ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 353 ผลกรรมจากความโกรธแค้น
ตอนที่ 353 ผลกรรมจากความโกรธแค้น
ตอนที่ 353 ผลกรรมจากความโกรธแค้น
ห้องฝั่งปีกตะวันตกไม่ได้หันหน้าเข้าหาทางดวงอาทิตย์ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว แม้แต่เวลากลางวันทั้งห้องจะมีสภาพหนาวเย็นและมืดครึ้ม
หยุนเซียงเอ๋อนั่งขดตัวอยู่ที่มุมเตียง ทันทีที่ได้ยินเสียงจากทางหน้าต่างก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วกลับก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่านางได้ยิน
“เซียงเอ๋อ?” หยุนเชวี่ยใช้มือข้างหนึ่งยันบานหน้าต่างขึ้น ภายในห้องมืดเกินไปจนมองไม่เห็นใบหน้าของนาง เห็นเพียงร่างน้อย ๆ ผ่ายผอมที่ขดตัวเป็นก้อนกลม
“เซียงเอ๋อ ข้าคือพี่เยี่ยนเอ๋อของเจ้าเอง” หยุนเยี่ยนยันขอบหน้าต่างพลางกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “เจ้าเปิดประตูหน่อยเถิด พี่สาวนำเสื้อผ้าหนา ๆ มามอบให้เจ้าหลายชุดทีเดียว”
หยุนเซียงเอ๋อขยับกายเล็กน้อยคล้ายกำลังหันมองไปทางพวกนาง
“ดูสิ มันถูกซักจนสะอาดหมดจดแล้ว เจ้ารีบเปิดประตูแล้วรับเอาไปเสีย” เมื่อเห็นนางมีปฏิกิริยา หยุนเยี่ยนจึงร้องเรียกเชิญชวนต่อไป
หยุนเซียงเอ๋อนิ่งไปคล้ายกำลังครุ่นคิด นางลังเลอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ค่อย ๆ คลานลงจากเตียงไปเปิดประตู มองหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แววตาแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวและต้องการหลบเลี่ยง
“เซียงเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป?” หยุนเยี่ยนส่งเสื้อผ้าให้นางก่อนยื่นมือออกไปหมายจะลูบศีรษะ แต่จู่ ๆ หยุนเซียงเอ๋อกลับก้าวถอยหลังหลบไปสองก้าวถอยเข้าไปในห้อง
“เซียงเอ๋อ?”
ปัง!
หยุนเยี่ยนยังไม่ทันชักมือกลับมา ประตูห้องปีกตะวันตกก็ปิดลงอย่างรวดเร็ว นางหนีหน้าไปเก็บตัวอยู่ในห้องอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้นกับเซียงเอ๋อกัน?” หยุนเยี่ยนนึกฉงน
“ไม่อาจล่วงรู้” หยุนเชวี่ยส่ายหน้า “เมื่อวานนี้ก็เช่นกัน ท่านป้าเหลียวมอบขนมปังรังนกให้แก่นางสองชิ้น ทว่านางกลับไม่พูดจา เอาแต่ยกสองมือขึ้นกุมหัวตนเองไว้”
“ข้าไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย” หยุนเยี่ยนกล่าว “ก่อนหน้านี้นางเห็นข้าอยู่ที่ใดก็ตะโกนร้องเรียก บางครั้งที่ข้าทำงาน นางยังเข้ามาช่วยเหลือข้าอีกแรงด้วยซ้ำ”
“คงเป็นเพราะตอนที่เกิดเรื่องจนถูกหยุนชิ่วเอ๋อทุบตีเข้า ทำให้ความกล้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นความกลัว ท่านป้าเหลียวเคยกล่าวว่าเหตุการณ์นั้นอาจกระทบกระเทือนจิตใจนางอย่างรุนแรงกระทั่งขวัญหนีดีฝ่อ” หยุนเชวี่ยวิเคราะห์ตามอย่างรอบคอบและเข้าใจว่ามันสมเหตุสมผล
นางจำได้ว่านับแต่นั้นเป็นต้นมา คำพูดที่ออกจากปากหยุนเซียงเอ๋อน้อยลงเรื่อย ๆ ต่อมานางเฉินยังก่อเรื่องน่าอับอายอีก ทำให้นางต้องเดินเตร่ออกมานั่งคอยอยู่หน้าธรณีประตูของบ้านตระกูลเหอทุกวัน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วนางจึงยิ่งขี้ขลาดและรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีก
“หวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่องั้นรึ? อาการนี้สามารถรักษาให้หายได้หรือไม่?” หยุนเยี่ยนมองไปยังประตูห้องปีกตะวันตกที่ปิดสนิทด้วยความกังวล
