแนะนำก็เพื่อท่านมิใช่หรอกหรือ? อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนั้นดีนัก เตรียมการไว้ก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย โอ๊ย! เกือบลืมไปเสียสนิท ข้าต้องสั่งให้สะใภ้สามทำขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมสำหรับเป็นอาหารแห้งไว้ประทังความหิวระหว่างทาง…”
ใบหน้าของแม่นางจ้าวแปรเปลี่ยนไปจากเมื่อวานนี้โดยสิ้นเชิง ราวกำลังทำการแสดงอุปรากรชุดใหญ่ เมื่อคืนนี้ยังสาปแช่งหยุนลี่จงสาดเสียเทเสีย ทว่าวันนี้กลับทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตนผิดวิสัย หยุนลี่จงมองแล้วให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
เดิมทีเขาไม่ต้องการพาแม่นางจ้าวให้เดินทางไปรับตำแหน่งขุนนางที่มณฑลชิงหนิวพร้อมกัน แต่เพราะเขากังวลว่าแม่นางจ้าวอาจปากพล่อยและนำเรื่องของหยุนลี่เซียวมาเป็นข้อข่มขู่หากเขาทิ้งนางไว้ที่นี่ จนอาจก่อเรื่องเป็นปัญหาใหญ่โตขึ้นอีก
‘ช่างเป็นภาระเสียจริง!’ หยุนลี่จงครุ่นคิดในใจ
เสียงแม่นางจ้าวดังขึ้นจากทางลานบ้าน “สะใภ้สาม เร็วเข้า! รีบก่อไฟปรุงอาหารเถิด อย่าลืมทำขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมด้วย การเดินทางครั้งนี้ยาวไกลนัก พวกข้าจำเป็นต้องมีอาหารแห้งตุนไว้มากสักหน่อย”
ครั้นหยุนลี่จงมีอนาคตหน้าที่การงานอันรุ่งโรจน์ กระดูกสันหลังของแม่นางจ้าวก็กลับมาเชิดตรงอีกครั้ง น้ำเสียงที่ออกคำสั่งแข็งกระด้างไม่คิดไว้หน้านางเฉินอีก ทว่าแม้ตะโกนเรียกอยู่หลายครั้งกลับยังไม่เห็นนางเฉินเดินออกมาตอบรับแต่อย่างใด
แม่นางจ้าวบังเกิดความไม่พอใจทันที “สะใภ้สาม สะใภ้สาม!? ได้เวลาเข้าครัวปรุงอาหารแล้ว เจ้าหายหัวไปหลบอยู่ที่ไหนกัน?! ตลอดทั้งวันไม่คิดสะสางงานบ้านงานเรือนให้เรียบร้อย รู้หรือไม่ว่าท่านพ่อท่านแม่รังเกียจครอบครัวของพวกเจ้าเพียงใด น่าสมเพชนัก…”
เอี๊ยด… ประตูห้องฝั่งปีกตะวันตกเปิดออกผาง นางเฉินเดินบิดสะโพกอุ้ยอ้ายพลางโผล่ออกมาเพียงครึ่งตัว นางกวาดสายตามองแม่นางจ้าวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความไม่พอใจ “พี่ใหญ่เป็นเหตุให้น้องชายของเขาต้องเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้น แล้วคิดจะทิ้งครอบครัวหนึ่งไปลิ้มรสอาหารเอร็ดอร่อย เสวยสุขอย่างชื่นมื่น ยังต้องการให้ข้าคอยปรนนิบัติรับใช้อีก! พวกเจ้าชักจะข่มเหงรังแกกันเกินไปแล้ว! ต่อให้กระดูกหักยังมีเส้นเอ็นพันเกี่ยว* งั้นรึ?! ถุย! ล้วนเป็นคำโกหกชวนเชื่อทั้งเพ! ทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าแต่กลับได้ดิบได้ดี ไม่เกรงกลัวสวรรค์ส่งสายฟ้าลงมาผ่ากลางกบาลหรืออย่างไร?!”
* กระดูกหักยังมีเส้นเอ็นพันเกี่ยว = หมายถึงสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวเดียวกันแม่ว่าพ่อแม่พี่น้องหรือญาติสนิทที่แน่นแฟ้นเป็นอย่างมาก ราวกับกระดูกที่แม้หักแล้วแต่เอ็นยังเหลืออยู่