ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 361 พบปะกันที่คอกหมู
ตอนที่ 361 พบปะกันที่คอกหมู
ตอนที่ 361 พบปะกันที่คอกหมู
เอ้อหลางนั่งอยู่ในห้องโถงพลางมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันเสี่ยวอู่ก็ยกถ้วยชาพุทราผสมน้ำตาลทรายแดงมาวางไว้บนโต๊ะ ชาถ้วยนี้เขาได้ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเสี่ยวอู่ชื่นชอบรสหวาน เขาจึงคิดว่าผู้อื่นจะต้องชอบมันเช่นกัน
“มา ๆ กินของว่างกันสักหน่อย” แม่นางเหลียนนำขนมแป้งม้วนไส้ถั่วแดงและขนมถั่วม้วนออกมาให้เอ้อหลาง “นี่คือบ้านของพวกเราเอง ไม่ต้องเกรงใจหรอก เจ้าใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเพียงลำพังคงลำบากไม่น้อย”
“ขอบคุณขอรับท่านป้าสะใภ้รอง” เอ้อหลางเหยียดยิ้มอย่างเอียงอายพลางวางมือไว้บนต้นขา
“เจ้าเด็กคนนี้ จะเกรงใจอะไรอีก” แม่นางเหลียนเห็นว่าหลานชายมีท่าทีเงอะงะจึงหยิบขนมแป้งม้วนไส้ถั่วแดงให้เขาพลางเอ่ยถาม “ออกไปอยู่ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสองสามวันหรือไม่?”
“เถ้าแก่หม่าใจดีกับข้ามาก เขาให้ที่พักและอาหาร ทั้งยังสอนงานฝีมือให้แก่ข้า นอกจากนี้ยังมอบเงินขวัญถุงในวันสิ้นปีอีกสิบห้าเหรียญ หลังจากเทศกาลตรุษจีนผ่านพ้นไป ข้าต้องกลับไปช่วยงานเถ้าแก่ที่ร้าน” เอ้อหลางเอ่ยตอบขณะถือขนมแป้งม้วนไส้ถั่วแดงไว้ในมือ
“ช่างโชคดีเสียจริง เจ้ามีงานฝีมือเป็นวิชาติดตัวแล้ว ต่อจากนี้ก็ใช้มันหาเงินเพื่อที่จะมีชีวิตที่มั่นคงในอนาคต เอ้อหนิวและฝูกุ่ยเอ๋อที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านของเราก็ไปทำงานหาเงินในเมืองเช่นกัน คนหนึ่งทำงานในร้านอาหาร ส่วนอีกคนหนึ่งทำงานในร้านขายธัญพืชและน้ำมัน” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอ้อหลาง ปีนี้เจ้าอายุสิบห้าแล้วรึ?”
“ตรุษจีนนี้ข้าก็อายุสิบหกปีแล้วขอรับ” เอ้อหลางตอบ
“อายุสิบหกปี?” แม่นางเหลียนมองสำรวจเอ้อหลางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ข้าว่าไม่นานเจ้าคงตัวโตเท่าลุงรองของเจ้ากระมัง ทำงานหนักและเก็บออมเงินอีกสองปีก็ควรแต่งงานได้แล้ว”
เอ้อหลางเกาศีรษะพลางหัวเราะ
เขามีรูปร่างหน้าตาไม่เลว หากจะพูดให้ถูกก็คือลูกหลานของตระกูลหยุนต่างมีใบหน้างดงาม ซึ่งแต่ละคนมีคิ้วหนาเรียงตัวสวย ดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็นสัน หากไม่ใช่เพราะชื่อเสียงด้านลบของบุตรชายคนที่สามของผู้เฒ่าหยุนและแม่นางเฉิน เอ้อหลางก็คงมีแม่สื่อมาทาบทามมากมาย
แม่นางเหลียนนึกเสียดายอยู่ในใจ ทว่าให้พูดตามตรงคือนางไม่มีวันยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับครอบครัวเจ้าเล่ห์เช่นนี้แน่นอน
“ป้าสะใภ้รอง ลุงรองจะกลับมาเมื่อไรหรือขอรับ? เอ้อหลางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน “ที่จริงข้าไม่อยากรบกวนเวลาของพวกท่าน… เพียงแค่อยากถามท่านลุงรองว่าพ่อของข้า…”
