ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 352 แบกฟืนไปคืนให้
ตอนที่ 352 แบกฟืนไปคืนให้
ตอนที่ 352 แบกฟืนไปคืนให้
หยุนเชวี่ยรู้สึกว่าในบรรดาคนทั้งหมู่บ้าน ตนเป็นคนเดียวที่หวาดกลัวความหนาวเย็นเป็นที่สุด อาจเป็นเพราะบ้านหลังแห่งนี้นี้มีภูเขาและแม่น้ำอยู่ด้านหลัง ทำให้ฤดูร้อนอากาศค่อนข้างเย็นสบาย ทว่าเมื่อถึงฤดูหนาว กระแสลมเย็นพัดหอบเอาความชื้นทั้งหมดมาด้วย เหน็บหนาวเสียจนลำคอสั่นสะท้าน
“บ้านเรายังเหลือหนังสัตว์อีกประมาณสองถึงสามผืน หากพี่สาวของเจ้าว่างก็ให้นางถักเป็นผ้าพันคอให้เจ้าสักผืน” แม่นางเหลียนหันไปเห็นว่าหยุนเชวี่ยเพิ่งเดินออกจากประตูได้ไม่นานก็หดคอฝังใบหน้าครึ่งล่างไว้ในคอเสื้อเสียแล้ว ทำให้นางรู้สึกขบขันยิ่งนัก “ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นว่าเจ้ากลัวความเหน็บหนาวถึงเพียงนี้”
“จริงเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยถูฝ่ามือไปมาพลางเดินวนรอบบริเวณลานบ้านถึงสองหน นางหนาวสั่นเสียจนไม่อาจหยิบจับช่วยงานใด ๆ ได้ ไม่นานจึงเดินเตร็ดเตร่กลับเข้าไปในตัวบ้านเพื่อนั่งรอกินมื้อเช้าอย่างสบายอารมณ์
หลังจากนั้นไม่นาน หยุนลี่เต๋อซึ่งทำงานจนเหงื่อโซมกายก็เดินเข้ามาเอ่ยถามเสี่ยวอู่ที่กำลังนั่งพิงหน้าต่างอ่านตำราอยู่ “อู่เอ๋อ ตอนนี้เจ้าอ่านตัวอักษรได้กี่คำแล้ว? เจ้าสามารถเขียนจดหมายได้หรือไม่?”
“จะให้เขาเขียนจดหมายถึงลุงใหญ่หรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม
“อืม” หยุนลี่เต๋อตอบรับ “อย่างน้อยขอเพียงให้เขาเขียนจดหมายตอบกลับมา ครั้นท่านปู่ของเจ้าฟื้นและเห็นเข้าจะได้สบายใจ”
หยุนเชวี่ยหันมองเสี่ยวอู่ ซึ่งเสี่ยวอู่พยักหน้ารับ เขาลุกขึ้นไปหยิบพู่กัน หมึก และกระดาษออกมาจากตู้หนังสือที่ถูกทำขึ้นสำหรับเขาโดยเฉพาะ เด็กชายยืนอยู่หน้าโต๊ะตัวเล็กริมหน้าต่าง หยิบพู่กันจุ่มปลายลงในขวดหมึกพร้อมหันไปทางหยุนลี่เต๋อและกะพริบตาปริบ
“เขียนเล่าความว่าท่านปู่ของเจ้าล้มป่วย ถึงตอนนี้ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ได้สติ ทั้งยังเป็นห่วงและกังวลเกี่ยวกับสารทุกข์สุกดิบของเขาเป็นอย่างยิ่ง ถามไถ่ว่าตอนนี้เขาเดินทางไปถึงมณฑลชิงหนิวแล้วหรือยัง? ทุกอย่างที่นั่นราบรื่นดีหรือไม่…” หยุนลี่เต๋อพูดจาไม่เก่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เสี่ยวอู่เขียนไปยังไม่ทันครบสามบรรทัดดีก็หยุดชะงัก ไม่เอ่ยสิ่งใดเพิ่มเสริมต่อ
เสี่ยวอู่…
