ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 357 หย่าและแต่งงานใหม่
ตอนที่ 357 หย่าและแต่งงานใหม่
ตอนที่ 357 หย่าและแต่งงานใหม่
“ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าจะออกตามหาน้องสาม หากข้าหาเขาไม่เจอจะไปรายงานต่อทางการ!” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“อะ… อะ…” เมื่อได้ยินว่าหยุนลี่เต๋อจะไปรายงานทางการ ผู้เฒ่าหยุนก็เบิกตากว้างพร้อมส่ายศีรษะและโบกมือห้าม
“ท่านพ่อ เราไม่สามารถตามหาเจ้าสามได้ด้วยตนเอง!” บุตรชายคนที่สามของผู้เฒ่าหยุนเป็นคนเจ้าเล่ห์ ทว่าหยุนลี่เต๋อไม่คิดว่าเขาจะกล้าดีถึงขั้นทำร้ายบิดาของตนเอง!
“อะ! อา อ่า อ่า!” ผู้เฒ่าหยุนตื่นตระหนก เขาจับมือของหยุนลี่เต๋อพร้อมจ้องมองบุตรชายด้วยสายตากังวลและส่ายศีรษะไปมา
“ท่านพ่อ” หยุนลี่เต๋อปลอบใจบิดา “เราจำเป็นต้องแจ้งแก่ทางการจึงจะหาตัวน้องสามเจอ ท่านวางใจเถิด เขาไม่ได้ฆ่าคนตายหรือจุดไฟเผาเรือนของผู้ใด ฉะนั้นโทษของเขามีเพียงขังในคุกหลายเดือนหรือถูกโบยหลายสิบไม้ ซึ่งการได้รับโทษในครั้งนี้อาจทำให้น้องสามกลับตัวกลับใจได้”
ชายชรามีสีหน้ากังวลยิ่งกว่าเดิม เขาดึงผ้าห่มที่หนุนหลังตนเองออกก่อนพยายามลุกขึ้นนั่ง
“ไยท่านพ่อจึงไม่ยอมให้รายงานต่อทางการเล่า…” แม่นางเหลียนรีบเข้าไปประคองร่างของผู้เฒ่าหยุนพลางปลอบประโลม “พวกเราไม่รายงานก็ได้เจ้าค่ะ ไม่รายงานแล้ว ท่านพ่ออย่ากังวลไปเลย…”
ผู้เฒ่าหยุนยืดตัวตรงพลางจ้องมองลูกสะใภ้ด้วยดวงตาที่มีน้ำตาคลออยู่
“ท่านพ่อได้ยินหรือไม่ พวกเราไม่รายงานต่อทางการแล้ว” แม่นางเหลียนหันมองหยุนลี่เต๋อ “ท่านพี่ ท่านได้ยินหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้าทันที “ท่านพ่อ ข้าให้คำมั่น พวกเราจะไม่รายงานเรื่องน้องสามแล้ว”
ผู้เฒ่าหยุนจ้องเขม็งไปที่บุตรชายอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาจึงเอนตัวพิงหัวเตียงพลางถอนหายใจยาว โบกมือให้หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนก่อนหลับตาลง
“ท่านพ่อ เชิญท่านพักผ่อนให้เต็มที่เถิด พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมท่านอีก” หยุนลี่เต๋อลุกยืนขึ้นก่อนโน้มตัวลงเพื่อห่มผ้าให้บิดา
“เจ้ารอง” เมื่อเห็นว่าบุตรชายที่เหลือเพียงคนเดียวกำลังจะจากไป แม่เฒ่าจูก็รีบเรียกรั้งเขาเอาไว้ “เจ้าอย่าได้ตระหนกไปเลย”
หยุนลี่เต๋อยืนนิ่งรอฟังมารดากล่าวต่อ
ฮูหยินเฒ่าไม่กล่าวคำใดอีก ทว่านางกลับช้อนสายตาขึ้นมองแม่นางเหลียนด้วยความอับอาย