เมื่อพูดถึงหยุนลี่เซียว เด็กหนุ่มผู้นี้ก็เผยสีหน้าลำบากใจออกมา ขณะที่มีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“อีกไม่นานเขาก็กลับมาแล้ว เจ้ากินขนมอีกชิ้นหนึ่งสิ…” แม่นางเหลียนผลักจานใบเล็กไปตรงหน้าของเขาพลางหันกลับมาพูดกับเสี่ยวอู่ “เสี่ยวอู่ ไปตามพ่อของเจ้าที่ริมแม่น้ำที ไย…”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง แม่นางเหลียนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก หยุนลี่เต๋อเปิดประตูห้องโถงออกพลางถูฝ่ามือที่แดงระเรื่อเข้าด้วยกัน “แม่หมูของพี่ใหญ่อู๋ออกลูกแล้ว… โอ้ เอ้อหลางกลับมาแล้วหรือ”
“ลุงรอง” เอ้อหลางรีบลุกยืนขึ้น
“เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไร? นั่งลงเถิด นั่งลง” หยุนลี่เต๋อโบกมือให้หลานชาย
“เพิ่งมาถึงเมื่อยามเที่ยงขอรับ” เอ้อหลางวางฝ่ามือลงบนหัวเข่าพลางเช็ดนิ้วที่ชุ่มเหงื่อกับกางเกงผ้าฝ้าย “ลุงรอง ข้ามาที่นี่เพื่อถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับท่านพ่อ?”
“เฮ้อ!” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ
“พวกเจ้าสองคนคุยกันไปก่อนเถิด ข้าจะไปที่ห้องครัวสักหน่อย” แม่นางเหลียนสังเกตเห็นสีหน้าระแวดระวังและลำบากใจของเอ้อหลาง นางจึงกวักมือเรียกเสี่ยวอู่และพาเขาเดินออกไป
ขณะนี้ภายในห้องโถงมีเพียงลุงและหลานชายสองคนเท่านั้น
“พ่อของเจ้า…” หยุนลี่เต๋อส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา “หากพ่อของเจ้าเป็นคนดีได้ครึ่งหนึ่งของเจ้าก็คงดี”
เอ้อหลางเม้มริมฝีปากแน่น
“พ่อของเจ้าขโมยเงินหนึ่งร้อนตำลึงแล้วหนีออกจากบ้านไป นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ข้าตระเวนตามหาเขาจนทั่วทั้งเมือง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พบแม้แต่เงา ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาเดินทางไปที่ใด เจ้าสามคนนี้…”
หยุนลี่เต๋อเล่าเรื่องที่หยุนชิ่วเอ๋อแต่งงานออกเรือนและเรื่องที่หยุนลี่จงเป็นเจ้าเมืองแห่งมณฑลชิงหนิว ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องมงคลที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากฟังจบเอ้อหลางก็ก้มหน้างุด ขณะที่ใบหน้ามีสีเลือดฝาด
“บาปกรรมที่พ่อของเจ้ากระทำไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้า เจ้าเด็กคนนี้อย่าคิดมากเกินไปสิ” หยุนลี่เต๋อตบบ่าของหลานชายเพื่อปลอบใจ “ตั้งใจเรียนวิชางานฝีมือและทำงานให้หนัก อีกไม่นานชีวิตของเจ้าก็จะดีขึ้น”
“จริงด้วย…” เอ้อหลางกำหมัดแน่นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาดเขลา “ท่านย่าเคยเตือนข้าแล้ว แต่ข้าไม่เชื่อ…”
“ย่าของเจ้ามักพูดพล่อย ๆ อย่าเก็บไปคิดมากเลย” หยุนลี่เต๋อมองเสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่อันซอมซ่อของเอ้อหลาง “ตรุษจีนแล้ว เจ้ายังขาดเหลืออะไรอีกหรือไม่? ต้องการสิ่งใดบอกลุงรองได้ตลอด”