หยุนลี่เต๋อถูฝ่ามือไปมา “อีกอย่าง หากเขาได้รับจดหมายแล้วให้รีบตอบกลับโดยทันที เรื่องอื่นไม่มีสิ่งใดสำคัญแล้ว เขียนต่อท้ายไปอีกสักสองสามประโยคกำชับให้ท่านลุงของเจ้าดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี”
เสี่ยวอู่หลุบตาลง บรรจงขีดเขียนตัวอักษรทีละเส้นอย่างตั้งใจ ลายเส้นของเขาอ่อนโยนไร้เดียงสา
“เพิ่มอีกสักสองสามประโยคเถอะ” หยุนเชวี่ยนั่งอาบแสงแดดที่ส่องผ่านเข้ามาพร้อมหรี่ตาลงอย่างสบายอารมณ์ “กำชับไปว่าหากเขาได้รับจดหมายฉบับนี้แล้วให้รีบตอบกลับทันที หากไม่แล้วเห็นทีอาสามและอาสะใภ้สามของเจ้าคงเตรียมหอบเสื้อผ้าออกเดินทางไปตามหาเขา ไม่แน่อาจร่วมฉลองวันตรุษที่นั่นเลยก็เป็นได้”
เสี่ยวอู่เขียนลงไปตามที่หยุนเชวี่ยบอกกล่าว และไม่ลืมที่จะลงท้ายในจดหมายอย่างสุภาพ ‘ขอให้ท่านลุงสุขภาพร่างกายแข็งแรง ประสบความสำเร็จในการเลื่อนตำแหน่ง มั่งคั่งร่ำรวย’
เมื่อเขียนจดหมายเสร็จแล้วเขาก็ผึ่งกระดาษไว้รอให้หมึกแห้ง หลังจากกินข้าวมื้อเช้าเรียบร้อย หยุนลี่เต๋อก็เดินทางเข้าเมืองเพื่อฝากจดหมายดังกล่าวไปกับรถม้าและเกวียนบรรทุกที่ขับผ่านจากมณฑลอันผิงไปยังมณฑลชิงหนิว คาดเดาว่าคงใช้ระยะเวลาประมาณเจ็ดถึงแปดวัน หรือไม่ก็นานประมาณครึ่งเดือน
คอกหมูของบ้านตระกูลอู่ยังสร้างไม่แล้วเสร็จดี สืออีจึงต้องออกไปช่วยงานเขาแต่เช้า ทว่าก่อนที่จะออกไปหยุนเชวี่ยได้เรียกเขาไว้ พร้อมชี้ไปยังกองไม้ฟืนที่วางพิงอยู่ตรงกำแพงห้องครัว “ช่วยแบกมันไปคืนให้กับบ้านตระกูลจางที่อยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านให้ที”
สืออี “ตระกูลจางหลังใด?”
“เป็นบ้านของพี่น้องสองฝาแฝดชายที่หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ” หยุนเชวี่ยอธิบาย “บอกเขาทั้งสองคนด้วยว่าบ้านของพวกเราไม่ได้ขาดเหลือไม้ฟืนแต่อย่างใด”
“จะนำกลับไปคืนให้พวกเขาจริงหรือ?” หยุนเยี่ยนเอ่ยถาม สำหรับนางแล้วมันเป็นเพียงฟืนมัดหนึ่งเท่านั้น หากแข็งข้อไม่รับไว้อาจทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าจนเกิดความร้าวฉาน มองอย่างไรก็ไม่เห็นถึงประโยชน์ที่ทำเช่นนี้
“หากไม่ให้ข้านำกลับไปคืน แล้วท่านจะเก็บไว้ใช้ในช่วงวันปีใหม่อย่างนั้นหรือ?” หยุนเชวี่ยตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว “ท่านป้าจางเป็นคนเช่นไรท่านย่อมรู้ดี หว่านพืชเพื่อหวังผล ข้าไม่อาจรับสิ่งของจากบรรดาลูกชายของนางไว้ได้ ประเดี๋ยวจะก่อเกิดเป็นความหวัง”
ได้ยินเช่นนั้นสืออีก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ในทันที
ของสิ่งนี่ถูกนำมามอบให้เพื่อเอาอกเอาใจเชวี่ยเอ๋อของเขา!
ทั้งยังร่วมแรงร่วมใจกันถึงสองคน!
สองพี่น้องพร้อมใจกันหวังตกบ่อทองอย่างนั้นสินะ!
