ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 337 คนโกหก
ตอนที่ 337 คนโกหก
ตอนที่ 337 คนโกหก
ใบหน้ากลมเล็กไร้เดียงสาของเอ้อหู่แดงก่ำด้วยความจริงจังขณะที่จ้องมองเหออวี้และชีจินที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
เหออวี้…
ชีจิน…
เด็กชายทั้งสองรู้ดีว่าฝีมือการต่อสู้ของตนอยู่ในขั้นใด ทว่าไม่คาดคิดว่าจะสามารถหลอกเด็กน้อยให้หลงเชื่อว่าพวกตนเป็นผู้มีวรยุทธ์สูงส่งได้สำเร็จ เมื่อสบสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาแล้วทั้งสองก็กล่าววาจาไม่ออก
เอ้อหู่เม้มริมฝีปากแน่น “พี่เหออวี้ พี่ชีจิน ท่านทั้งสอง…”
เด็กชายกล่าวพลางค้อมหลังลงเล็กน้อย หยุนเชวี่ยรีบเดินเข้าไปขวางเอาไว้ “รับ ๆ พวกเขาสองคนรับเจ้าเป็นศิษย์แล้ว ลุกขึ้นเร็วเข้า” นางเกรงว่าหากยังไม่ยอมรับ เด็กคนนี้คงต้องโค้งคำนับจนศีรษะแตะพื้นเป็นแน่
เอ้อหู่จ้องมองอีกฝ่ายโดยไม่ขยับเขยื้อน
หยุนเชวี่ยหันกลับมาแสยะยิ้มให้สหาย “เจ้าสองคนไม่กลัวว่าจะอายุสั้นกันรึ?”
เหออวี้ไม่กลัวว่าตนเองจะอายุสั้น แต่กลัวว่ามารดาของเอ้อหู่จะรู้ว่าลูกชายผู้ไร้เดียงสาของนางมาก้มศีรษะคำนับให้เขา ซึ่งความผิดนี้หนักหนาพอที่จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างขับไล่ตนออกจากหมู่บ้านได้ เหออวี้จึงพยักหน้าขึ้นลงหลายครั้งก่อนใช้ข้อศอกกระทุ้งหน้าท้องของชีจิน
“อ้อ ยอมรับ ๆ” ชีจินรีบตอบรับ
ดวงตาของเอ้อหู่เปล่งประกายทันที “ท่านอาจารย์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยเถิดขอรับ…”
ทั้งสามคนรีบพยุงเด็กชายตรงหน้าให้ยืนขึ้นทันที หยุนเชวี่ยกุมขมับพร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “เจ้าไปจำท่าทางเหล่านี้มาจากที่ใด?”
“จำมาจากเรื่องเล่าขอรับ” เอ้อหู่ตกอยู่ในห้วงความสุขของความสำเร็จ
ไม่ต้องคาดเดาให้ปวดศีรษะก็รู้ว่าเด็กคนนี้จำมาจากเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าหวังเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน ตาแก่คนนี้มักทำตัวแปลกประหลาดและพูดจาเพ้อเจ้อทั้งวัน แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านกลับฟังเรื่องที่เขาเล่าอย่างเพลิดเพลิน
‘เล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์กว่านี้ให้เด็ก ๆ ฟังมิได้หรือ?’ หยุนเชวี่ยเกาศีรษะพลางครุ่นคิด ‘เช่นหลักการเลี้ยงหมูอย่างไรให้รวย? หรือสอนเด็กน้อยทุกคนในหมู่บ้านอ่านตำราและเขียนตัวอักษรเป็นต้น’
เอ้อหู่รู้สึกเสียใจที่ไม่ได้คำนับท่านอาจารย์ทั้งสอง หยุนเชวี่ยจึงกล่าวปลอบเขาว่า ‘เราไม่ชอบพิธีรีตอง’ เด็กชายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจพลางหันไปเอ่ยถามเหออวี้ “ท่านอาจารย์ สำนักของพวกเราชื่อว่าอะไรหรือขอรับ?”
เหออวี้ “หืม?”