หยุนเชวี่ยโคลงศีรษะ
แม่เฒ่าจูที่อยู่ในห้องชั้นบนยังไม่หยุดการก่นด่าสาปแช่ง ผู้ที่ไม่รู้ความจริงอาจคิดไปว่านางกำลังร่ำร้องถึงความอยุติธรรมใดสักสิ่ง
หยุนเยี่ยนกำหมัดแน่นทันทีที่นางเดินมาถึงประตู ส่วนหยุนเชวี่ยไม่คิดกังวลให้มากความขณะผลักประตูให้เปิดออก แม่เฒ่าจูซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเริ่มทวีถ้อยคำผรุสวาทให้ยิ่งรุนแรงขึ้น สายตาจ้องเขม็งมายังผู้มาใหม่ราวต้องการสูบพวกนางกลืนลงไป
หยุนเชวี่ยเพิกเฉยต่อสายตาของอีกฝ่าย นางมองผ่านไปยังร่างของผู้เฒ่าหยุนที่เปลือกตายังคงปิดสนิทดังเดิมเช่นเดียวกันกับเมื่อวาน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดเหลือง ไร้วี่แววว่าอาการจะดีขึ้น บนหัวเตียงด้านข้างมีถ้วยชามบรรจุตัวยาอยู่ บริเวณก้มชามมีเศษตัวยาหลงเหลือประปราย
“นังเด็กหญิงร้ายกาจพวกนี้ โอ๊ย! มันจ้องจะมาทำร้ายท่านปู่แท้ ๆ ของตนอีกแล้ว…” แม่เฒ่าจูรีบเงยหน้า เปิดประตูโก่งคอร้องโอดครวญลั่น หวังให้ทุกหมู่บ้านในระยะสิบลี้ได้ยินทั่ว
หยุนเชวี่ยไม่ถือโทษโกรธเคือง ทว่ามุมปากกลับโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ด่าต่อไปเถิดเจ้าค่ะ ด่าทอต่อไป ต่อให้ท่านก่นด่าไม่หยุดปาก ไม่หยุดหย่อนกระทั่งลำคอแห้งผาก เนื้อหนังของข้าก็ไม่หลุดออกจากร่างแม้เพียงชิ้นเดียว!”
“เฮือก…” แม่เฒ่าจูเกือบล้มลงหงายหลัง ถ้อยคำที่นางได้ยินทำเอานางสะอึกจนลมหายใจติดขัด มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าอก ดวงตาที่ถลึงโพลงจ้องเขม็งมาเบิกกว้างยิ่งกว่าลูกตาวัวเสียอีก
หยุนเยี่ยนตกตะลึงกับอาการของอีกฝ่ายจนพุ่งเข้าไปหายประคองแม่เฒ่าจูโดยสัญชาตญาณ
ทว่าหยุนเชวี่ยดึงแขนนางไว้เสียก่อน “ร่างกายของนางยังคงแข็งแกร่งนัก เห็นทีคงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกร้อยปี ท่านอย่าได้เป็นห่วงนางไปเลย”
“นังเด็กสารเลวพันดาบ ข้าไม่ตาย…” แม่เฒ่าจูขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สองขาถีบอากาศหมายจะทรงตัวลุกขึ้นจากเตียง
หยุนเชวี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบดึงหยุนเยี่ยนให้วิ่งหนีออกไปข้างนอก ไม่นานก็หนีมาถึงที่ประตูเรือนภายในลมหายใจเดียว เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่าแม่เฒ่าจูกำลังกระทืบเท้าเร่า ๆ พร้อมกระโดดสูงถึงสามฉื่อ ดูเต็มไปด้วยกำลังวังชายิ่งกว่าชายฉกรรจ์เสียอีก
“ดูนั่นสิ ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าท่านย่าของเราออกจะแข็งแรง คนทั่วไปไม่อาจเทียบเคียงนางได้” หยุนเชวี่ยกล่าว
หยุนเยี่ยนถึงกับเอ่ยคำใดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงโพล่งขึ้น “เจ้าไม่กลัวหรือว่าจะท่านย่าอาจโกรธเคืองพวกเราจนเกินไป ยามนี้นางอายุล่วงเลยมาสามในสี่ของช่วงชีวิตแล้ว”
“นางสาปแช่งพวกเราอย่างสาดเสียเทเสีย เหตุใดตอนที่สาปแช่งท่านแม่ของพวกเรานางจึงไม่คำนึงถึงช่วงชีวิตของเราบ้างเล่า?” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างไม่แยแสพร้อมตบหลังมือหยุนเยี่ยนเบา ๆ “ท่านอย่าได้กังวลไป นางไม่เป็นอะไรทั้งนั้น หากมีอันเป็นนั่นก็นับว่าเป็นผลกรรมจากความโกรธแค้น”
หยุนเยี่ยน “หากนางนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านพ่อของเราจะทำอย่างไร?”