ไม่อนุญาต
อย่างไรเขาไม่อนุญาตเด็ดขาด
ดังนั้นเขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้มือเพียงข้างเดียวยกมัดฟืนขึ้นมาแบกไว้ก่อนก้าวเท้าเดินออกไปจากเรือน มุ่งไปยังทิศตะวันตกของหมู่บ้านด้วยความรวดเร็วดั่งสายลม
“สืออี สืออี เฮ้อ… เจ้าอย่าลืมวางตนให้ดี พูดจาให้สุภาพเข้าไว้…” หยุนเยี่ยนเดินตามหลังเขาไปสองสามก้าวพลางกล่าวกำชับ จากนั้นก็หันหน้ากลับมา “เชวี่ยเอ๋อ เหตุใดข้าจึงมองว่าเขาเตรียมจะออกไปทะเลาะวิวาทกับสองคนนั้น? เป็นเช่นนี้แล้วเจ้าจะไม่เป็นอะไรหรือ?”
“ข้าจะเป็นอย่างไรได้เล่า?” หยุนเชวี่ยยกมือไพล่หลัง ครุ่นคิดในใจว่าถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางสานสัมพันธ์กับสองฝาแฝดตระกูลจางได้อยู่ดี
วันนี้หยุนเยี่ยนยุ่งอยู่กับงานในเรือนตลอดทั้งช่วงเช้า
งานแรกคือการรื้อหาเสื้อผ้าเก่า ๆ ของหยุนเชวี่ยออกมาแล้วจึงนำไปตบไล่ฝุ่นออกก่อนตากผึ่งแดดไว้ แม่นางเหลียนกำชับก่อนออกจากบ้านไปช่วยงานตระกูลอู๋ ขอให้นางนำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปมอบให้หยุนเซียงเอ๋อไว้สวมใส่
แม่นางเหลียนเป็นคนละเอียดรอบคอบ แม้เสื้อผ้าฝ้ายที่หยุนเชวี่ยเคยสวมใส่เมื่อหลายปีก่อนจะเก่าไปสักหน่อย ทว่าเสื้อผ้าทุกชิ้นล้วนสะอาดสะอ้าน บริเวณที่ชำรุดก็ตัดปะซ่อมแซมอย่างดีด้วยฝีเข็มที่เป็นระเบียบและประณีต ดีกว่าปล่อยให้หยุนเซียงเอ๋อสวมใส่เสื้อผ้าเพียงตัวเดียวที่ทั้งเก่าทั้งสกปรกเช่นนั้น
“ประเดี๋ยวพวกเราแวะไปเยี่ยมเยียนท่านปู่เสียหน่อย และนำเสื้อผ้าเหล่านี้ไปให้เซียงเอ๋อ” หยุนเยี่ยนชักชวน
“ข้าไม่อยากไป” หยุนเชวี่ยอิดออดไม่เต็มใจ “พวกเราไม่ใช่ท่านหมอหลี่ ไปเยี่ยมเขาแล้วจะมีประโยชน์อันใด?”
หยุนเยี่ยน “ไม่เป็นไรหรอก ท่านแม่ฝากฝังให้พวกเราไปเยี่ยมเยียนแทนนาง”
“น่ารำคาญนัก” หยุนเชวี่ยจำใจลุกขึ้น “เช่นนั้นก็รีบไปรีบกลับ เหลือบตามองประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาได้แล้ว”
สองพี่น้องช่วยกันหอบเสื้อผ้าตัวหนาสองสามตัวออกจากบ้าน ครั้นอยู่ไม่ห่างไปจากบ้านหลังเก่าของตระกูลหยุนก็ได้ยินเสียงแม่เฒ่าจูรำพึงรำพันสลับเสียงสูงต่ำ ตามด้วยเสียงด่าทอขณะที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น “ข้าแก่ชราแล้วต้องมาอยู่อย่างเดียวดายน่าสังเวช อุตส่าห์เลี้ยงดูพวกหมาป่าตาขาวจนเติบใหญ่ พวกมันกลับทอดทิ้งให้ข้าอดตาย…”