“เชวี่ยเอ๋อ เยี่ยนเอ๋อ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ” แม่นางเหลียนกล่าวออกอย่างรู้ความ
สามคนแม่ลูกเดินออกจากห้องแล้วปิดประตูอย่างเงียบ ๆ หยุนเชวี่ยอยากเดินอ้อมไปยังหลังบ้านเพื่อแอบฟังว่าแม่เฒ่าจูจะโวยวายอะไรบ้าง แต่ก็ถูกมารดาห้ามไว้เสียก่อน จากนั้นแม่นางเหลียนจึงถอนหายใจพร้อมกล่าวว่า “ไปกันเถิด ข้างนอกอากาศหนาว”
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามคนก็พบว่าต้าหวงยังคงนอนเฝ้าอยู่ที่ประตูเรือนอย่างซื่อสัตย์ หลังจากเห็นว่าพวกนางกลับมาแล้ว มันจึงลุกยืนขึ้นพร้อมกระดิกหางต้อนรับ
หยุนเชวี่ยสังเกตเห็นว่ามันไม่เดินกะเผลกอีกต่อไป นางจึงลูบหัวของมันเบา ๆ “พอแล้ว ๆ กลับไปนอนในเพิงของเจ้าเถิด”
ต้าหวงเดินตามหยุนเชวี่ยเข้าไปในลานบ้านแล้วยืนมองทั้งสามคนเดินเข้าไปในห้องโถง จากนั้นส่งเสียง “โฮ่ง โฮ่ง” สองครั้งก่อนมุดเข้าไปในเพิงที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่
“พวกเจ้าสองคนล้างหน้าล้างตาแล้วเข้าไปนอนในผ้าห่มอุ่น ๆ เถิด” แม่นางเหลียนกล่าว “ฉวยโอกาสตอนที่น้ำยังอุ่นอยู่”
“ท่านอาสะใภ้กลับมาแล้วหรือ?” สืออีเคาะประตูเบา ๆ “ในหม้อยังมีน้ำร้อนเหลืออยู่ ข้ากลับห้องก่อนนะขอรับ ท่านอาสะใภ้พักผ่อนสักหน่อยเถิด”
“อืม…” แม่นางเหลียนรับคำและอดไม่ได้ที่จะกล่าวเชยชม “เด็กคนนี้จิตใจดียิ่งนัก”
หยุนเยี่ยนเดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อยกอ่างน้ำร้อนออกมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อใช้ล้างหน้า จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงกังวลใจ “ข้าไม่รู้ว่าการที่เราทิ้งให้ท่านพ่ออยู่กับท่านย่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่?”
“แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เรื่องดี เหตุใดพวกเราต้องกลับก่อนด้วยเล่า” หยุนเชวี่ยโน้มตัวไปด้านหน้าพลางยื่นมือออกไป “พี่สาว ให้ข้าล้างก่อนได้หรือไม่ มือของข้าสกปรกเหลือเกิน”
“หากพ่อของเจ้ากลับมาแล้วไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น เจ้าก็อย่าคาดคั้นถามเขาล่ะ เจ้ารู้นิสัยของเขาดี” แม่นางเหลียนสั่ง
“เจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนพยักหน้าอย่างว่าง่าย
หยุนเชวี่ยเบ้ปากพลางหยิบผ้าฝ้ายที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นเช็ดมือ “ไม่ถามเจ้าค่ะ ใครจะอยากฟังเรื่องบั่นทอนจิตใจเช่นนั้น เข้านอนกันดีกว่า!”
