ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 350 แม่เฒ่าจูเริ่มยุแหย่
ตอนที่ 350 แม่เฒ่าจูเริ่มยุแหย่
ตอนที่ 350 แม่เฒ่าจูเริ่มยุแหย่
แม่เฒ่าจูแสร้งทำตนเป็นคนเสียสติและโง่เขลา โดยที่หยุนลี่เต๋อไม่สามารถทำสิ่งใดได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจ “แจ้งความ!”
ที่จริงแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นชัดเจนยิ่ง หมู่บ้านขนาดเล็กที่แต่ละครัวเรือนมีสมาชิกกว่าสิบคน ในรอบสิบปีแปดชาติก็ใช่ว่าจะเจอหัวขโมยที่งัดแงะตู้เก็บรักษาสมบัติอย่างโจ่งแจ้ง เรื่องนี้นอกจากคนในบ้านของตนเองแล้วก็ไม่มีใครอื่น
ทันทีที่แม่เฒ่าจูได้ยินว่าหยุนลี่เต๋อจะนำเรื่องนี้ขึ้นแจ้งความ นางพลันกระโดดลุกขึ้นและเอามือขวางปิดประตูไว้ทันใด ดวงตาของนางถลึงโพลงตะคอกเสียงดังลั่น “เจ้าจะรายงานต่อผู้ใด? จะแจ้งความงั้นรึ?! ท่านพ่อของเจ้ายังไม่ตาย! เรื่องในครอบครัวไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเป็นผู้ตัดสิน!”
“ท่านแม่…” หยุนลี่เต๋อใคร่กล่าวทัดทานแต่แล้วก็ยั้งปากไว้
แม่เฒ่าจูเป็นคนที่แข็งนอกอ่อนใน หากเกิดเรื่องเล็กน้อยก็มักจะเอาแต่ใจขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ทว่าเมื่อเจอเรื่องร้ายแรงที่สลักสำคัญขึ้นมานางจะกลายเป็นคนตาบอดทันที โดยเฉพาะตอนนี้ที่ผู้เฒ่าหยุนยังไม่ได้สติ ไม่คาดเดาความเป็นความตายได้ นางจึงตื่นตระหนกด้วยไร้ที่พึ่งพิงในชีวิต ในสมองจึงมีเพียงความคิดเดียวคือกล่าวหาว่าทุกอย่างเป็นความผิดของครอบครัวรอง
ยิ่งเวลานี้แม่เฒ่าจูพยายามปกปิดความอ่อนแอภายในจิตใจอย่างไม่ถูกวิธี เอาแต่วิธีกล่าวโทษผู้อื่นและบีบคอตนเกลือกกลิ้งไปมา หวังให้ผู้คน ‘เกรงกลัว’ นาง
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม่เฒ่าจูจึงผงกศีรษะและพุ่งเข้าหาหยุนลี่เต๋อเพื่อใช้สองมือคว้าคอเสื้อของเขาไว้แน่น ทั้งร้องไห้ ทั้งด่า ทั้งรนหาที่ตาย
“นี่เจ้าต้องการให้ข้ามารักษา หรือต้องการร้องตีโพยตีพายกันแน่?” หลี่หลางจงตรวจชีพจรแล้วจึงหยิบเข็มเงินออกมาจากกล่องยา จากนั้นจึงหันไปมองแม่เฒ่าจูพร้อมขมวดคิ้ว “หากใคร่ให้ตาเฒ่าของเจ้าตายตกไปเสียก็จงร้องโวยวายต่อไปเถอะ!”
“ท่านแม่ ท่านหมอหลี่กำลังรักษาอาการให้ท่านพ่อ ตอนนี้พวกเราควรออกไปก่อนเพื่อไม่ให้รบกวนเขา…” หยุนลี่เต๋อจนปัญญาอย่างแท้จริง คอเสื้อยังถูกดแม่เฒ่าจูขยำดึงไว้แน่น ถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล้าดิ้นสลัดออก จึงได้แต่ลากนางออกไปนอกประตูห้อง
“เฮ้อ…” หลี่หลางจงถอนหายใจยาว “ช่างเป็นบาปเสียนี่กระไร!”