พลังอันเต็มเปี่ยมของแม่เฒ่าจูยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย เสียงของนางดังกึกก้อง คำด่าทอของนางสามารถลอยออกไปได้ไกลถึงสองลี้ หลายครอบครัวที่เห็นสองพี่น้องหยุนเยี่ยนและหยุนเชวี่ยเดินผ่านมา ต่างก็ชะโงกตัวออกมาจากลานบ้านของตน ท่านป้าคนหนึ่งเอ่ยถาม “ท่านย่าของพวกเจ้าเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงได้ก่อเรื่องก่อราวขึ้นอีกแล้ว? ตั้งแต่เช้าตรู่จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุด”
“นางไม่เป็นอะไรมากหรอกเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าวโดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “เห็นทีคงก่นด่าลุงใหญ่ของข้ากระมัง ท่านลุงใหญ่ของข้าเดินทางไปรับตำแหน่งขุนนาง ทิ้งนางกับท่านปู่ให้รั้งรออยู่ที่นี่ จนถึงกระทั่งตอนนี้กลับยังไม่มีแม้แต่จดหมายสักฉบับส่งกลับมา ผู้ใดบ้างจะไม่โกรธจนลนลานเสียสติ”
“อ๋อ…” ท่านป้าคนนั้นเผยสีหน้ากระจ่างแจ้งพลางแสยะยิ้มมุมปาก “เรื่องลุงใหญ่ของเจ้านับว่าผิดมหันต์ ครอบครัวอุตส่าห์อุปการะส่งเสียให้เขามีโอกาสได้ร่ำเรียนนานหลายสิบปี กว่าจะสำเร็จจนเชิดหน้าชูตาได้ก็ยากเย็นแสนเข็ญ ผลสุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร? ได้ดิบได้ดีก็ปัดก้นหนีหายไปเสวยสุขแต่เพียงผู้เดียวเสียแล้ว ช่างน่าเสียดายนัก!”
หยุนเชวี่ยชูนิ้วโป้ง “ท่านป้า ท่านช่างกล่าวได้สมเหตุสมผลเสียจริง”
“เฮ้อ…” ท่านป้าถอนหายใจอย่างนึกเห็นอกเห็นใจ จากนั้นจึงหันหน้าไปกล่าวกับคนด้านหลังว่า “ที่แท้แม่เฒ่าตระกูลหยุนก็ก่นด่าลูกชายคนโตของนาง เจ้าใหญ่นี่ก็ช่างกระไร…”
“เชวี่ยเอ๋อ เหตุใดข้ากลับรู้สึกว่าท่านย่ากำลังจงใจด่าทอครอบครัวของเราให้ผู้อื่นฟังโดยทั่วกัน?” หยุนเยี่ยนปิดปากพร้อมกล่าวด้วยเสียงกระซิบ
“นางมีสิทธิ์ใดมาด่าทอเรา? ท่านพ่อไม่ใช่ลูกอกตัญญูเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยจงใจกล่าวด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้น “ท่านปู่มอบเงินที่ได้เป็นสินสอดทองหมั้นของอาชิ่วเอ๋อให้แก่ท่านลุงใหญ่ไปจนหมดแล้ว บัดนี้แม้แต่การเชิญหมอรักษาหรือการซื้อหยูกยาก็ล้วนเป็นเงินจากท่านพ่อของข้าทั้งสิ้น”
ทันทีที่บรรดาสตรีชาวบ้านผู้ชอบซุบซิบนินทาได้ยินดังนั้นก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที นางรีบปรี่ออกมาจากบริเวณลานบ้านพร้อมเบิกตากว้างขณะเอ่ยถาม “ท่านปู่ของเจ้ามอบเงินสินสอดทองหมั้นของหยุนชิ่วเอ๋อให้กับเจ้าใหญ่จริงรึ?! เงินนั้นมีจำนวนมากถึงห้าร้อยตำลึงไม่ใช่หรืออย่างไร?”
