ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 330 โธ่เอ๊ย... คนเนรคุณ
ตอนที่ 330 โธ่เอ๊ย… คนเนรคุณ
ตอนที่ 330 โธ่เอ๊ย… คนเนรคุณ
นางเฉินโก่งคอตะเบ็งเสียงก่นด่าอีกฝ่าย ทว่าถ้อยคำกลับวกไปวนมาซ้ำ ๆ ไม่ต่างจากวิธีที่แม่เฒ่าจูเคยใช้ดุด่านาง แม่นางจ้าวยืดตัวตรงพร้อมถลึงตาโพลง ริมฝีปากกระตุกด้วยความโกรธ “สะใภ้สาม เจ้าชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”
นางเฉินแค่นเสียงก่อนตอกกลับ “เช่นนั้นข้าขอถามเจ้าสักคำ พี่ใหญ่จะทอดทิ้งครอบครัวของเราไปใช่หรือไม่?!”
“เหลวไหล” แม่นางจ้าวเลิกคิ้วพลางเชิดคางขึ้น “พี่ใหญ่จำเป็นต้องเดินทางล่วงหน้าไปก่อน หากทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจะกลับมารับท่านพ่อและท่านแม่ เวลานี้ใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเต็มที ซ้ำระยะทางยังไกลโข พวกเขาชรามากแล้วอาจอดทนต่อความลำบากระหว่างเดินทางไม่ไหว อีกอย่างหากคนในครอบครัวเดินทางไปพร้อมกันทั้งหมดแล้วผู้ใดจะอยู่คอยดูแลปรนนิบัติพวกเขาเล่า?!”
“เหตุผลหลอกลวงทั้งเพ!” นางเฉินกลอกตาพลางถอยหลังกลับเข้าไปในห้อง ก่อนปิดประตูใส่หน้าเสียงดังโครม “พวกเจ้าทั้งสองล้วนเห็นแก่ตัว!”
ห้องฝั่งปีกตะวันตก
แม้ขนาดห้องค่อนข้างเล็กพอสมควร ทว่าช่วงที่หยุนลี่เต๋อ แม่นางเหลียนและครอบครัวอาศัยอยู่ที่นี่ พวกเขาต่างจัดบ้านและเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างเรียบร้อย แตกต่างจากนางเฉินและครอบครัวที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้เพียงไม่กี่วันสภาพก็รกรุงรังไม่ต่างอะไรจากรังหนู
“โธ่เอ๊ย…คนเนรคุณ! ไม่ทันไรก็หลงลืมเสียแล้วว่าผู้ใดที่คอยปรนนิบัติอยู่เบื้องหลัง ครั้นได้ดิบได้ดีก็ทอดทิ้งครอบครัวให้อยู่เพียงลำพัง ยังมีหน้ามาตำหนิผู้อื่นว่าเกียจคร้านสันหลังยาว!” นางเฉินกระแทกบั้นท้ายลงนั่งข้างเตียงและเริ่มด่าทอด้วยความโกรธจัด
หลังและบั้นท้ายของหยุนลี่เซียวซึ่งถูกโบยถึงห้าสิบไม้เริ่มปริแตก ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นส่งผลให้เขาไม่สามารถออกไปเที่ยวเตร่กับเหล่าสหายเสเพลดังเดิมได้ ทำได้เพียงนอนคว่ำหน้าอยู่นิ่ง ๆ อย่างนั้น ยิ่งคิดถึงโลกภายนอกก็ยิ่งโกรธแค้น ความอึดอัดคับข้องอัดแน่นไปเต็มทรวงอก
“เจ้าก็อีกคน เหตุใดคราวนี้ถึงคิดสร้างเรื่องใส่ความพี่ใหญ่ถึงเพียงนั้น? ประเสริฐแล้วอย่างไรล่ะ… ตอนนี้เจ้าและครอบครัวกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเขาไปเสียแล้ว” นางเฉินบ่นพึมพำอีกครั้ง “ครั้งนี้พวกเขายื่นคำขาด ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีวันยอมให้พวกเราตามไป วันชื่นคืนสุขที่ใฝ่ฝันไว้จมหายไปภายในพริบตา!”