หยุนเชวี่ยยิ้มกว้าง “หึ ให้ตายข้าก็ไม่ยอมรับ ถึงอย่างไรนางก็มีอุปนิสัยชอบก่อเรื่องสร้างปัญหาใส่ความผู้อื่นอยู่แล้ว ท่านพ่อย่อมคิดว่านางใส่ร้ายข้า ฉะนั้นข้าไม่กลัวหรอก”
หยุนเยี่ยน…
หยุนเชวี่ย “ท่านไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านแม่ฟังเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว”
หยุนเยี่ยนรีบโบกมือพร้อมส่ายหน้าอีกครั้ง “ข้าไม่พูด ข้าไม่พูดเด็ดขาด”
เรื่องซุบซิบนินทาภายในหมู่บ้านแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน เรื่องน่าอัปยศของตระกูลหยุนก็แพร่สะพัดออกไปไกลถึงสี่ห้าทอดแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าผู้เฒ่าหยุนให้เงินห้าร้อยตำลึงค่าสินสอดทองหมั้นของลูกสาวคนเล็กให้กับลูกชายคนโตไปจนหมดแล้ว แม้แต่เงินค่าทำโลงศพก็ไม่มีเหลืออยู่ สติคงเลอะเลือนไปแล้วอย่างแท้จริง! เจ้าใหญ่มาจากไปเช่นนี้แล้วเขาจะหันหน้าไปพึ่งพาผู้ใดได้อีก?”
“ข้ากลับได้ยินสะใภ้ตระกูลโชวเล่าว่าแท้จริงแล้วผู้เฒ่าหยุนไม่ได้เต็มใจมอบเงินนั้นให้แก่เขา แต่เป็นเพราะเจ้าใหญ่หว่านล้อมหลอกเอาเงินไปต่างหาก…”
“อย่ากล่าวถึงเรื่องนั้นเลย สองสามีภรรยาคู่นี้จะทำเช่นนั้นลงคอได้อย่างไร? ความรู้ที่เขาร่ำเรียนอ่านเขียนมาหลายปีไม่ทำให้เขาเกิดความกตัญญูเลยเชียวรึ?!”
“ตาเฒ่าหยุนลำเอียงต่อเจ้าใหญ่เสมอ หากไม่แล้วเจ้าสามจะก่อเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร? แต่จะว่าไปแล้วเขาอุตส่าห์ได้รับตำแหน่งเป็นถึงขุนนาง กลับยังนำเงินไปเสียทั้งหมดและทอดทิ้งบุพการีเฒ่าทั้งสองไว้ที่นี่ ช่างเป็นลูกหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไม่เชื่องอย่างแท้จริง!”
“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าแท้จริงเขาไม่ใช่คนดีเด่นอะไรหรอก รอรับผลกรรมตามสนองคืนเถิด!”
“จะว่าไปแล้วผู้ที่เสียเปรียบมากที่สุดก็คือครอบครัวของเจ้ารอง แยกตัวออกมาแล้วกลับไม่ได้อยู่เฉย ตอนนี้ยังต้องคอยปรนนิบัติผู้เฒ่าหยุน ใช้เงินส่วนตนจ่ายเป็นค่าหมอรักษาและซื้อหยูกยาให้ จุ๊ จุ๊… ไม่อาจล่วงรู้ว่าเขามีเรี่ยวแรงพอจะอ้าปากกลืนยาหรือไม่”
“ฮูหยินเฒ่าผู้นั้นก็ร้ายกาจนัก เอาแต่ด่าทอคนตลอดทั้งวัน ปากเต็มไปด้วยถ้อยคำรุนแรงมากพิษสง ต่อให้จ้างวานข้า ข้าเองก็คงอดทนปรนนิบัตินางไม่ได้เช่นกัน…”
คอกหมูบ้านตระกูลอู๋ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แม่นางเหลียนจึงเดินทางไปช่วยเหลือ ระหว่างนั้นก็มีสตรีหลายคนที่เกียจคร้านจากงานเรือนตามมานั่งดูความครึกครื้น ถือชามข้าวกันมาคนละใบพร้อมยืนพิงประตูเรือนและถามไถ่ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
แม่นางเหลียนมีเป็นคนมีคุณธรรม ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมกล่าวลับหลังถึงเรื่องที่ไม่ดีไม่งาม ยิ่งเป็นเรื่องภายในครอบครัวยิ่งเงียบปากไปเสีย ทว่าแม่ม่ายเหลียวและสตรีที่เข้าไปในเรือนตระกูลหยุนด้วยกันเมื่อวานนี้ไม่สนใจเรื่องยิบย่อยอ่อนไหวเหล่านั้น ครั้นได้ทีถึงเปิดช่องสนทนาอย่างออกรส
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าแม่เฒ่าจูผู้นั้นชั่วร้ายยิ่งกว่าผีปีศาจเสียอีก ปากนั้นประหนึ่งเคลือบยาพิษ เล่าความเท็จไม่กลัวกรรมสนองคืนใด ๆ ทั้งสิ้น เห็นทีเมื่อนางตายตกลงนรกคงถูกกระชากลิ้นออก…”
“ไม่ใช่เพียงฝีปากที่ร้ายกาจของนางเท่านั้น สะใภ้คนรองอุตส่าห์ปรนนิบัติด้วยแรงกายทั้งยังจ่ายเงินค่ารักษาให้ แต่สุดท้ายกลับถูกนางสาดโคลนใส่ร้ายและสาปแช่ง อย่าว่าแต่ในหมู่บ้านของเราเลย แม้แต่ในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้านข้าก็ไม่เคยเห็นหญิงชราผู้ใดไร้เหตุผลถึงเพียงนี้มาก่อน!”