“เรื่องนี้ข้าได้ยินจากปากอาสะใภ้สามมาอีกทอดหนึ่ง” หยุนเชวี่ยแสร้งตีหน้าซื่อและบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดตามตรง “จริงหรือเท็จไม่อาจทราบ ทว่าเมื่อวานนี้ที่ท่านปู่ของข้าล้มป่วย แม้แต่เงินสำหรับจ่ายให้กับหมอรักษายังไม่มีสักเหรียญเดียว”
“จุ๊จุ๊จุ๊…” ท่านป้าคนเดิมส่ายหน้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นสูง “เงินนั้นเป็นเงินของท่านพ่อเจ้าหรอกหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยตอบรับ “ท่านพ่อยังบอกอีกว่าอย่าได้เสียดายการจับจ่ายใช้เงิน ขอเพียงรักษาท่านปู่ให้หายขาดได้ก็เพียงพอแล้ว ข้าคงพูดได้เพียงเท่านี้ ต้องรีบไปเยี่ยมเยียนท่านปู่แล้ว” กล่าวจบนางก็คล้องแขนหยุนเยี่ยนแล้วเดินต่อไปข้างหน้าทันที
ทันใดนั้นเสียงอื้ออึงอย่างตื่นเต้นและคำวิพากษ์วิจารณ์ที่เกินจริงพลันดังขึ้นจากทางด้านหลัง “โอ๊ย! ข้าไม่เคยเห็นบิดาที่ลำเอียงเช่นนี้มาก่อน! เงินตั้งห้าร้อยเหรียญ! กลับยกให้ลูกชายคนโตไปใช้จ่ายเสียหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ คราวนี้เป็นอย่างไรเล่า?! ฮ่า ๆ ๆ ชีวิตย่ำแย่เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไร้คนเหลียวแล โชคดียิ่งนักที่ครอบครัวของเจ้ารองเป็นคนซื่อสัตย์…”
“เป็นคนซื่อสัตย์อย่างไรกัน? ข้ามองแล้วเขาโง่เขลาจนเกินไปต่างหาก” สตรีอีกคนก็เปิดประตูบ้านออกมาก่อนออกความคิดเห็น “ครอบครัวของเขาอุตส่าห์แบ่งแยกออกไปพ้นแล้ว ตามจริงไม่จำเป็นต้องดูแลรับผิดชอบด้วยซ้ำ แต่นั่นก็พูดยาก… มิใช่ว่าลูกชายอีกสองคนกระจัดกระจายไปคนละทิศทางหรอกหรือ จึงหลงเหลือเขาอยู่เพียงผู้เดียว…”
“สะใภ้เถียน ที่เจ้ากล่าวก็มีเหตุผล” ชายสูงอายุอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง “เจ้าใหญ่ไม่อยู่ เจ้าสามและภรรยาของเขามีอุปนิสัยเช่นไรพวกเราต่างก็รู้กันดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเจ้ารองยังมีทางอื่นอีกหรือ? ถึงอย่างไรผู้เฒ่าหยุนก็เป็นพ่อแท้ ๆ ของเขา”
“ไป ไป ไป!” สตรีนางนั้นกลอกตาด้วยความขัดใจ “มัวพูดพล่ามอะไรอยู่ได้ตาเฒ่า ออกไปซะ!”
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้เพียงใด เสียงก่นด่าของแม่เฒ่าจูก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้น
“ที่เจ้าพูดไปอย่างนั้น ข้ารู้สึกว่ามันออกจะไม่ดีนัก…” หยุนเยี่ยนเอ่ยขึ้น ถึงแม้นางจะรู้สึกว่ามันไม่เหมาะไม่ควรเท่าไรแต่ก็อดหัวเราะไม่ได้
“สิ่งที่เรากล่าวไปเป็นความจริงหรือไม่? ล้วนเป็นเรื่องจริงแท้ทั้งนั้น ไม่มีคำโกหกแม้สักครึ่งประโยค” หยุนเชวี่ยกล่าว
หยุนเยี่ยนคิดตามอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
หยุนเชวี่ยยักไหล่ “เช่นนั้นสิ่งใดเล่าที่ท่านคิดว่าไม่ดี?”
