ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 351 ความคับข้องใจ
ตอนที่ 351 ความคับข้องใจ
ตอนที่ 351 ความคับข้องใจ
ร่างกายนางเฉินซึ่งเต็มไปด้วยเนื้อไขมันถูกแม่ม่ายเหลียวฉุดกระชากลากเข้าไปในห้องชั้นบน ใบหน้าของนางเฉินปราศจากความละอายใด ๆ นางยิ้มแป้นก่อนนั่งลงบนเก้าอี้อย่างมั่นคง
“เหตุใดท่านพ่อจึงยังไม่ฟื้นอีกเล่า?”
“ท่านหมอหลี่บอกว่าโรคนี้ร้ายแรงนัก ต้องค่อย ๆ ฟื้นฟูจึงจะหายดี”
“อ้อ แล้วเมื่อไหร่เขาจะตื่นขึ้นล่ะ?”
“ยังไม่อาจบอกได้แน่ชัด”
นางเฉินชะโงกหน้าเข้าไปใกล้เตียง พินิจมองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเห็นว่าผู้เฒ่าหยุนนิ่งไม่ไหวติงจึงกระซิบถามเสียงต่ำ “พี่สะใภ้รอง ท่านว่าหากท่านพ่อตายจากเราไปดื้อ ๆ จะทำอย่างไร?”
แม่นางเหลียนขมวดคิ้ว “อย่ากล่าวถึงเรื่องอัปมงคลไปเลย”
“ข้ากล่าวถึงความเป็นจริง ผิดมากหรืออย่างไร?” นางเฉินเบ้ปากพลางส่ายหน้า “ข้าว่าครั้งนี้ชีวิตของเขาประหนึ่งแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทรัพย์สินของตระกูลหรือก็ยังไม่ได้แบ่งสัน คนในครอบครัวก็แตกกระจายไปคนละทิศทาง หากข้าถูกหลงลืมแล้วจะทำอย่างไรดี?”
“น้องสะใภ้สาม ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล” แม่นางเหลียนสังเกตว่าเปลือกตาของผู้เฒ่าหยุนยังกระตุกเป็นบางครั้ง นางรู้สึกว่าแม้เขาจะยังไม่ตื่น แต่ถึงอย่างไรก็ย่อมได้ยินทุกสิ่งที่พวกนางพูดคุยกัน
“อาหารหนักถึงเพียงนี้แล้ว นอนอยู่บนเตียงไม่ลืมตาไม่พูดจา จะต่างอะไรกับคนตาย?” นางเฉินยังคิดจะยื่นมือออกไปทดสอบลมหายใจของผู้เฒ่าหยุน ทว่าถูกแม่นางเหลียนห้ามปรามขวางไว้เสียก่อน นางแค่นเสียงอย่างกระอักกระอ่วน
“ชู่ว…” แม่นางเหลียนยกนิ้วจ่อริมฝีปาก “ไม่คิดว่าท่านพ่อได้ยินรึ?”
“เขาได้ยินหรือ?!” นางเฉินได้ยินดังนั้นก็ตื่นตระหนก นางจ้องหน้าผู้เฒ่าหยุนอย่างละเอียดครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยเสียงเย็นเฉียบ “อย่าทำให้ข้าตกใจไปหน่อยเลย เขาได้ยินก็แปลกแล้ว ท่านพ่อ ท่านพ่อ?”
นางตะโกนเรียกถึงสองครั้ง ทว่าผู้เฒ่าหยุนกลับไร้ซึ่งการตอบสนอง
“ดูสิ นอกจากลมหายใจแล้วอาการทั้งมวลก็ครึ่งเป็นครึ่งตาย ต่อให้รักษาได้ก็เกรงว่าคงเดินไม่ได้อีกแล้ว” นางเฉินแสยะยิ้มมุมปากพลางตบหน้าขาของตนเอง “ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านช่างลำเอียงเสียจริง! ยกเงินทั้งหมดที่มีอยู่ให้กับพี่ใหญ่หนแล้วหนเล่า ทิ้งให้ข้าคอยรับใช้ปรนนิบัติท่านมาโดยตลอดทั้งที่ไม่เคยได้อะไร เหตุใดข้าจึงต้องลำบากถึงเพียงนี้ด้วย!”