“ท่านหมอหลี่ อาการป่วยของท่านพ่อข้าสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?” เหลียนซื่อเอ่ยถามอย่างระมัดระวังขณะยืนอยู่ด้านข้าง
“อืม นั่นไม่ง่ายเลย” หลี่หลางจงใช้มือหนึ่งกดฝังเข็ม ส่วนมืออีกข้างหนึ่งลูบเครา “คราวก่อนข้าเคยบอกกล่าวกับพวกเจ้าแล้วว่าโรคนี้ต้องค่อย ๆ รักษาให้หายขาด มาคราวนี้เกิดล้มป่วยอีก ลมหายใจของเขายังไม่ถูกพรากจากก็นับว่าเป็นบุญแล้ว”
แม่นางเหลียนได้ยินแล้วให้ตื่นตระหนกยิ่ง “แล้วท่านพ่อของข้าจะตื่นฟื้นขึ้นมาเมื่อไรหรือ?”
“ไม่อาจบอกได้แน่ชัด สุดแล้วแต่โชคชะตา” หลี่หลางจงกล่าว
แม่นางเหลียนมองไปยังผู้เฒ่าหยุนซึ่งนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียง มีเพียงเปลือกตาที่ขยับอยู่เป็นระยะ ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของนางบีบรัด “เดิมทีอาการยังดีวันดีคืนอยู่แท้ ๆ แต่แล้วกลับตกอยู่ในภาพเช่นนี้…”
“ข้าสังเกตดูแล้ว คงมีแค่พวกเจ้าสองสามีภรรยาที่กตัญญูต่อท่านพ่อของเจ้ามาโดยตลอด” หลี่หลางจงส่ายศีรษะพร้อมถอนหายใจ “นี่ถือเป็นวาสนาของท่านผู้เฒ่าแล้ว!”
แม่นางเหลียนถึงกับปริปากเอ่ยคำใดไม่ออก
นับตั้งแต่เรียกขานชายชราผู้นี้ว่าท่านพ่อมานานสิบกว่าปี ความกตัญญูกตเวทีที่นางมีต่อเขาถือว่าสมควรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นางยังคิดมาโดยตลอดว่าผู้เฒ่าหยุนปฏิบัติต่อครอบครัวของนางเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ไม่เคยดุด่าว่าร้ายอย่างรุนแรง คงมีเพียงเรื่องที่ให้พวกเขาแบกรับความผิดแทนหยุนลี่จงเท่านั้น… แต่นั่นก็เพื่อผลประโยชน์อันดีของทั้งครอบครัว ทั้งยังเป็นผลดีต่อครอบครัวของนางเองไม่น้อย…
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของแม่เฒ่าจูก็ดังมาจากทางลานบ้าน “มันสาดโคลนใส่ข้า! ใส่ร้ายข้าที่เป็นหญิงชราผู้โดดเดี่ยวไร้ที่พึ่ง! ครั้นไม่อาจรักษาจนหายดีก็กล่าวโทษว่าเป็นความผิดของข้า มันไม่มีเจตนาดี!”