“ไสหัวออกไปซะ! พูดพล่ามตอกย้ำไม่จบไม่สิ้นเสียที แค่ข้ามองหน้าเจ้าก็รำคาญจะตายชักอยู่แล้ว! ออกไป! อย่ามาขวางหูขวางตาข้า!” หยุนลี่เซียวตวาดเสียงกร้าว น่าเสียดายที่เขาไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ หากไม่แล้วคงกระโดดถีบนางเฉินสักสองสามคราให้นางหยุดเอะอะโวยวายเสียที
“เจ้ายังมีแก่ใจขับไล่ข้าให้ไสหัวไปอีกรึ?!” ร่างอวบอ้วนของนางเฉินบิดไปมาเล็กน้อยทว่าไม่ขยับเขยื้อน “ดูสภาพเจ้าในยามนี้ซิว่าน่าสังเวชอย่างไร? รอยแผลแตกเพราะโดนโบยก็เป็นข้ามิใช่รึที่คอยเช็ดคอยใส่ยา นอกจากข้าแล้วในบ้านหลังนี้ยังมีใครอีกที่เต็มใจปรนนิบัติเจ้า?!”
“ไสหัวไปซะ!” หยุนลี่เซียวหยิบหมอนขึ้นตีหลังนางเฉินอย่างแรง
“เจ้าก็เอาแต่โวยวายด่าทอข้าตลอดทั้งวัน” นางเฉินยกมือขึ้นปัดป้องก่อนผุดลุกขึ้นยืนหลบไปอีกทาง “นับได้ว่าชีวิตของข้าลำบากลำบนที่สุดแล้ว สะใภ้ใหญ่ได้เป็นถึงฮูหยินใหญ่ของขุนนาง สะใภ้คนรองย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีก ชีวิตความเป็นอยู่หรือก็สุขสบายนัก เหตุใดข้าจึงไม่มีชีวิตที่ดีเช่นนั้นบ้าง? อุตส่าห์ปรนนิบัติคนทั้งตระกูลเยี่ยงวัวเป็นม้า แม้แต่อาหารดี ๆ ยังไม่เคยได้รับ…”
ทันใดนั้นความโศกเศร้าพลันก่อเกิดขึ้นในใจของนางเฉิน นางแสร้งตัดพ้อสะอึกสะอื้นพลางยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ดดวงตาสองถึงสามหน ทว่าแขนเสื้อกลับไม่เปียกหยดน้ำตาเลยแม้แต่น้อย ร่างกายอ้วนท้วมสั่นระริก
“เสแสร้งร่ำไห้ไปเพื่ออะไรกัน?! นังดาวมรณะ!” หยุนลี่เซียวด่าทอนางเฉินอย่างนึกรังเกียจเสียเต็มประดา
เมื่อแม่นางจ้าวไม่สามารถหลอกใช้นางเฉินได้อีกต่อไป นางจึงจำใจลงครัวและก่อไฟทำอาหารเพื่อต้มบะหมี่และขนมเปี๊ยะไส้ต้นหอมด้วยตนเอง ครั้นหยุนลี่จงมีอนาคตหน้าที่การงานอันดี แม้แม่เฒ่าจูไม่ปริปากทว่าท่าทีกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้นางยอมให้แม่นางจ้าวใช้แป้งสาลีตามชอบ ทั้งยังยินยอมให้ใส่ไข่ในการทำเส้นบะหมี่ถึงสองฟอง
หลังเงี่ยหูฟังคำก่นด่าสาปแช่งจากบ้านของหยุนลี่เซียวอยู่พักใหญ่ แม่นางจ้าวกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองทั้งยังฮัมเพลงในลำคอแผ่วเบาคลอไปด้วย ดีแล้ว… ดีเหลือเกิน! รอจนกว่าครอบครัวของนางจะย้ายออกไปเสียก่อนเถิด นางและจัดการทำลายสองผัวเมียคู่นี้ให้ราบคาบ ถึงเวลานั้นทุกคนจะได้มีความสุขอย่างแท้จริงกันเสียที!