แม่นางเหลียนรีบฉุดดึงนางเฉินไว้ทันที “น้องสะใภ้สาม เจ้าไม่ต้องพูดสิ่งใดแล้ว!”
“พี่สะใภ้รอง ข้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก พี่สะใภ้รองต้องตัดสินเรื่องนี้ให้กับข้า” นางเฉินกล่าว “พี่ใหญ่เสวยสุขได้เป็นถึงขุนนาง กินดื่มร่ำสุราชั้นดีอย่างเอร็ดอร่อย ทอดทิ้งคนในครอบครัวตนไว้อย่างไม่สนใจไยดี ทว่าท่านพ่อกลับเห็นดีเห็นงาม ซ้ำยังมอบสินสอดทองหมั้นของชิ่วเอ๋อให้กับเขาด้วย! เงินตั้งหลายร้อยตำลึง! เขากลับมอบให้พี่ใหญ่ลับหลังพวกข้า!”
“ก่อนจากไปพี่ใหญ่ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือ? รอจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิเขาก็กลับมารับท่านพ่อ ท่านแม่ และครอบครัวของพวกเจ้าไปอยู่ด้วยกันแล้ว” แม่นางเหลียนกล่าว
“ถุย! คำกล่าวของพี่ใหญ่ต่างอะไรไปจากลมที่ผายออกมา ท่านเชื่อคารมเขารึ?!” นางเฉินถ่มน้ำลาย “เขาจากไปตั้งกี่วันแล้ว จนถึงป่านนี้แม้แต่จดหมายสักฉบับก็ไม่คิดส่งกลับมา เกรงว่าคงลืมไปเสียแล้วว่ามีครอบครัวรอคอยอยู่ที่นี่!”
“พี่ใหญ่ยังไม่เขียนจดหมายกลับมาอีกรึ?” แม่นางเหลียนเอ่ยถาม
“เขียนส่งกลับมาก็ประหลาดแล้ว!” นางเฉินแค่นเสียงอย่างโกรธเคือง “ท่านพ่อไม่มีเงินอยู่ในมืออีกต่อไป ทว่าเขาไม่สนใจเป็นห่วงเป็นใยใด ๆ ทั้งสิ้น หลงระเริงอยู่กับชีวิตอันสุขสบาย ไหนเลยจะสนใจความเป็นความตายของครอบครัว พี่ใหญ่ทอดทิ้งพวกเราอย่างแท้จริง…”
แม่นางเหลียนนิ่งงัน
ท้องฟ้าหน้าหนาวมืดลงเร็วกว่าทุกครั้ง กว่าหยุนลี่เต๋อจะไปซื้อยาและเดินทางกลับมาพระอาทิตย์ก็ตกคล้อยลงต่ำ แม่นางเหลียนบดผสมยาและค่อย ๆ ป้อนใส่ปากผู้เฒ่าหยุนทีละช้อน ทีละช้อน จนกระทั่งงานทุกอย่างเสร็จสิ้น ดวงจันทร์และดวงดาวก็ประดับอยู่บนฟากฟ้าเสียแล้ว
“ยานี้ต้องต้มกินครั้งละหนึ่งห่อ ผสมกับน้ำต้มสุกลงในถ้วย เวลาป้อนให้ท่านพ่อต้องป้อนทีละน้อย ระวังอย่าให้เขาสำลัก นี่เป็นตัวยาสำหรับห้าวัน ข้าจะจัดวางไว้ตรงนี้” แม่นางเหลียนกำชับนางเฉินอย่างละเอียด
แม่เฒ่าจูเผยสีหน้าบิดเบี้ยว นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง บางทีอาจเป็นเพราะนางเหน็ดเหนื่อยจากการที่ตนสร้างปัญหาอย่างไม่หยุดหย่อนตลอดทั้งช่วงบ่าย ตอนนี้นางจึงนิ่งเงียบไม่พูดจา เพียงเงยหน้าจ้องเขม็งไปยังแม่นางเหลียนอย่างดุร้ายราวกับจะกลืนกินนางเข้าไป
นางเฉินไม่กล้าพร่ำบ่นให้มากความต่อหน้าแม่เฒ่าจู จึงพยักหน้ารับรู้อย่างขอไปที
รอจนครอบครัวของหยุนลี่เต๋อเตรียมตัวจะจากไป จู่ ๆ แม่เฒ่าจูก็โพล่งออกมา “แสร้งทำเป็นพูดดี ทำความกตัญญูต่อหน้าคนนอก เหตุใดจึงไม่คิดมาปรนนิบัติด้วยตนเองเล่า?! ฮึ่ม คงเกรงว่าพ่อสามีอาจมีชีวิตยืนยาวกว่าห้าวันจนตนเองต้องสูญเสียเงินทองเพิ่มขึ้นกระมัง!”