หยุนเยี่ยนกล่าวคำใดไม่ออกด้วยรู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลแล้ว
ประตูเรือนตระกูลหยุนไม่ได้ถูกลงกลอนจากด้านใน เพียงผลักจากด้านนอกก็เปิดออก ลานบ้านยังคงยุ่งเหยิงไม่ต่างไปจากเมื่อวานนี้ แม้แต่ไม้กวาดที่ล้มกองอยู่ตรงกำแพง หรือฝาโอ่งน้ำที่เปิดออกค้างไว้ก็ยังคงอยู่ในสภาพเดิมเช่นนั้น
เวลานี้ไม่รู้ว่านางเฉินหายไปหลบอยู่ที่ใดอีก หยุนเชวี่ยตรงไปที่ห้องฝั่งปีกตะวันตกก่อน บานประตูถูกลงกลอนจากด้านใน นางยกมือขึ้นเคาะเรียกด้วยเสียงที่ไม่เบาและไม่ดังจนเกินไป “เซียงเอ๋อ เซียงเอ๋อ เปิดประตูหน่อย”
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
“เซียงเอ๋อ ข้าคือพี่เชวี่ยเอ๋อของเจ้าเอง เปิดประตูเร็วเข้า…”
ยังไม่มีผู้ใดขานตอบกลับมา
หยุนเชวี่ยเอียงหน้าแนบหูกับบานประตู ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากภายในแม้แต่นิดเดียว ราวกับในห้องไม่มีคนอยู่เลย
แต่ในเมื่อบานประตูถูกลงกลอนจากภายใน หมายความว่าต้องมีใครสักคนอยู่ภายในนั้นเป็นแน่ เพราะหากเป็นซานหลางหรือนางเฉินคงเปิดประตูออกต้อนรับนานแล้ว หยุนเชวี่ยพยายามเรียกอยู่หลายครั้งแต่ห้องปีกตะวันตกก็ยังไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง เสียงด่าทอจากห้องชั้นบนยิ่งทวีความดังขึ้น
“เป็นนังเด็กแพศยาคนนั้น! นังเด็กเดรัจฉาน! มันจ้องจะมาทำร้ายข้าอีกแล้ว หญิงชราเช่นข้าช่างน่าสมเพชยิ่งนัก แม้แต่ลูกหมายังขึ้นขี่อยู่บนหัวข้า ไม่ช้าก็เร็วข้าคงตายตกไปเพราะน้ำมือของมันทั้งสองตัวเป็นแน่…”
นับตั้งแต่ย้ายบ้านออกไป หยุนเยี่ยนก็พยายามไม่กลับมาที่นี่อีกหากไม่จำเป็นเพราะหวังจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย กระทั่งวันนี้ได้ยินคำผรุสวาทอันเผ็ดร้อนนั้นเข้าก็เกิดความกลัวจนตัวสั่น
“พี่สาว ท่านอย่ากลัวไปเลย” หยุนเชวี่ยบีบมือหยุนเยี่ยนเพื่อให้ความมั่นใจก่อนแค่นเสียงหัวเราะ “กระดูกคนแก่หรือจะแข็งแกร่งเทียบเท่ากระดูกคนอ่อนวัยกว่า ต่อให้ข้ามีมือเพียงข้างเดียวและขาอีกหนึ่งข้างก็สามารถทำให้นางไปกองอยู่กับพื้นได้ ท่านเชื่อหรือไม่?”
หยุนเยี่ยนตกตะลึงยิ่งกับคำพูดคำจาที่ผิดแผกดื้อรั้นจากปากหยุนเชวี่ย
“นี่เป็นเพียงการเปรียบเทียบเจ้าค่ะ ข้าแค่กล่าวหยอกเล่นเท่านั้นเอง” หยุนเชวี่ยพยายามแก้ต่างอย่างรู้สึกจนปัญญา พี่สาวของนางหน้าตาหรือก็สะสวย จิตใจดีงาม อุปนิสัยอ่อนโยน ทว่านางน่าเบื่อเกินไปที่ไม่เข้าใจ ‘เรื่องขบขัน’ เอาเสียเลย
หยุนเยี่ยน “หากท่านพ่อได้ยินเจ้ากล่าวคำนี้ เห็นทีเจ้าคงถูกเฆี่ยนตีเป็นแน่”
“ข้าไม่ได้โง่ถึงขั้นเผลอกล่าวหลุดปากต่อหน้าท่านพ่อเสียหน่อย” หยุนเชวี่ยทำแก้มพอง ก่อนจะเดินอ้อมไปยังอีกฝั่งหนึ่งของห้องปีกตะวันตกเพื่อเปิดหน้าต่างออก
ชาวบ้านในแถบชนบทดำรงชีพกันอย่างเรียบง่าย ไม่ค่อยมีเรื่องโจรที่มาขโมยไก่หรือสุนัข ดังนั้นโดยปกติหน้าต่างทุกบานจึงแง้มไว้ไม่มีการลงกลอนแต่อย่างใด สามารถเปิดได้โดยตรงจากด้านนอก เป็นจริงดังคาด เมื่อมองเข้าไปผ่านหน้าต่างที่เปิดออก หยุนเชวี่ยพบว่าหยุนเซียงเอ๋อกำลังนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง รอบด้านมีกองผ้าห่มที่ทั้งสกปรกและขาดรุ่งริ่งกองอยู่