หยุนลี่จงเดินวนไปมาอยู่กลางลานบ้านหลายต่อหลายรอบพลางเงยหน้ามองขึ้นไปยังห้องชั้นบนหลายครั้ง เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของแม่นางจ้าวเมื่อครู่ ถึงแม้สตรีผู้นี้จะมีความรู้ต่ำต้อย ทว่าความคิดความอ่านกลับไม่เลวนัก ตราบใดที่เขาได้เข้ารับตำแหน่งขุนนางทั้งที อย่างไรเสียควรมีเงินทองติดตัวไว้บ้าง
เขาครุ่นคิดลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดจึงตัดสินใจก้าวเท้าขึ้นบันไดไปยังห้องชั้นบน เขาประคองผู้เฒ่าหยุนให้ลุกขึ้นจากเตียงพร้อมกล่าวเชิญชวน “ท่านพ่อ วันนี้สภาพอากาศสดชื่นนัก ท่านเองไม่ได้ออกไปนอกบ้านมาหลายวันแล้ว ข้าขออาสาประคองท่านให้เดินเล่นชมสูดอากาศชมทิวทัศน์รอบหมู่บ้านเองขอรับ”
“ได้” ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าพลางจ้องมองใบหน้าหยุนลี่จงด้วยสายตาอ่อนโยน เขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ลูกชายคนนี้ของเขาช่างเป็นคนกตัญญู ใกล้ถึงวันต้องจากบ้านไปไกลจึงใคร่ใช้เวลาอยู่กับผู้เป็นพ่อ
ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงเต็มที หมู่บ้านเล็ก ๆ ทั้งเงียบสงบและดูโล่งแจ้ง ต้นไม้ผลัดใบร่วงหล่นลงเกือบหมดต้น กวาดสายตามองไปทางใดก็มีแต่ทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ให้ความรู้สึกหดหู่อ้างว้างเล็กน้อย
สองพ่อลูกยืนอยู่บนคันนา ที่ดินเบื้องหน้าของพวกเขาตอนนี้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลกั๋วโดยชอบไปเสียแล้ว ผู้เฒ่าหยุนจดจำได้ดีว่าหน้าร้อนที่ผ่านมาเขาเคยหว่านไถพรวนดินอย่างไรบ้าง ส่วนหยุนลี่จงได้ยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์สัตย์สาบานต่อฟ้าดิน รับรองว่าจะนำความรุ่งโรจน์มาสู่ตระกูลหยุนและกตัญญูต่อบุพการีอย่างแน่นอน
“ตระกูลของเราหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเช่นนี้มาหลายชั่วอายุคน ทำไร่ไถนาให้ลูกหลานมีอาหารการกินสืบมา กว่าเจ้าจะสอบได้เป็นขุนนางนั้นไม่ง่ายเลย เจ้าใหญ่ เจ้าจะต้องยืนหยัดให้ถึงที่สุดเพื่อลมหายใจสุดท้ายของตระกูลเรา!” ผู้เฒ่าหยุนสั่งสอนด้วยความซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าผ่านเรื่องราวเลวร้ายใดมาบ้าง แต่ตอนนี้หยุนลี่จงนับว่าย่างเท้าก้าวแรกเข้าสู่ชีวิตการเป็นขุนนาง นับว่าเป็นความปรารถนาอันแรงกล้าที่เขาคาดหวังมานานปี ภายในใจเต็มไปด้วยความปลื้มปีติอย่างที่สุด ทั้งยังเกิดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายยากจะอธิบาย
“ท่านพ่อ ท่านโปรดวางใจเถิดขอรับ” หยุนลี่จงกล่าว “ทันทีที่ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน อากาศอบอุ่นขึ้น ข้าจะจ้างรถม้าคันใหญ่ขนาดโอ่อ่านั่งสะดวกสบายกลับมารับท่านและท่านแม่อย่างสมเกียรติ”
“อืม” ผู้เฒ่าหยุนโบกมือ “ข้าเองชราภาพเหลือเกินแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจดูแลให้มากความ นับแต่นี้เป็นต้นไปเจ้าต้องคอยกระตุ้นเตือนเจ้าหยุนโม่ให้มากหน่อย เขาอายุยังน้อย ในฐานะพ่อเจ้าอาจค้ำชูช่วยเหลือเขาได้มากกว่านี้ เป็นเช่นนี้แล้วตระกูลหยุนของเราจึงจะรุ่งโรจน์สืบต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น”
หยุนลี่จงพยักหน้ารับ
ผู้เฒ่าหยุนพูดพล่ามเรื่องต่าง ๆ เพื่อสั่งสอนต่อไปอีกหลายเรื่อง ครอบคลุมไปเสียทุกสิ่งอย่าง หยุนลี่จงอดทนฟังและขานรับไม่ให้เป็นการเสียมารยาท รอกระทั่งอีกฝ่ายบอกกล่าวจนสิ้นความท้องฟ้าเริ่มมืดลง สบจังหวะแล้วเขาจึงเอ่ยปาก “ท่านพ่อ ในความคิดของข้าแล้ว ต่อไปนี้ท่านอย่าได้ลงแรงทำไร่ทำนาอีกเลย รอจนกว่าฤดูใบไม้ผลิมาเยือนข้าจะรีบมารับท่านให้ไปอยู่ที่มณฑลชิงหนิว ตระกูลของเราจะหยั่งรากฐานกันที่นั่น หากท่านต้องการซื้อทรัพย์สมบัติไว้สำหรับครอบครัวแล้วละก็ค่อยเสาะหาสำรวจเอาภายหลังก็ยังไม่สาย”
ผู้เฒ่าหยุนเกิดความสงสัย “ย้ายไปตั้งรกรากที่นั่นงั้นรึ?”