แม่นางเหลียนซึ่งกำลังเดินตรงไปยังประตูห้องพลันหยุดชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
หยุนเชวี่ยหันหน้าขวับกลับไป ตั้งท่าจะกล่าวบางคำเพื่อสวนกลับ แต่ยังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดแม่นางเหลียนกลับยื่นมือไปโอบไหล่นางเอาไว้พร้อมกล่าวเสียงแผ่วหวิว “อากาศข้างนอกหนาวนัก รีบกลับกันเถิด”
สามพ่อแม่ลูกเดินออกจากประตูเรือนตรงไปตามถนนสายหลักของหมู่บ้าน
ในค่ำคืนฤดูหนาว บ้านเรือนแต่ละหลังกลับเงียบสงัด เสียงเห่าสุนัขเห่าหอนดังขึ้นเป็นบางครั้งเคล้ากับสายลมกระโชกแรงที่พัดผ่านกิ่งไม้ซึ่งแห้งกรอบเหี่ยวเฉา แสงจันทร์ส่องสว่างลงบนถนนเพียงสลัวราง ทำให้เกิดเป็นเงาดำที่ตกกระทบ
“วันนี้ข้าทำผิดต่อเจ้าแล้ว…” หยุนลี่เต๋อรู้สึกละอายใจยิ่งนัก เขาก้มหน้าถูฝ่ามืออยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจนจบกลับได้ยินเสียงแม่นางเหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ท่านแม่…” หยุนเชวี่ยแนบใบหน้าของตนเข้ากับแขนของผู้เป็นแม่
แม่นางเหลียนไม่พูดจา เสียงสะอึกสะอื้นยิ่งนานยิ่งดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นางยกมือขึ้นปาดน้ำตาพลางเร่งฝีเท้า
“แม่จ๋า เจ้า…” หยุนลี่เต๋อรีบวิ่งตามไปอย่างไม่รอช้า เขานึกอยากเอ่ยคำปลอบโยนนาง ทว่าพูดออกมาได้เพียงสามคำก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หากเป็นคนอื่นแล้วเขาจะไม่รู้สึกละอายเพราะเห็นถูกผิดชัดเจน แต่เมื่อเป็นมารดาของเขาแล้ว… เขาไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรจึงจะเหมาะสม
“ท่านแม่ ท่านหยุดร้องไห้เสียเถิดเจ้าค่ะ อย่าเก็บคำกล่าวเหล่านั้นมาทำให้ทุกข์ใจเลย” หยุนเชวี่ยเขย่งปลายเท้าเช็ดน้ำตาให้แม่นางเหลียนแผ่วเบา สองแม่ลูกไม่สนใจหยุนลี่เต๋ออีกต่อไป ต่างคล้องแขนกันเดินกลับเข้าไปในบ้าน
ท่าทางของหยุนลี่เต๋อประหนึ่งหมีตัวใหญ่ที่ทำสิ่งผิดพลาดลงไป เขาเดินตามหลังมาทีละก้าว ครั้นเข้าไปในห้องก็ทรุดกายลงนั่งข้างภรรยา ได้แต่ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดพลางดึงแขนนางเบา ๆ อยู่อย่างนั้น
หยุนเชวี่ยแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นภาพปวดใจนั้น นางยกมือกุมหน้าผากและหันไปทางอื่น
หยุนเยี่ยน “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ? ข้าจะไปต้มน้ำร้อนในครัวให้นะเจ้าคะ…”
หยุนเชวี่ย “รอประเดี๋ยว ข้ากับเสี่ยวอู่ขอตามไปด้วยเจ้าค่ะ”
เสี่ยวอู่เงยหน้าขึ้นขณะกำลังก้มหน้าอ่านตำราอย่างเงียบเชียบ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดสิ่งใดขึ้นแต่ถูกหยุนเชวี่ยจูงมือออกมานอกห้องเสียแล้ว สามพี่น้องรวมตัวกันนั่งยองอยู่หน้าเตาไฟ
หยุนเยี่ยน “ท่านพ่อท่านแม่ทะเลาะกันหรือ?”