“สำนักของพวกเรามีชื่อว่าอะไรขอรับ?” เอ้อหู่ถามด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง
เหออวี้…
เอ้อหู่ “สำนักเรียนทุกสำนักในเรื่องเล่ามีชื่อเรียก”
“หากอย่างนั้นชื่อว่า… สำนักพยัคฆ์มังกรแล้วกัน” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจ นางรู้ว่าเด็กชายจะต้องคุยโวโอ้อวดเรื่องคารวะอาจารย์ไปทั่วหมู่บ้านเป็นแน่ ดังนั้นนางต้องตั้งชื่อที่แฝงไว้ด้วยความหมาย
“เหตุใดเจ้าสองคนถึงมาอยู่ด้วยกัน? แล้วอีกคนหนึ่งเล่า?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถามพร้อมมองไปรอบ ๆ
“โอ้ เสี่ยวส้วยเอ๋อน่ะหรือ? นางอาจไปเก็บฟืนหรือซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำกระมัง” ชีจินกล่าว “หากไปหาตามที่ดังกล่าวแล้วไม่เจอ เช่นนั้นนางคงหาของป่าอยู่บนภูเขา… มีเรื่องอะไรหรือ?”
หยุนเชวี่ยกำลังจะอ้าปากตอบแต่ก็หยุดเอาไว้เสียก่อน อันที่จริงเรื่องที่นางอยากจะถามคนที่เหลือคือ…
“มีงานให้ทำใช่หรือไม่?”
“ไม่มีอะไรหรอก”
ชีจินเผยท่าทีสับสนงุนงง ส่วนเหออวี้เข้าใจว่าสหายผู้นี้ต้องการอะไรจึงกระแอมไอเบา ๆ พลางกล่าวออก “เจ้าหมายถึงสืออีใช่หรือไม่? เขาขึ้นไปล่าสัตว์บนภูเขาหลังหมู่บ้านกับพ่อของเจ้าน่ะ”
หยุนเชวี่ยตกตะลึง เหตุใดฟังแล้วถึงรู้สึกว่าเจ้านั่นสนิทสนมกับพ่อของนาง?
“อ๋อ” ชีจินมีปฏิกิริยาตอบสนองก่อนพยักหน้าพร้อมกล่าวว่า “เขาขึ้นเขาไปกับท่านอารองหยุน ข้าได้ยินเขาบอกท่านอารองว่าอยากทำงานเก็บเงินเพื่อแต่งงาน”
หยุนเชวี่ยตะลึงงันอีกครั้ง! พวกเขาสนิทสนมกันถึงเพียงนี้เลยรึ?!
เหออวี้สังเกตเห็นสีหน้าคาดเดาไม่ได้ของนางจึงแสยะยิ้มอย่างมีความสุข ในขณะที่ชีจินเอ่ยถามซ้ำไปมา “เจ้าตามหาเขาเพราะเหตุใดหรือ?”
หยุนเชวี่ยกลืนน้ำลายลงคอ “ไม่มีอะไร เพียงแค่นึกขึ้นได้จึงถามไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”
ขณะนี้กำลังจะเข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว หยุนเชวี่ยคิดว่าบนภูเขาไม่มีเสื้อผ้าหรือผ้านวมที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่สืออี นางจึงตามหาเขาเพื่อสำรวจว่าละแวกนั้นมีที่ใดบ้างที่สามารถอยู่อาศัยเพื่อกันหนาวได้ หากเจอที่พักแล้ว นางก็พลอยดีใจไปด้วย
ในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ดวงตะวันคล้อยลงลับขอบฟ้าเร็วกว่าฤดูอื่น หยุนเชวี่ยเพิ่งเดินกลับมาถึงบ้าน มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนจากไปแล้ว ส่วนแม่นางเหลียนกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่บริเวณห้องโถง เมื่อเห็นลูกสาวเดินเข้ามาในบ้าน นางก็พลันเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“ป้าสะใภ้จางคงถูกใจเจ้าจริง ๆ นางกล่าวเชยชมเจ้าและสองพี่น้องตลอดทั้งบ่าย” หยุนเยี่ยนกล่าวออก “แม้แต่ข้ากับท่านแม่ยังไม่อาจพูดแทรก พวกเราจึงได้แต่นั่งนิ่งฟังนางโดยไม่มีโอกาสโต้แย้ง”