พี่สาวและน้องสาวทั้งสองคนปีนขึ้นไปนอนบนเตียงก่อนดับไฟในตะเกียง ทว่าพวกนางกลับข่มตานอนไม่หลับ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดประตูบ้านก็ถูกเปิดออกและส่งเสียง “เอี๊ยดอ๊าด” เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยเดินไปยังด้านหลังบ้าน หยุนเชวี่ยพลิกตัวไปมาพลางกระชับผ้าห่มพร้อมพึมพำ “ท่านพ่อกลับมาแล้ว”
“อืม” หยุนเยี่ยนตอบ “รีบนอนเถิด ประเดี๋ยวก็ตื่นสายอีก เจ้าจะให้ท่านแม่เข้ามาปลุกทุกวันไม่ได้”
วันรุ่งขึ้น
ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ
ยามรุ่งสาง นอกจากหยุนเชวี่ยที่ยังคงนอนอยู่บนเตียงแล้ว ทุกคนก็ง่วนอยู่กับหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
หยุนเชวี่ยนอนไม่หลับ ทว่าไม่อยากลุกออกจากเตียงตอนนี้ นางจึงนอนซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่น ๆ มองแสงตะวันสีทองที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ขณะเดียวกันก็เงี่ยหูฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกบ้านอย่างสะลึมสะลือ ช่างรู้สึกสบายอย่างหาที่เปรียบมิได้
จนกระทั่งแม่นางเหลียนเดินเข้ามาดึงผ้าห่มของนางออก จากนั้นใช้ฝ่ามืออันเย็นเยียบที่เพิ่งทำงานเสร็จจิ้มไปที่หน้าผากของบุตรสาว
“เพราะเหตุใดจึงนอนตื่นสายทุกวัน เจ้าไม่ใช่เด็กสามขวบแล้วนะ หากย้ายเข้าไปอยู่บ้านของแม่สามีจะทำอย่างไร เจ้าจะรอให้นางยกสำรับมาประเคนให้ถึงเตียงเลยหรือ หยุดชักช้าได้แล้ว ลุกขึ้นมา…”
หยุนเชวี่ยสวมเสื้อคลุมกันหนาวบุใยฝ้ายพลางขยี้ตา “ท่านแม่ ท่านอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย ได้ยินทีไรหูของข้าแทบจะไหม้ทุกที”
“หากอย่างนั้นเจ้าก็ต้องทำตัวดี ๆ สิ” แม่นางเหลียนผลักหน้าต่างออก ลมหนาวพลันพัดโชยเข้ามาในห้อง แสงแดดส่องสว่างจ้า หยุนเชวี่ยหรี่ตาลงทันที “วันนี้อากาศดียิ่งนัก หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเจ้าก็ไปเก็บฟืนเสีย”
หยุนเชวี่ย “เก็บฟืนอีกแล้ว…”
แม่นางเหลียน “ผู้ใดกันที่ตะโกนว่าให้ต้มน้ำร้อนทุกครั้งก่อนที่ฟ้าจะมืด”
หยุนเชวี่ย “เจ้าค่ะ ๆ ข้าจะไปเอง”
ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงร่วมรับประทานอาหารเช้า ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถามถึงเรื่องที่แม่เฒ่าจูกล่าวเมื่อคืนวาน ขณะที่หยุนลี่เต๋อเผยท่าทีราวกับต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ถูกภรรยาและลูก ๆ เมินเฉย
หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาจึงกล่าว “วันนี้งานก่อสร้างที่เรือนของพี่ใหญ่อู๋คงยุ่งวุ่นวายดังเดิม ข้าจึงตั้งใจจะไปกล่าวทักทายแล้วบอกว่าวันนี้ข้าต้องไปทำธุระในเมือง”
“เจ้าค่ะ” แม่นางเหลียนตอบรับโดยไม่ซักถามให้มากความ
หยุนลี่เต๋อเดินทางเข้าไปในเมืองตั้งแต่เช้าตรู่และกลับมาพร้อมกับคนผู้หนึ่งซึ่งก็คือหลี่หลางจง เขาตรวจสอบชีพจรของผู้เฒ่าหยุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นกำชับให้ผู้เฒ่าทำใจให้ปลอดโปร่ง อย่าโมโห กินอาหารที่ย่อยง่าย และนอนพักฟื้นอยู่บนเตียงอีกสองสามวัน หากลุกยืนขึ้นได้ก็ให้เดินไปมาในลานบ้านเป็นประจำ
ผู้เฒ่าหยุนพยักหน้าพลางส่งเสียง “อือ… อือ”
“จำเป็นต้องเปลี่ยนใบสั่งยาที่เคยให้ไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่ขอรับ?”
หลี่หลางจงโบกมือปฏิเสธ “กินยาตามใบสั่งเดิม ครั้งที่แล้วกินไปได้กี่วัน?”