หยุนเชวี่ย “ไม่เชิงเสียทีเดียว…”
หยุนเยี่ยน “เช่นนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น ข้าเห็นขอบรอบดวงตาท่านแม่แดงก่ำ ถูกท่านย่าด่าทออีกแล้วหรืออย่างไร?”
หยุนเชวี่ยพ่นลมหายใจแรงอย่างอารมณ์เสีย
หยุนเยี่ยน “ท่านปู่เป็นอย่างไรบ้าง?”
หยุนเชวี่ย “ยังไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น หนนี้อาการทรุดลงถึงแปดส่วน เห็นทีคงรักษาได้ยากนัก”
หยุนเยี่ยน “เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดี?”
หยุนเชวี่ย “คงต้องช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ ท่านพ่อของพวกเราทำทุกสิ่งที่ควรทำแล้ว ทั้งเชิญหมอรักษา ทั้งซื้อหยูกยาไว้พร้อมสรรพ ไม่มีสิ่งใดบกพร่องแม้แต่ประการเดียว”
หยุนเยี่ยน “แล้วท่านย่าว่าอย่างไรบ้าง?”
หยุนเชวี่ย “นางจะว่าอย่างไรได้นอกเสียจากเอาแต่สาดโคลนกล่าวโทษว่าท่านแม่เป็นต้นเหตุ ข้ารู้สึกว่านางจงใจทำเช่นนั้น คงต้องการกดขี่พวกเราเช่นครั้งที่เรายังไม่แยกครอบครัวออกมา”
“หมายความว่าอย่างไร?” หยุนเยี่ยนตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
“นางรู้สึกอ้างว้างเพราะไม่มีผู้ใดให้พึ่งพา จึงคิดจะมารบกวนบ้านของเราให้คอยปรนนิบัตินาง” หยุนเชวี่ยหักกิ่งไม้ก่อนโยนมันเข้าไปในเตา
สีหน้าของหยุนเยี่ยนแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที “เจ้าต้องการจะหมายความว่า ท่านย่าต้องการมาอาศัยอยู่กับพวกเราอย่างนั้นหรือ?”
“ฝันเฟื่องต่อไปเถิด!” หยุนเชวี่ยยื่นมือทั้งสองออกมาผิงไฟตรงหน้าและพลิกไปมาอย่างช้า ๆ “นางคิดพึ่งพาเราเพื่อเงินตราและบารมี หากนางกล้าดั้นด้นมาที่นี่จริง ข้าเองก็กล้าเอาไม้จุดไฟไล่นางออกไปเช่นกัน!”
เสี่ยวอู่เงยหน้ามองพี่สาวแวบหนึ่ง นึกถึงจันทร์เต็มดวงและลมหนาวที่พัดแรงในค่ำคืนที่หยุนชิ่วเอ๋อก่อเรื่องทุบตีคนในบ้าน
“เช่นนั้นท่านพ่อของพวกเรา…” หยุนเยี่ยนยังคงเป็นกังวล
“หากท่านพ่อของเรายังลังเลไม่ชัดเจนเช่นนี้ต่อไป ก็ให้ท่านแม่หย่าร้างกับเขาเสีย” หยุนเชวี่ยยกยิ้มแฝงเลศนัย ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าถ้อยคำของนางจริงจังหรือเพียงหยอกเล่น จากนั้นจึงหันกลับมาลูบศีรษะเสี่ยวอู่ “เจ้าว่าถูกแล้วหรือไม่?”