“ชื่นชอบไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าไม่ได้ชอบลูกชายทั้งสองคนของนางเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา ฝาแฝดสองคนนั้นหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิด อีกทั้งยังไร้ความสามารถ ไม่รู้ว่ามารดาของพวกเขาเอาความมั่นใจเหล่านี้มาจากที่ใด
หยุนเยี่ยนกล่าวเสริม “ข้าว่าพรุ่งนี้ป้าสะใภ้จางต้องมาที่บ้านของเราอีกแน่นอน” เสียงของผ้าสะใภ้ผู้นี้เล็กแหลม ทั้งนางยังมีนิสัยพูดเพ้อเจ้อและพูดรัวราวกับกลัวว่าผู้ใดแย่งพูด ดังนั้นนางจึงสร้างความรำคาญใจให้แก่หยุนเยี่ยนและมารดาตลอดทั้งบ่าย
หยุนเชวี่ยโยนลูกอมเข้าปากพลางเคี้ยวจนละเอียด “มาสิ พรุ่งนี้ข้าจะไม่ออกไปที่ใด”
“หน้าตาของสองพี่น้องนั้นไม่เลวเลย…” แม่นางเหลียนพูดพลางส่ายหน้าอีกครั้ง “แต่ใช่ว่ามีรูปลักษณ์ภายนอกหล่อเหลาแล้วจะนิสัยดี”
“หน้าตาหล่อเหลาหรือ เหตุใดข้าจึงมองไม่เห็น” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้นพร้อมเผยสีหน้าเหยียดหยาม “พวกเขาสองคนยังหน้าตาดีไม่ถึงครึ่งของชีจินด้วยซ้ำ”
หากพูดถึงรูปลักษณ์ภายนอก สืออีมีคิ้วกระบี่และดวงตาเฉี่ยวราวกับเหยี่ยว เหออวี้มีผิวขาวเนียนยิ่งกว่าสตรี คนที่มีเครื่องหน้าและผิวพรรณเช่นนี้จึงจะเรียกว่า ‘รูปงาม’ แต่สำหรับหยุนเชวี่ยแล้วนับว่าพวกเขามีหน้าตาอันแสนจะธรรมดา
ไม่สู้คนที่มีจิตใจซื่อตรงเช่นชีจินที่สามารถดึงดูดความสนใจของนางได้มากกว่า
ทันใดนั้นเสียงหนึ่งพลันดังมาจากนอกประตูเรือน หยุนลี่เต๋อกลับมาจากการล่าสัตว์บนภูเขาตามปกติ เขาสะพายหน้าไม้ไว้ด้านหลังขณะที่ในมือถือเนื้อสัตว์ ใบหน้าคล้ำแดดของเขาแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะลมหนาวที่พัดโชยมาจากภูเขาหรืออย่างไร
“กลับมาแล้ว!” แม่นางเหลียนเหยียดยิ้มอ่อนโยน นางรีบออกไปรับเนื้อสัตว์จากสามีก่อนนำไปวางไว้ในห้องครัว “ล้างมือก่อนเถิด ข้าจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ แม่ของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเพิ่งกลับไป ทำให้ข้าทำอาหารล่าช้า”
“ไม่ต้องรีบร้อน” หยุนลี่เต๋อตักน้ำใส่อ่างพลางล้างหน้าและล้างมือก่อนนำหน้าไม้แขวนไว้บนผนัง จากนั้นตามไปช่วยแม่นางเหลียนก่อไฟในห้องครัว
“บนภูเขาอากาศหนาวหรือไม่ พรุ่งนี้สวมหมวกขนสัตว์ที่ข้าทำให้ท่านไปด้วยสิ” แม่นางเหลียนก้มลงเป่าฟืนเพื่อเร่งไฟ ขณะที่ดวงตาของนางฉายแววอ่อนโยน
“ไม่หนาว” หยุนลี่เต๋อปั่นหญ้าแห้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนโยนลงไปในเตาไฟและก้มลงเป่าฟืนอีกสองรอบ “เหลืออีกเพียงครึ่งเดือน หิมะก็จะตกแล้ว”