“ขอรับ” หยุนลี่จงตอบกลับ “ป่านนั้นครอบครัวของเราก็ย้ายไปตั้งถิ่นฐานกันที่นั่นแล้ว ดังนั้นทางนี้ยังต้องซื้อที่ดินไว้สำหรับเพาะปลูกเพื่อผู้ใดอีก? ถึงเวลาอันสมควรแก่การปล่อยวางแล้วมิใช่หรือ? ต่อให้ย้ายไปอยู่ที่มณฑลชิงหนิว ตระกูลของเราก็ไม่จำเป็นต้องทำไร่ไถนาอีก เริ่มจากการก่อตั้งร้านค้าเพื่อทำการค้าคงเป็นอาชีพที่ดีกว่า ตราบใดที่มีข้าเป็นนายอำเภอ ถึงอย่างไรกิจการค้าขายของตระกูลเราก็ราบรื่นอย่างแน่นอน”
“แต่บรรพบุรุษของเราล้วนสั่งสอนเพียงการเพาะปลูกพืชสืบมาเท่านั้น จะเข้าใจเรื่องการทำมาค้าขายได้อย่างไร?” ผู้เฒ่าหยุนระลึกอยู่เสมอว่าการทำเกษตรกรรมนั้นเป็นอาชีพซึ่งมั่นคงที่สุดแล้ว ตราบใดที่มีที่ดินอยู่ในมือและบริหารจัดการกับมันอย่างถูกวิธี ย่อมสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจากที่ดินดังกล่าวได้ แตกต่างจากการเปิดกิจการค้าขายโดยสิ้นเชิง หากมีอันต้องขาดทุนจะทำอย่างไร?
“การค้าขายมีสิ่งใดยากเย็นกัน? ซื้อมาขายไปก็เท่านั้น ตัวท่านพ่อเองก็เคยทำบัญชีอย่างง่ายมาหลายปีแล้วมิใช่หรอกหรือ?” หยุนลี่จงลดเสียงลงเหลือเพียงกระซิบ “ถึงเวลานั้นพวกเราค่อยคิดเปิดร้านขายของชำ โรงเตี๊ยมน้ำชา ภัตตาคารสักแห่ง เท่านี้ก็สำเร็จแล้ว กิจการเหล่านี้สร้างรายได้ได้มากกว่าการทำนาเสียอีก”
ผู้เฒ่าหยุนครุ่นคิดตามอยู่ครู่หนึ่งทว่าไม่ได้เอ่ยตอบในทันที เขาเพียงเอ่ยขึ้นว่า “นั่นล้วนเป็นเรื่องของอนาคตในภายภาคหน้า มณฑลชิงหนิวอยู่ห่างไกลจากที่นี่ถึงหนึ่งพันลี้ พวกเรายังไม่เคยไปพบเห็นกับตามาก่อน เจ้าไปสำรวจพื้นที่แห่งนั้นเสียก่อนแล้วค่อยกลับมาพูดจากัน”
“แน่นอนขอรับ เรื่องนี้เราต้องระมัดระวังให้มากทีเดียว” หยุนลี่จงใช้สองมือโอบประคองผู้เฒ่าหยุน ทั้งสองเดินวนรอบคันนาอยู่ครึ่งรอบ แต่แล้วพลันเกิดความรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย “ท่านพ่อยังมีอีกหนึ่งเรื่องขอรับ…”
“การเดินทางครั้งนี้ของเจ้านับว่าไกลโข ทั้งยังเป็นขุนนางที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ ตลอดทางย่อมต้องสัญจรโดยใช้รถม้าตลอดทาง อีกทั้งการผูกสัมพันธไมตรีกับขุนนางในพื้นที่ก็บกพร่องไม่ได้เป็นอันขาด” ผู้เฒ่าหยุนคล้ายล่วงรู้ความคิดของหยุนลี่จงมาสักพักแล้ว เขาหยุดชะงักฝีเท้าและกล่าวต่อด้วยเสียงอันดัง “ข้าเตรียมเงินไว้ให้เจ้าแล้วห้าสิบตำลึง หากเข้าไปถึงในเมืองแล้วให้แลกเปลี่ยนเป็นเศษเงินยิบย่อย อย่าเก็บไว้ในห่อผ้า ขณะเดินทางอยู่ข้างนอกเจ้าพึงระวังให้มาก”