“ห้าวันขอรับ”
“กินต่อไปอีกสิบวันถึงครึ่งเดือนก็หยุดได้แล้ว โรคนี้ต้องอาศัยการดูแลเป็นหลัก” หลี่หลางจงกล่าวพร้อมเหลือบมองแม่เฒ่าจูก่อนเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น “พักฟื้นให้เพียงพอ คราวนี้ขาข้างหนึ่งของเขาก้าวเข้าธรณีประตูตำหนักของยมบาลแล้ว หากครั้งหน้าอาการทรุดหนักลงอีก ข้าก็ไม่สามารถบอกได้ว่าจะดีขึ้นเมื่อใด และที่สำคัญอย่าเอะอะโวยวายทั้งวันล่ะ เพราะนั่นคือตัวเร่งรัดที่ทำให้อาการของผู้เฒ่าแย่ลง!”
“ขอรับ… ขอรับ! พวกเราจะเชื่อฟังคำแนะนำของท่าน” หยุนลี่เต๋อรีบกล่าวตอบ
แม่เฒ่าจูที่นั่งอยู่ปลายเตียงทำได้เพียงกลอกตาพร้อมพ่นลมออกจมูกอย่างไม่พอใจ
“ข้าเชิญท่านมาที่นี่อย่างกะทันหัน รบกวนท่านแล้ว…” เมื่อรู้ว่าอาการของบิดาคงที่ หยุนลี่เต๋อจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนเหยียดยิ้มอย่างซื่อบื้อพร้อมถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน “ท่านลองดูนี่สักหน่อย…”
“ช่างเถิด ช่างเถิด” หลี่หลางจงเก็บหมอนรองชีพจรไว้ในกล่องเครื่องมือพลางโบกมืออย่างไม่รีบร้อน “ครั้งนี้ไม่มีฝังเข็มและไม่มีใบสั่งยา เรื่องเล็กน้อย”
หยุนลี่เต๋อโพล่งขึ้น “ไม่เหมาะสม ๆ ท่านเดินทางมาไกลกว่าสิบลี้”
หลี่หลางจงลูบเคราพร้อมกล่าว “เพียงแค่เจ้าเชิญข้ามารักษาก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก!” หลังจากกล่าวจบ เขาก็ลุกยืนขึ้นพลางหิ้วกระเป๋าเครื่องมือแพทย์และเดินออกไป
“ข้าจะเดินไปส่งท่านเอง…”
เมื่อเดินมาถึงประตูห้อง หลี่หลางจงก็หยุดเดินก่อนหันหน้าไปกล่าวกับผู้เฒ่าหยุนที่นอนเอนกายอยู่บนเตียง “ท่านโชคดีไม่น้อยที่มีเจ้ารองคอยปรนนิบัติดูแลยามแก่เฒ่า สุขียิ่งนัก!”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ชายชรารู้สึกละอายใจ
หลังจากส่งหลี่หลางจงแล้ว หยุนลี่เต๋อก็เดินกลับเข้ามาในห้องและเดินไปนั่งลงข้างเตียงพลางกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าไปสอบถามที่ร้านอาหาร บ่อนพนัน หรือแม้แต่โรงน้ำชา พวกเขาล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยพบน้องสาม”
ผู้เฒ่าหยุนส่ายศีรษะ
“เขามีเงินมากมายสามารถเที่ยวเตร่ไปที่ไหนก็ได้ การเที่ยวตามหาไปทั่วราวกับแมลงวันเช่นนี้ไม่ใช่วิธีที่ดีนัก” หยุนลี่เต๋อกล่าวต่อ “ท่านพ่อ เหตุใดพวกเราจึงไม่…”
ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะพูดจบ ผู้เฒ่าหยุนก็ตบเตียงพลางโบกมือปฏิเสธอีกครั้ง “อะ… อะ อ่า…”
“ท่านพ่อ ท่านให้ท้ายน้องสามเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องก่อเรื่องใหญ่แน่!” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจยาว
“เฮ้อ…” ผู้เฒ่าหยุนถอนหายใจพร้อมส่ายศีรษะอีกครั้ง
“ท่านพักผ่อนเถิด” หยุนลี่เต๋อลุกยืนขึ้น เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน ขอเพียงท่านรักษาร่างกายให้แข็งแรง ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งก็พอแล้ว ข้าต้องไปเรือนของพี่ใหญ่อู๋ก่อน พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมท่านอีก”
“เจ้ารอง!” แม่เฒ่าจูลงจากเตียงอย่างรวดเร็วก่อนสวมรองเท้าแล้วเดินตามบุตรชายไปยังลานบ้าน
“ท่านแม่”
“เจ้าคงฟ้องลูกเมียเรื่องที่ข้ากำชับเจ้าเมื่อวานแล้วใช่หรือไม่?” แม่เฒ่าจูก้าวเข้าไปหาหยุนลี่เต๋อสองสามก้าวพลางถลึงตาและเอ่ยว่า “เจ้ายังจำได้อยู่หรือว่าข้าเป็นแม่?”