“อืม” แม่นางเหลียนพยักหน้า “เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ท่านก็พักผ่อนให้เต็มอิ่มสักสองเดือนเถิด วันตรุษจีนข้าจะซื้อสุราชั้นดีให้ท่านสองไห”
“ฮี่ฮี่ ตกลง!” หยุนลี่เต๋อฉีกยิ้มกว้างพร้อมจุดไฟในเตาต่อไป “อีกไม่กี่วัน พวกเราก็จะหยุดส่งเสื้อสัตว์ไปให้ร้านค้าในเมืองแล้ว เรานำส่วนที่เหลือมาทำอาหารในวันตรุษจีนแล้วแบ่งให้ท่านพ่อท่านแม่ เฟิงซิ่วไฉ และครอบครัวของพี่ใหญ่อู๋กันเถิด”
“เจ้าค่ะ ข้าจะทำตามที่ท่านพี่บอก”
สามีภรรยาคู่นี้รักใคร่เอ็นดูกันราวกับคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามัน คอยใส่ใจรายละเอียดของอีกฝ่ายเสมอ พวกเขาพูดคุยหยอกล้อและทำอาหารอยู่ภายในห้องครัวขนาดเล็ก แม้จะแต่งงานกันร่วมสิบปี ทว่าบรรยากาศรอบกายของพวกเขายังคงอบอุ่นดังเดิม
หยุนเชวี่ยไม่อยากรบกวนเวลาของทั้งสองคน ทว่าเมื่อเห็นเนื้อสัตว์ป่าที่มากกว่าครั้งก่อนก็อดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าเข้าไปถาม “ท่านพ่อ เหตุใดท่านจึงล่าสัตว์ป่าได้มากมายเพียงนี้เล่าเจ้าคะ?”
“พ่อไม่ได้ไปล่าคนเดียวหรอก” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มีพ่อหนุ่มน้อยมาช่วยน่ะ พรุ่งนี้เราจะไปส่งเนื้อสัตว์ที่ในเมืองด้วยกัน”
ไม่ต้องบอกหยุนเชวี่ยก็รู้ดี นางลอบกลอกตาอยู่ภายในใจเงียบ ๆ เจ้านั่นไปกับท่านพ่อจริงด้วย จากนั้นหยุนเชวี่ยจึงกล่าวคำเบา “เหตุใด”
ตั้งแต่เข้าสู่เหมันตฤดู หยุนลี่เต๋อก็สงสารลูกสาวจับใจจึงอาสานำเนื้อสัตว์ป่าไปส่งที่ภัตตาคารหลงชิงด้วยตนเอง อย่างไรเสียหลังจากกลับมาที่อยู่บ้าน เขาก็ต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์อยู่ดี
“เขาแค่มาช่วยเหลือเพียงชั่วคราวเท่านั้น” หยุนลี่เต๋อเหยียดยิ้มมุมปาก “พ่อหนุ่มคนนั้นบอกว่าเขาขอส่วนแบ่งเพียงร้อยละยี่สิบและพ่อตอบตกลง ชีวิตของเขาลำบากลำบนไม่น้อย พ่อหนุ่มคนนี้ขยันหมั่นเพียรแต่ครอบครัวยากจน ทั้งเขายังเป็นเสาหลักคนเดียวของครอบครัว…”
หยุนเชวี่ยตะลึงงัน “ครอบครัวของเขา… ยากจนหรือ?”
“พ่อหนุ่มน้อยคนนั้นมาจากต่างถิ่น ครอบครัวของเขาถูกโจรปล้นทรัพย์สินและเผาบ้านจนวอดวาย พ่อแม่พี่น้องต้องพลัดพรากจากกัน ก่อนหน้านี้เขาอาศัยอยู่ตามลำพัง มิหนำซ้ำยังได้รับบาดเจ็บ แต่เคราะห์ดีที่มีคนใจบุญช่วยเหลือเอาไว้…”
“เฮ้อ!” แม่นางเหลียนถอนหายใจอย่างเห็นอกเห็นใจ “นี่มันเรื่องอะไรกัน ราษฎรตาดำ ๆ หากินเช้ากินค่ำต้องประสบภยันตรายอย่างไร้เหตุผล สวรรค์ใจจืดใจดำเสียจริง”
“ข้าเห็นด้วย พ่อหนุ่มน้อยมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีเท่านั้น เกิดมารูปงาม แต่น่าเสียดายที่ชีวิตอาภัพ” หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ
“เขาตามหาครอบครัวไม่เจอแม้แต่คนเดียวหรือเจ้าคะ?”