หยุนลี่จงตกตะลึงในสิ่งที่ได้ยินไปชั่วขณะ ‘ห้าสิบตำลึง’ ทำให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ขณะนี้ผู้เฒ่าหยุนมีเงินเหลืออยู่เป็นจำนวนเท่าใด หยุนลี่จงสามารถคำนวณได้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่ตระกูลจางมอบเงินจำนวนห้าร้อยตำลึงให้กับตระกูลหยุนเป็นค่าสินสอดทองหมั้นของหยุนชิ่วเอ๋อ ผู้เฒ่าหยุนได้มอบเงินให้หยุนชิ่วเอ๋อนำติดตัวไปห้าสิบตำลึง แบ่งให้หยุนลี่เซียวเมื่อครั้งถูกเขาข่มขู่รีดไถในครั้งแรกไปยี่สิบสามตำลึง บวกกับอีกห้าสิบตำลึงที่ใช้ในการจัดงานเลี้ยงฉลอง ยังเหลืออยู่อีกประมาณสี่ร้อยตำลึง
“ท่านพ่อ ครอบครัวของข้ามีสมาชิกทั้งหมดห้าคน ทั้งยังต้องจ้างเกวียนล่อสำหรับขนสัมภาระอีก กว่าจะเดินทางไปถึงที่นั่นไม่รู้ว่าต้องพบเจอเหตุจำเป็นใดระหว่างทางอีกบ้าง เพียงห้าสิบตำลึงเกรงว่า…” หยุนลี่จงไม่พึงใจเท่าไรนัก
ผู้เฒ่าหยุนถือเงินอยู่ตั้งสี่ร้อยกว่าตำลึง แต่แบ่งให้เขาแค่เพียงห้าสิบตำลึงเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือ?! สิ่งที่เขากังวลใจที่สุดในยามนี้ คือหากเขาไม่อยู่ที่บ้านตระกูลหยุนอีกต่อไป หยุนลี่เซียวอาจก่อเรื่องเพื่อขูดรีดเอาเงินที่เหลืออยู่ไปอีกเรื่อย ๆ เป็นแน่ หากอยู่ในขอบเขตหนึ่งถึงแปดตำลึงยังพอปล่อยวางได้ แต่สี่ร้อยตำลึงนั้นไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ เลย!
ริมฝีปากผู้เฒ่าหยุนกระตุกเล็กน้อย ต่อให้มีสมาชิกห้าคนแต่เงินจำนวนห้าสิบตำลึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ก่อนหน้านี้เงินห้าสิบตำลึงสามารถเลี้ยงชีพเลี้ยงปากท้องของสมาชิกในครอบครัวนับสิบคนเป็นเวลาหลายปีทีเดียว เหตุใดหยุนลี่จงจึงยังรู้สึกว่าไม่เพียงพออีกเล่า?
หยุนลี่จงถอนหายใจ ในที่สุดก็กล่าวถึงความกังวลของตนเองออกมาอย่างจนปัญญา “ท่านพ่อ ใช่ว่าข้ารู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ แต่หากท่านไม่จัดการวางแผนซื้อที่ดินเสียตั้งแต่เวลานี้ เกรงว่าน้องสามอาจ… ท่านคงเห็นแล้วว่าท่าทีของเขาในวันนี้เป็นเช่นไร หลังหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว หากเขายังคิดเล่นตุกติกขึ้นมาอีกครา ด้วยสภาพร่างกายของท่านแล้วคงห้ามปรามใด ๆ ไม่ได้…”
ผู้เฒ่าหยุนยกมือลูบแก้มก่อนวางมือกดออกแรงลงบนไม้เท้า “ถึงอย่างไรข้าก็ยังไม่ชราภาพถึงขั้นไร้ประโยชน์เสียทีเดียว หากเจ้าสามกล้าอาละวาดเหิมเกริมขึ้นมาอีก เจ้ารองไม่มีวันปล่อยเขาไว้แน่!”