หลี่หลางจงเลิกคิ้วขึ้นทันที
แม่นางเหลียนได้ยินดังนั้นก็นึกกระอักกระอ่วน รีบอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ของข้ามีนิสัยใจร้อนเช่นนี้ ท่านหมอหลี่อย่าได้เก็บมาใส่ใจเด็ดขาด เอ่อ… ท่านวางใจเถิด เงินค่ารักษาในครั้งนี้ท่านจะไม่เสียเปรียบแม้แต่เหรียญเดียว”
หลี่หลางจงโบกมือพลางถอนหายใจ ไม่คิดเก็บทุกสิ่งอย่างมาใส่ใจอีก
เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วก้านธูป หลี่หลางเก็บเข็มเงินลงกล่องเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เขียนใบสั่งยาแล้วส่งให้แม่นางเหลียน ไม่ลืมกำชับว่าต้องป้อนน้ำต้มสุกให้เขาดื่มหนึ่งในสามถ้วย และทานยาให้ตรงเวลาวันละสามครั้งเช้า กลางวัน เย็น
แม่นางเหลียนวานให้หยุนเชวี่ยกลับไปที่บ้านเพื่อหยิบเงินออกมา จากนั้นจึงเดินลงไปส่งหลี่หลางจงถึงหน้าประตูเรือนตามมารยาท
ไม่มีผู้ใดทันสังเกตว่าเสียร้องโวยวายดังลั่นนั้นเงียบไปตั้งแต่เมื่อใด นางดึงหยุนลี่เต๋อเข้าไปในห้องโถงใหญ่ พึมพำบางสิ่งด้วยเสียงกระซิบแผ่วแทบไม่ได้ยิน พูดไปพลางเหลือบตามองแม่นางเหลียนไปพลาง ส่วนหยุนลี่เต๋อนั้นเผยสีหน้าลำบากใจ
“ท่านพ่อ” หยุนเชวี่ยยืนอยู่หน้าประตู ตะโกนเรียกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “หลี่หลางจงให้ใบสั่งยามาแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านปู่ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ฟื้นแล้วหรือยัง?” ทันทีที่เห็นลูกสาวคนรอง หยุนลี่เต๋อรู้สึกราวเห็นผู้ช่วยให้รอดจากสถานการณ์อึดอัดตรงหน้า เขารีบก้าวเท้ายาว ๆ สามก้าวมาถึงหน้าประตูเรือน จากนั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
“ยังเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยยื่นใบสั่งยาให้เขา
“ท่านหมอหลี่แนะนำว่าอย่างไรบ้าง?” หยุนลี่เต๋อรู้จักตัวอักษรไม่มากนัก ถึงกระนั้นก็พยายามอ่านอย่างรอบคอบ
หยุนเชวี่ย “บอกว่าต้องปล่อยให้เขาพักฟื้นจนกว่าจะหายดี กินยาให้ตรงเวลา ครั้นตื่นมาห้ามผู้ใดทำให้เขาโกรธอีก”
“พูดพล่ามแต่เรื่องไร้สาระ!” แม่เฒ่าจูเดินมาด้านหน้าด้วยเท้าเล็ก ๆ นางยืดเอวขึ้นพลางเอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า “ทำเรียกตนเองว่าเป็นหมอรักษา แม้ชาวบ้านไม่มีเงินก็ยังคิดจะรีดไถ มันก็แค่นักต้มตุ๋นที่เอาแต่เขียนใบสั่งยาไร้ประโยชน์หลอกลวงผู้คน ถุย! มันคือนักต้มตุ๋นโดยแท้!”
“ท่านแม่ อาการของท่านพ่อไม่ใช่โรคที่จะรักษาเพียงหนเดียวก็หายขาด…”
หยุนลี่เต๋อพยายามอธิบาย แต่กลับถูกแม่เฒ่าจูกล่าวตัดบท นางเริ่มร้องคร่ำครวญลากเสียงยาวอีกครั้ง “ตาเฒ่าเอ๋ย ชีวิตของเจ้าลำบากนัก เหตุใดจึงต้องมาล้มป่วยเช่นนี้? ต้องกินยาอีกเพียงใดจึงจะหายดี?! ตลอดชีวิตอุตส่าห์เลี้ยงดูฟูมฟักลูกชายก็มากลายเป็นหมาป่าตาขาวไปเสียหมด ไม่มีผู้ใดสนใจไยดีพ่อของตนเลย จากนี้จะอยู่ต่อไปอย่างไร…”
หยุนเชวี่ยได้แต่กลอกตาอย่างหมดคำพูด
หยุนลี่เต๋อรีบกล่าว “ท่านแม่ ท่านหยุดร้องไห้ก่อนเถิดขอรับ ข้าจะดูแลอาการเจ็บป่วยของท่านพ่อเอง! ข้าจะรีบเข้าเมืองไปซื้อตัวยามาเดี๋ยวนี้! ”
“เจ้ารอง…” จู่ ๆ แม่เฒ่าจูก็คว้าแขนเขาไว้เสียก่อน นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังทั้งที่น้ำตายังคลอเบ้า “สิ่งที่แม่พูดเจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี ใต้หล้านี้ไม่มีสตรีใดจะประเสริฐไปกว่ามารดาของตน เจ้าต้องทดแทนบุญคุณต่อแม่ เข้าใจหรือไม่?”