เสี่ยวอู่พยักหน้ารับอย่างนึกเห็นด้วย
สามพี่น้องช่วยกันต้มน้ำร้อนเสร็จแล้วก็ยกนำอ่างไม้เข้ามาในบ้าน ยังไม่ทันผลักประตูให้เปิดออกก็ได้ยินแม่นางเหลียนเอ่ยขึ้น “เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้พวกเราย้ายกลับไปอยู่ปรนนิบัติท่านพ่อเถอะ ถึงอย่างไรบ้านของพวกเราตอนนี้ก็ไม่มีงานอื่นให้ทำแล้ว”
“ไม่ได้นะเจ้าคะ!” หยุนเชวี่ยพลันเกิดโทสะขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่เร่งฝีเท้าเข้ามาก็สะดุดเข้ากับธรณีประตูจนแทบล้มลง นางถลึงตาใส่หยุนลี่เต๋อโดยพลัน รับรู้ทันทีว่านี่คงเป็นการตัดสินใจของลูกชายผู้กตัญญูต่อบุพการีจนเกินงามผู้นี้อีกแล้ว
“นางป่าวประกาศถึงเพียงนั้นว่าท่านแม่เอาแต่สาปแช่งนางและท่านปู่ให้มีสภาพเช่นนั้นมิใช่หรอกหรือ? หากท่านยังคิดจะกลับไปอีก คิดหรือว่าท่านย่าจะกลับตาลปัตรมองว่าท่านเป็นคนดีขึ้นมาได้” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วขึ้นขณะกล่าวเตือนสติด้วยถ้อยคำแฝงความนัยอันแยบยล
แม่นางเหลียนนิ่งเงียบประหนึ่งเป็นใบ้ ด้วยอารมณ์ที่ร้ายกาจของแม่เฒ่าจู หากนางคิดจะพึ่งพาครอบครัวของตนจริงแล้วจะก่อเรื่องวุ่นวายสะเทือนฟ้าดินถึงเพียงนั้นไปด้วยเหตุใด? นางเม้มริมฝีปากแน่น สบตาหยุนลี่เต๋อด้วยความลำบากใจ
หยุนลี่เต๋อถูกเข้าใจผิด เขาไม่ได้ตัดสินใจวางแผนการนี้แต่อย่างใด ทว่าลูกสาวกลับเข้ามาในห้องขณะที่แม่นางเหลียนตัดสินใจเช่นนั้นพอดิบพอดี หยุนเชวี่ยไม่ทันถามไถ่จึงถลึงตาใส่เขาด้วยแววตาอาฆาตแค้น
“ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น” หยุนลี่เต๋อรีบแสดงท่าทีที่ถูกต้องออกมา “บ้านหลังนั้นยังมีสะใภ้สามอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ หากเจ้าไปแล้วได้รับความอึดอัดคับข้องใจอีกครั้งก็อย่าไปเสียจะดีกว่า ”
เมื่อได้ยินดังนั้นหยุนเชวี่ยจึงกลอกตาและคลายสายตาจับผิดทันที
หยุนเยี่ยนกล่าว “ท่านแม่ รีบล้างหน้าล้างตาก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เสี่ยวอู่ได้จังหวะจึงรีบปีนขึ้นเตียงไปพลิกตำราอ่านต่อทันทีราวไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
หยุนลี่เต๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาลุกขึ้นจุ่มผ้าเช็ดหน้าลงในอ่างน้ำให้เปียกก่อนบิดจนแห้งหมาดแล้วส่งให้แม่นางเหลียนอย่างประจบเอาใจ เขาเผยรอยยิ้มซื่อ “ยุ่งวุ่นวายกันมาตลอดทั้งวันแล้ว รีบเช็ดหน้าเร็วเข้าเถิด…”
เมื่อแม่นางเหลียนถูกปลอบประโลมเช่นนี้ ขอบตาซึ่งก่อนหน้านี้เคยแดงระเรื่อกลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง นางใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ยังอุ่นร้อนปิดคลุมก่อนเช็ดไปตามใบหน้าแผ่วเบา แต่แล้วก็เอ่ยถามขึ้น “แล้วเรื่องกุญแจตู้ข้างเตียงที่ถูกงัดนั่นจะทำอย่างไรดี?”