“น้องรองและครอบครัวเองก็ย้ายออกไปอาศัยอยู่อีกที่หนึ่งแล้ว หนำซ้ำยังมีภาระงานยุ่งเหยิงรัดตัวกระทั่งต้องออกนอกบ้านตลอดทั้งวัน แล้วท่านยังคิดจะฝากฝังความหวังเอาไว้ที่เขาอีกหรือ?” หยุนลี่จงกล่าว “อีกอย่าง ลูกสาวคนรองของเขานั้นฉลาดปราดเปรื่องแกมโกงเพียงใด น้องรองผู้นี้ไม่มีความคิดความอ่านเป็นของตนเองเลยด้วยซ้ำ เขาเชื่อฟังภรรยาและลูกสาวของเขาแทบทุกเรื่อง ข้อศอกหันออกไปนอกลำตัว* ช่างน่าซาบซึ้งใจเสียนี่กระไร!”
* ข้อศอกหันออกไปนอกลำตัว = สำนวนจีน ความหมายคือ เป็นผู้ที่เห็นแก่ตัวไม่สนใจเครือญาติ
ทว่าต่อให้หยุนลี่จงพูดกรอกหูเช่นไร ทว่าลึก ๆ แล้วผู้เฒ่าหยุนยังคงเชื่อใจในตัวหยุนลี่เต๋ออย่างเต็มเปี่ยม ทว่าเขาไม่อาจวางใจในตัวหยุนเชวี่ยได้ เด็กหญิงคนนี้ฉลาดปราดเปรื่องจนเกินไป ความทันคนของนางทำให้ผู้ชราอย่างเขาถูกถอนหงอกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ท่านพ่อ สู้ใช้วิธีนี้แทนดีหรือไม่…” หยุนลี่จงลอบสังเกตสีหน้าของผู้เฒ่าหยุนพลางครุ่นคิดในใจอยู่ครู่หนึ่ง “หากท่านเชื่อใจข้า ข้าจะนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนเปิดกิจการร้านค้าสักสองแห่งในตัวเมืองชิงหนิว ส่วนเงินที่เหลืออาจเจียดไปซื้อผืนที่ดินเก็บไว้อีกหลายสิบไร่ ปูเส้นทางการค้าเอาไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่น ๆ รอจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิค่อยมารับท่านให้ไปดูแล ท่านว่าแผนการนี้ดีหรือไม่?”
ผู้เฒ่าหยุนนิ่งเงียบ
“ทั้งการซื้อที่ดินและการเปิดกิจการไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำได้โดยใช้ระยะเวลาเพียงหนึ่งหรือสองวัน จำเป็นต้องใช้เวลาพอสมควรเพื่อเสาะหาพื้นที่ทำเลงาม หากพบแล้วก็ต้องมอบหมายให้คนมาช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้พร้อม ทั้งยังต้องหาผู้จัดการและลูกจ้างที่พอไว้ใจได้เพื่อทำงานให้กับเราในระยะยาว หากไม่รีบลงทุนเสียตั้งแต่ภายในสองเดือนนี้อาจไม่ทันการณ์” หยุนลี่จงเห็นว่าสีหน้าของผู้เฒ่าหยุนยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยจึงได้แต่ถอนหายใจ จากนั้นจึงใช้กลยุทธ์หว่านล้อมดังเช่นที่เคยทำในครั้งที่ผ่านมา
“ท่านพ่อ ที่ข้าวางแผนเช่นนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเรา ท่านลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิด หากเงินก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ถูกเจ้าสามปล้นเอาไป ไม่ว่าร้านค้าหรือที่ดินก็ไม่มีทางก่อเกิดขึ้นเป็นรูปร่าง ถึงเวลานั้นเจ้าหน้าที่และขุนนางอีกหลายคนยังต้องพึ่งพาเงินเดือนยังชีพจากข้าซึ่งเป็นเพียงขุนนางชั้นเจ็ด ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ากว่าทุกสิ่งจะเข้าที่เข้าทางต้องรออีกนานเพียงใด… สุดท้ายนี้หากท่านไม่เชื่อใจข้า ข้าจะรีบกลับห้องไปร่างเอกสารหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเดี๋ยวนี้!”