“นับว่าโชคดีที่ครอบครัวรองมีความกตัญญู หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นคงไม่โกรธเคืองจนแตกหักกันไปข้าง! ดูอย่างยายเฒ่าหวงนั่นสิ สะใภ้ใหญ่ผู้เพียบพร้อมและซื่อสัตย์ถึงเพียงนั้นมาถูกฆ่าตาย เหลือเพียงสะใภ้อีกสองคนที่ไม่เอาถ่าน นี่ผ่านมายังไม่ถึงหนึ่งปีกลับยังทำใจไม่ได้ เรื่องที่แจ้งความไปก็ยังไม่คืบหน้าเลยด้วยซ้ำ!”
เมื่อสตรีมารวมกลุ่มกันย่อมมีเรื่องราวให้พูดคุยไม่จบไม่สิ้น ครั้นอาหารในหม้อปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้ว บรรดาผู้ชายที่ลงแรงทำงานมาตั้งแต่เช้าจึงทยอยเดินออกมากินข้าว แม่นางเหลียนจึงกระซิบ “พูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ”
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องนี้แล้ว ประเดี๋ยวจะเดือดร้อนกันเสียทั้งหมด” แม่ม่ายเหลียวหันไปขยิบตา เมื่อเห็นว่าหยุนลี่เต๋อและคนขายเนื้ออู๋กำลังเดินตรงมาทางนี้ก็รีบโบกมือให้ทุกคนเงียบลง
อย่างไรเสียผู้ที่ตกอยู่ในประเด็นสนทนาก็คือบิดามารดาแท้ ๆ ของหยุนลี่เต๋อ ต่อให้พวกเขาทำผิดอย่างไรก็ไม่อาจทำใจยินยอมให้คนนอกนินทาได้
เหล่าสตรีกลุ่มนั้นต่างก็ปิดปากสนิทอย่างรู้ความ ขณะที่กำลังจะแปรเปลี่ยนไปพูดคุยเรื่องอื่นกลับเหลือบไปเห็นร่างอวบอ้วนสวมเสื้อผ้าสกปรกมอมแมมที่ยืนชะโงกตัวโผล่ออกมาจากหน้าประตู ใบหน้าใหญ่โตเผยรอยยิ้มขณะกล่าวทักทายผู้คน “โอ้ ถึงเวลาอาหารอีกแล้วหรือ?”
แม่นางเหลียนผงะไปครู่หนึ่ง
ยังไม่ทันที่ผู้คนซึ่งรวมตัวกันอยู่กลางลานบ้านจะเอ่ยทักทายหรือกล่าวเชิญชวน นางเฉินก็เดินปรี่เข้ามาทางประตูเสียแล้ว นางยกเก้าอี้จากมุมหนึ่งมานั่งลงข้างโต๊ะอาหารพลางกล่าวอย่างไร้ยางอาย “ฮิฮิ รีบกินกันเร็วเข้าเถิด วันนี้พวกเจ้าทำอาหารใดไว้บ้างรึ?”
ไม่มีผู้ใดตอบคำถามของนาง
นางเฉินไม่แยแสต่อความเงียบงันนั้น ทั้งยังพูดพึมพำกับตนเองต่อไป “เป็นกะหล่ำปลีต้มเนื้ออีกแล้ว จานนี้อร่อยมาก ข้าชื่นชอบรสชาติของมันยิ่งนัก ให้กินซ้ำ ๆ ตลอดทั้งปีก็ไม่เบื่อ ฮิฮิฮิ…” นางเอ่ยขึ้นพลางเอื้อมมือไปหยิบเอาขนมปังรังนกที่เพิ่งออกมาจากเตาร้อน ๆ
กลุ่มคน…