“เกรงว่าเรื่องจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้…”
“น่าสงสารจริง ๆ” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยความใจอ่อนอีกครั้ง จากนั้นไต่ถามอีกสองสามประโยค “เช่นนั้นตอนนี้เขาอาศัยอยู่คนเดียวไร้ญาติสนิทมิตรสหายหรือ? แล้วเขาอาศัยอยู่ที่ใด?”
“อาศัยอยู่ในวัดร้างตรงเนินเขา” หยุนลี่เต๋อกล่าว “อย่างน้อยก็ยังมีร่มเงาให้พักผ่อนบ้าง ไม่ต้องตากลมตากฝน ดีกว่านอนข้างถนนเสียอีก”
“อ๋อ” แม่นางเหลียนพยักหน้า “ดีเลย ครอบครัวเรามีฟูกเก่าสองแผ่น พรุ่งนี้ข้าทำความสะอาดให้เรียบร้อย ท่านช่วยนำมันไปส่งให้เขาหน่อยได้หรือไม่ อาศัยอยู่ในวัดร้างตามลำพังเช่นนั้น หลังจากเข้าสู่หน้าหนาวคงลำบากไม่น้อย”
“อืม” หยุนลี่เต๋อฉีกยิ้มกว้างขณะมองแม่นางเหลียนพร้อมถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน
แม่นางเหลียน “เหตุใดท่านจึงมองข้าเช่นนั้น?”
หยุนลี่เต๋อ “เจ้ามีจิตใจงดงาม หาผู้ใดเทียบได้ไม่”
วันรุ่งขึ้น ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทอแสงสีทอง แม่นางเหลียนนำฟูกสองแผ่นมาตากไว้บริเวณหลังบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ นางใช้ท่อนไม้ที่มีขนาดหนากว่าต้นแขนของตนฟาดลงบนฟูกเพื่อกำจัดฝุ่น
หยุนเชวี่ยแปรงฟันพลางหรี่ตามองเศษฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศท่ามกลางแสงตะวัน
หลังจากหยุนลี่เต๋อกลับมาถึงบ้าน เขาก็ม้วนฟูกและผ้าห่มเข้าด้วยกันแล้วแบกขึ้นไปบนภูเขา
แสงแดดอุ่นสาดส่องเข้ามาในบ้าน หยุนเชวี่ยนั่งฟุบหน้าเหม่อลอยอยู่ข้างหน้าต่าง เมื่อเห็นเช่นนั้น หยุนเยี่ยนจึงสะกิดน้องสาวเบา ๆ “เป็นอะไรไป? เหตุใดจึงนั่งตาไม่กะพริบ”
“ไม่มีอะไร” หยุนเชวี่ยอ้าปากหาวพลางบิดขี้เกียจขณะครุ่นคิดว่าเรื่องที่เจ้าหมอนั่นพูดเป็นความจริงหรือไม่? ถ้าเป็นเรื่องจริง ชีวิตของเขาก็น่าอนาถเกินไปแล้ว
เมื่อลองคิดทบทวนดูอีกที เรื่องนี้มีจุดที่น่าสงสัย ปกติแล้วหากความจำเสื่อม เขาจะต้องกลับไปหาครอบครัวเพื่อไต่สวนหาความจริง แต่เหตุใดเขาจึงไม่กระตือรือร้นเลยเล่า?
“คนโกหก” หยุนเชวี่ยพึมพำออกมา
หยุนเยี่ยน “หืม? เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าวันนี้อากาศดียิ่งนัก” หยุนเชวี่ยเปลี่ยนท่านั่งก่อนฟุบหมอบตรงริมหน้าต่าง “คนนั่งตากแดดย่อมไม่ลืมตาสู้แสงแดด สบายเหลือเกิน…”