“เฮ้อ…” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจอย่างนึกจนปัญญา “ไม่มีทางเป็นคนนอกไปได้”
หมู่บ้านขนาดเล็กแห่งนี้ที่มีกันอยู่เพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน เขาล้วนรู้จักคุ้นเคยกับใบหน้าของพวกเขาเหล่านั้นเป็นอย่างดี ผู้ใดจะกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดก่อเรื่องขึ้นในตอนกลางวันแสก ๆ ยิ่งไปกว่านั้น หากหัวขโมยเป็นคนนอกจริง แม่เฒ่าจูคงตะโกนสาปแช่งจนฟ้าถล่มดินทลายไปนานแล้ว
“ท่านหมายถึง… น้องสาม?” แม่นางเหลียนแทบไม่อยากเชื่อ แต่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ยังเกิดความสงสัย “สะใภ้สามยังกล่าวอีกด้วยว่าท่านพ่อและท่านแม่ยอมยกสินสอดทองหมั้นของชิ่วเอ๋อให้กับพี่ใหญ่ไปทั้งหมด เช่นนั้นแล้วน้องสามต้องการขโมยสิ่งใดกัน?”
หยุนลี่เต๋อส่ายหน้าเป็นเชิงไม่รู้
“เรื่องของพี่ใหญ่ก็อีก นี่ผ่านไปตั้งครึ่งเดือนกว่า เขาควรลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นมั่นคงดีสักพักใหญ่แล้ว เหตุใดจึงไม่เขียนจดหมายส่งกลับมาบ้างว่าถึงปลายทางเรียบร้อยดีหรือไม่?” แม่นางเหลียนกล่าว
“พี่ใหญ่ยังไม่ส่งจดหมายกลับมาอีกรึ?” หยุนลี่เต๋อเอ่ยถาม
แม่นางเหลียนตอบกลับ “สะใภ้สามกล่าวว่าไม่มีแม้แต่ฉบับเดียว ท่านคิดว่าระหว่างการเดินทางคงจะมีอันตรายใดเกิดขึ้นกับพวกเขาหรือไม่?”
“วันพรุ่งนี้ข้าจะให้คนช่วยเขียนจดหมายและส่งไปที่นั่น” คิ้วหนาเข้มของหยุนลี่เต๋อขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็โบกมือ “ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว เชวี่ยเอ๋อ เยี่ยนเอ๋อ รีบเก็บกวาดบ้านให้เสร็จแล้วกลับเข้าห้องไปพักผ่อนเสีย ตอนกลางคืนปิดหน้าต่างให้ดี อย่าให้ลมพัดโกรกเข้ามา”
เช้าวันรุ่งขึ้น
แม่นางเหลียนก่อไฟปรุงอาหาร หยุนเยี่ยนเป็นลูกมือ หยุนลี่เต๋อลับมีด เสี่ยวอู่อ่านตำราตั้งแต่เช้า ไก่ป่าและกระต่ายป่าที่ได้มาจากบนภูเขาทั้งสิบเอ็ดตัวถูกหมักเข้าด้วยเหลือและพริกหยวกจนเข้าเนื้อและนำมาแขวนไว้อย่างเป็นระเบียบในบริเวณที่อากาศถ่ายเท หยุนเชวี่ยยังคงนอนหลับอุตุอยู่บนเตียงเช่นทุกครั้ง จนกระทั่งแม่นางเหลียนเข้ามาปลุกเร่งเร้านางโดยการดึงผ้าห่มออกสองถึงสามครั้ง หยุนเชวี่ยจึงเหมือนถูกเหยียบหาง รีบลุกขึ้นและใช้ผ้านวมห่อร่างตนเองไว้อย่างแน่นหนาเป็นบ๊ะจ่างพลางป้องปากร้องโอดครวญ “หนาว หนาวเหลือเกิน อา…”