“ท่านแม่ ข้าต้องเดินทางไปซื้อยาแล้ว หากยังล่าช้าอีกคงกลับมาไม่ทันมืดค่ำ” หยุนลี่เต๋อร้อนใจใคร่เดินออกไปเต็มที
“ให้นังเด็กคนนี้กับเมียของเจ้าไปแทนสิ! ส่วนเจ้าก็คอยเฝ้าพ่อของเจ้าอยู่ที่นี่ หากเขาอาการทรุดลงจะทำอย่างไร?” แม่เฒ่าจูกล่าวพลางถลึงตาใส่หยุนเชวี่ย แววตาคู่นั้นเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตอย่างไม่อาจอธิบายได้
หยุนเชวี่ยซุกมือทั้งสองข้างเข้าไปในแขนเสื้อ “เกรงว่าข้าอาจเดินช้าเกินไป”
“ผู้ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั่นคือท่านปู่แท้ ๆ ของเจ้า! นังเด็กอกตัญญู เจ้า…” แม่เฒ่าจูพลันแผดเสียงสูงทันที ปลายนิ้วแทบจะทิ่มเข้าตรงปลายจมูกของหยุนเชวี่ย
“เจ้าสองคนแม่ลูกอย่าได้เทียวไปมาเลย ท้องฟ้าจวนมืดสนิทแล้ว” หยุนลี่เต๋อดึงแขนตนเองออกจากการเกาะกุมของแม่เฒ่าจู “ประเดี๋ยวพ่อจะไปเอง”
หยุนลี่เต๋อก้าวเท้ายาว ๆ เดินจากไปอย่างไม่รอช้า ดังนั้นนอกห้องโถงใหญ่จึงเหลือเพียงหยุนเชวี่ยและแม่เฒ่าจู
แม่เฒ่าจูเชิดหน้าวางตนสูงส่ง ยังไม่หยุดถลึงตาใส่หยุนเชวี่ยอย่างดุร้าย ในแววตานั้นไร้ซึ่งร่องรอยความรักที่ผู้อาวุโสควรมีต่อผู้เยาว์ กลับกันกลับเป็นแววตาประหนึ่งมองเห็นศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้
ทันทีที่สบตากัน หยุนเชวี่ยก็ละสายตาหันกลับหมายจะเดินจากไปเช่นกัน ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาหาตน นางจึงเอี้ยวกายหลบไปด้านข้างโดยสัญชาตญาณทันที แม่เฒ่าจูโผคว้าได้เพียงอากาศว่างเปล่า สองมือยื่นไปข้างหน้าด้วยท่าทางชอบกล
“ท่านคิดจะบีบคอข้าหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยเลิกคิ้วพลางเอียงมองอีกฝ่ายด้วยความเฉยเมย “หากบีบคอข้าให้ตายไป ถึงอย่างไรท่านก็ต้องติดคุกรับโทษหนัก ร่างกายของท่านก็ออกจะแข็งแรงดี หากระงับโทสะลงเสียบ้างคงอยู่ต่อได้นานกว่าเก่าถึงสองปี”
“นังเด็กเดนตาย! เจ้า… เจ้าว่าอย่างไรนะ?!” แม่เฒ่าจูตะลึงงันน้ำเสียงแปรเปลี่ยนไป แม่เฒ่าจูผู้ด่าทอกดขี่ผู้คนมาครึ่งชีวิตกระทั่งภาคภูมิเหลือเกินว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้อาณัติของตน นางคาดไม่ถึงว่าจะมีผู้เยาว์กล้าพูดกับนางเช่นนี้
“ข้าบอกให้ท่านระงับโทสะลงเสีย แล้วชีวิตจะยืนยาวไปอีกสองปี” สีหน้าของหยุนเชวี่ยแปรเปลี่ยนไปเช่นกันขณะกล่าวย้ำอีกครั้ง
“เจ้า… เจ้า! นังเด็กสารเลว ช่างไม่ต่างอะไรไปจากแม่ของเจ้า! จิตใจชั่วช้าเลวทราม…” แม่เฒ่าจูเอนกายไปด้านหลังด้วยความโกรธสุดขีด มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าอกพลางกลอกตาขึ้นฟ้า ท่าทางคล้ายจะเป็นลมล้มพับไปได้ทุกเมื่อ
หยุนเชวี่ยชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง ก่อนเดินตรงไปยังหน้าประตู และไม่ลืมหันกลับมายิ้มเยาะ “หากวันนี้ท่านเป็นล้มลมอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดว่างพอจะลงมาแก้ไขให้ท่านฟื้นคืน เห็นทีขุดหลุมฝังคราเดียวเลยคงเป็นการง่ายกว่า”
กล่าวจบแล้วหยุนเชวี่ยก็เบือนหน้าหนีไป และได้ยินเพียงเสียงร้อง ‘โอ๊ย’ ที่ดังขึ้นจากด้านหลัง แม่เฒ่าจูร้องโอดครวญร่ำไห้พลางด่าทอ “นังเด็กเดนตาย! นังเด็กสารเลว! นังเด็กเดรัจฉานฆ่าไม่ตาย!”