“ท่านแม่ อย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลยขอรับ” หยุนลี่เต๋อตอบ
“เจ้าว่าอะไรนะ?” แม่นางจูเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงของนางพลันดังยิ่งกว่าเดิม “ข้าเลี้ยงดูเจ้าตั้งแต่เกิด ตอนนี้ปีกกล้าขาแข็ง แต่งเมียแล้ว เจ้าคงลืมแม่อย่างข้าไปแล้วสินะ…”
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อเอ่ยเสียงทุ้ม “ท่านพ่อเพิ่งจะฟื้นคืนสติ ท่านควรไตร่ตรองให้ดีแล้วหยุดกระทำเช่นนี้เถิด ตอนนี้ท่านมีอาหารให้กินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ ท่านอย่าก่อปัญหาอีกเลย”
แม่เฒ่าจูจ้องมองบุตรชายอย่างเดือดดาล นางถอนหายใจยาวก่อนฉวยโอกาสนี้กล่าวตัดพ้อและลำเลิกบุญคุณ “ข้าเป็นแม่ของเจ้า ข้าจะทำร้ายลูกชายได้อย่างไร? ข้าทำทุกอย่างก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น! เจ้ารอง เมื่อก่อนเจ้าไม่ได้ก้าวร้าวเช่นนี้ เจ้าเคยกตัญญูต่อข้าและพ่อของเจ้า คงเป็นนังแพศยาผู้นั้นสินะที่ยุยงเจ้าให้ทอดทิ้งแม่…”
“ท่านแม่” หยุนลี่เต๋อกล่าวตัดบท “ไม่มีผู้ใดกล่าวให้ร้ายท่านแม้แต่ประโยคเดียว ท่านคิดมากไปแล้ว”
“ข้าคิดมาก? เจ้าไม่เชื่อแม่หรือ?” แม่เฒ่าจูแผดเสียง “เจ้าไม่รู้หรอกว่านังเดรัจฉานตัวน้อยกล่าวเสียดสีข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าคลานออกมาจากท้องของข้า! เจ้าจะไม่เชื่อคำพูดของข้ารึ?!”
“เชวี่ยเอ๋อเป็นหลานในไส้ของท่านแม่” หยุนลี่เต๋อมองริมฝีปากของมารดาที่พ่นคำพูดน่ารังเกียจออกมาไม่หยุด ในใจของเขาพลันรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก” พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ไหนเลยจะเห็นคนนอกสำคัญกว่า เด็กคนนั้นอาจดื้อด้านไปบ้าง แต่นางก็มีจิตใจงดงาม นางไม่เคยยุแยงให้ข้าทอดทิ้งท่านสักคำ”
“มันไม่เคยพูดต่อหน้าเจ้าก็จริง แต่ภายในใจมันกลับสาปแช่งให้ข้าตายทุกวัน!” แม่เฒ่าจูโมโหจนขาดสติทำให้ควบคุมตนเองไม่ได้ “นังเด็กเปรต มารยาสาไถยเหมือนแม่ของมันไม่มีผิด จิตใจต่ำทราม ไม่ช้าก็เร็วพวกมันจะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ตกนรกหมกไหม้! เจ้ารอง เจ้าอย่าปล่อยให้สองแม่ลูกใช้เล่ห์เหลี่ยมกับเจ้าสำเร็จ! ตอนนี้เจ้ามีบ้านหลังใหม่ ที่ดินหลายสิบมู่ และเงินอีกมากมาย ต่อให้เจ้าต้องการแต่งงานใหม่กับคุณหนูผู้เพียบพร้อมก็ย่อมทำได้…”