“เหตุใดท่านย่าของเจ้าจึงสาปแช่งด่าทอผู้อื่นขึ้นมาอีกแล้ว” แม่นางเหลียนซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงของผู้เฒ่าหยุนเอ่ยถาม
หยุนเชวี่ยโคลงศีรษะอย่างไร้เดียงสาก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวที่อยู่ไม่ไกลกันนัก แสร้งแสดงท่าทางราวกำลังน้อยอกน้อยใจ
“ช่างนางเสียเถิด เหตุใดเจ้าไม่กลับเรือนไปก่อนเล่า?” ครั้นแม่นางเหลียนเห็นว่าบุตรสาวถูกด่าทออย่างไร้เหตุผลก็ให้นึกปวดใจนัก
หยุนเชวี่ยส่ายหน้าอีกครั้ง นางคิดในใจว่าหากตนไปจากที่นี่ก่อน เห็นทีแม่เฒ่าจูต้องเบนความสนใจกลับมาด่าทอผู้เป็นแม่อย่างแน่นอน
“แม่สามีชราของเจ้าช่างใจดำอำมหิตเหลือเกิน” แม่ม่ายเหลียวยังไม่ไปจากที่นี่ นางยกเก้าอี้มานั่งใกล้ ๆ พลางกลอกตาเมื่อมองไปทางห้องโถงใหญ่ “แม้แต่ลูกสะใภ้เพียบพร้อมเช่นเจ้ายังกล่าวโทษด่าทอกันถึงเพียงนี้ หากเป็นสะใภ้ผู้อื่นที่ร้ายกาจกว่า เห็นทีคงอกแตกตายไปนานแล้ว”
“จริงอย่างเจ้าว่า แม้แต่ข้าเองก็ยังทนฟังไม่ได้” สตรีอารมณ์ดีอีกคนถอนหายใจก่อนกล่าวต่อ “สะใภ้รอง ม้าดีถูกคนขี่ คนดีถูกกลั่นแกล้ง* เจ้ายอมคนจนเกินไป นางถึงได้เอาเปรียบเจ้าเช่นนี้”
* ม้าดีถูกคนขี่ คนดีถูกกลั่นแกล้ง = เป็นสำนวนเชิงเปรียบเทียบกับม้าลักษณะดีที่มีแต่คนเลือกขี่ เหมือนคนดีที่มักจะถูกเอาเปรียบได้ง่าย
“แท้จริงแล้วตัวนางเองมิได้ไร้เหตุผลเสียทีเดียว ในใจของนางย่อมตระหนักถึงสถานการณ์ดี เพียงแต่ปากร้ายไม่คิดให้อภัยผู้อื่น” แม่นางเหลียนกล่าวอย่างจนปัญญา “ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่บังเกิดเกล้าของท่านพี่รอง ข้าเป็นสะใภ้จึงต้องกตัญญูต่อนาง”
แม่ม่ายเหลียวเบ้ปาก “เจ้ามีจิตใจดีนัก หากเป็นข้าคงคิดแตกหักกันไปข้าง ตราบใดที่นางไม่ได้ทำให้ชีวิตของข้าดีขึ้น ก็อย่าหวังว่านางเองจะมีชีวิตที่ดีเช่นกัน!”
“เฮ้อ จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว” สตรีอีกคนเอ่ยขึ้นบ้าง “สะใภ้รองเป็นศรีภรรยา แน่นอนว่านางไม่อาจทำให้เจ้ารองลำบากใจได้ ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันแล้วล้วนต้องรับผิดชอบครอบครัวร่วมกันด้วยมิใช่หรอกหรือ…”
แม่นางเหลียนพยักหน้า “นั่นแหละคือเหตุผลของข้า”
“ตัวข้าเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้วยใช้ชีวิตเพียงลำพังไร้สามีจึงไม่อาจเข้าใจเรื่องคดเคี้ยวเหล่านี้ได้ จริงสิ แล้วสะใภ้สามหายหัวไปไหนเสียแล้ว?” แม่ม่ายเหลียวตบโต๊ะเสียงดัง “นางเองก็เป็นสะใภ้เช่นเดียวกัน เหตุใดที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ แม้แต่หน้าก็ไม่โผล่ออกมาให้เห็น?!”
“นางอยู่ในห้องปีกตะวันตก” สตรีอีกคนชี้ออกไปด้านนอก “ครู่นี้ข้าเห็นว่านางเปิดหน้าต่างเมียงมองมาทางนี้”
“เกิดเรื่องแล้วแสร้งเก็บตัวทำลับ ๆ ล่อ ๆ ทีถึงเวลาอาหารกลับมือยาวสาวได้สาวเอา นางทากาวเอาไว้ที่ฝ่าเท้าหรืออย่างไร?!” แม่ม่ายเหลียวผุดลุกขึ้นทันทีแล้ววิ่งไปทางฝั่งทิศตะวันตกของบ้านพร้อมตะโกนเสียงดัง “สะใภ้สาม! ออกมาเดี๋ยวนี้! ท่านลุงหยุนไม่ใช่พ่อสามีของเจ้าหรืออย่างไร?! อย่าแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดบื้อใบ้หลบอยู่ในห้อง รีบออกมาเสีย!”
แม่เฒ่าจูคล้ายไม่ถูกโฉลกกับแม่ม่ายเหลียวเท่าไรนัก ทันทีที่นางเดินออกมาจากห้องชั้นบน เสียงด่าทอที่ดังมาจากห้องโถงใหญ่จึงลดต่ำลงกว่าปกติอยู่หลายส่วน
สตรีที่ยังนั่งอยู่ในห้องต่างหัวร่อต่อกระซิก “หากไม่ใช่เพราะความดื้อรั้นเช่นนี้ นางคงไม่สามารถแบกรับหน้าที่ดูแลคนทั้งครอบครัวได้ เมื่อครั้งเจ้าใหญ่ตระกูลเหลียวยังมีชีวิตอยู่ นางก็ไม่ได้มีนิสัยเช่นนี้เสียเมื่อไร ล้วนเป็นภาวะทางใจที่ถูกบีบให้เข้มแข็งทั้งนั้น”
“นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” แม่นางเหลียนกล่าว “ยังดีที่ชีจินเริ่มเติบใหญ่แล้ว เขาเป็นลูกที่มีความกตัญญูกตเวที รู้จักช่วยมารดาแบ่งเบาภาระในครอบครัว ผ่านไปอีกสักสองถึงสามปี ช่วงเวลาอันลำบากลำบนของนางคงถึงคราวยุติลงเสียที”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ทันใดนั้นประตูห้องฝั่งปีกตะวันตกก็เปิดออก นางเฉินเพิ่งโผล่หน้าออกมาไม่ทันไรก็ถูกแม่ม่ายเหลียวฉุดกระชากออกมา “มัวหลบอยู่ในห้องด้วยเหตุใดกัน? ข้างนอกเสียงดังอึกทึกถึงเพียงนั้นเจ้าไม่ได้ยินเชียวรึ?!”