เอ้อหลางส่ายหน้าพลางลุกยืนขึ้นโค้งคำนับให้หยุนลี่เต๋อ “ลุงรอง ข้าขอตัวกลับก่อน”
“ไยต้องรีบร้อน? เย็นนี้ป้าของเจ้าทำแป้งทอดต้นหอมอร่อย ๆ อยู่กินด้วยกันก่อนสิ” เมื่อเทียบกับบิดาและมารดาของเขาแล้ว หยุนลี่เต๋อรู้สึกว่าเด็กคนนี้เป็นคนดี
“ไม่มีแล้วขอรับ” เอ้อหลางเดินมาถึงหน้าประตูห้องโถง “ข้าจะกลับไปช่วยท่านแม่ทำงาน ข้างนอกอากาศหนาว ลุงรองอย่าเดินออกไปส่งเลย”
เมื่อเห็นเอ้อหลางกระชับเสื้อคลุมกันหนาวพลางถูฝ่ามือเข้าด้วยกันแล้วเดินจากไป หยุนลี่เต๋อก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“กลับไปแล้วหรือ เหตุใดท่านถึงไม่ชวนเขาอยู่กินข้าวเย็นก่อนเล่า” แม่นางเหลียนเอ่ยถามขณะเดินออกมาจากห้องครัว
“ข้าชวนแล้ว แต่เขาบอกว่าจะกลับไปช่วยแม่ทำงาน” หยุนลี่เต๋อถอนหายใจ “เขาเป็นคนกตัญญูและมีจิตใจเข้มแข็ง เจ้าบอกข้าที ไยเจ้าสามถึงไม่กตัญญูเช่นเขา”
“ข้ารู้สึกว่าเอ้อหลางตัวสูงขึ้นและช่างเจรจากว่าแต่ก่อน” แม่นางเหลียนกล่าวออก “น่าเสียดายยิ่งนัก ตรุษจีนนี้เขาจะอายุสิบหกปีแล้ว แต่กลับยังไม่ได้แต่งงาน”
“จริงสิ เมื่อไม่กี่วันก่อนเยี่ยนเอ๋อตัดเสื้อคลุมกันหนาวให้ข้าใช่หรือไม่?” หยุนลี่เต๋อถาม “ข้าเห็นว่าเอ้อหลางสวมเสื้อผ้าชุดเก่าของเจ้าสามที่ขาดวิ่นจนแทบใช้งานไม่ได้แล้ว เรายกชุดนั้นให้เขาใส่เถิด”
“เป็นความคิดที่ดี” แม่นางเหลียนพยักหน้า
หยุนเยี่ยนหยิบเสื้อคลุมกันหนาวออกมาจากตะกร้าแล้วกางออกบนเตียง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวออก “เย็บเก็บแขนเสื้อและชายเสื้อให้สั้นกว่านี้เถิด ปีหน้าเอ้อหลางคงสูงขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นเราก็ปล่อยชายเสื้อและแขนเสื้อที่เย็บเก็บเอาไว้”
“อืม เจ้าจัดการเลย” แม่นางเหลียนกล่าว “แม่จะไปทำอาหาร”
“ใส่ไข่เพิ่มอีกสามฟอง ต้นหอมเยอะ ๆ ม้วนแป้งเป็นชั้นบาง แล้วก็ตอนทอดก็ใส่น้ำมันลงไปจนชุ่มจะทำให้ตัวไข่กรอบนอกนุ่มใน เชวี่ยเอ๋อชอบยิ่งนัก” หยุนเยี่ยนกล่าว
แม่นางเหลียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “สาวน้อยผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก ตอนนี้นางอยู่ที่ใด? นางไปไหน? ไยข้าไม่เห็นหน้านางตลอดทั้งบ่าย?”
“คล้ายว่าจะอยู่ในคอกหมูนะเจ้าคะ” หยุนเยี่ยนตอบ
“คอกหมู?” แม่นางเหลียนรู้สึกประหลาดใจ “เหตุใดนางจึงไปอยู่ในคอกหมูเล่า? เสี่ยวอู่ ไปตามพี่สาวของเจ้ากลับมา อย่าปล่อยให้นางป่วยอีก”
เสี่ยวอู่พยักหน้าอย่างว่าง่าย
คอกหมูที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้นมีพื้นที่กว้างขวาง มีกำแพงล้อมรอบทั้งสี่ด้าน หลังคาครอบคลุมทั่วพื้นที่ ภายในแบ่งออกเป็นคอกเล็ก ๆ หลายคอก ซึ่งแต่ละคอกมีรางระบายน้ำ เมื่อทำความสะอาดพวกเขาสามารถตักอุจจาระลงไปในและปล่อยให้มันไหลออกมา
ภายในคอกมีหมูเพียงสามตัว คอกหนึ่งมีหมูตัวเมียและหมูตัวผู้อยู่ด้วยกันซึ่งขณะนี้ทั้งสองกำลังทำเรื่องบัดสีอยู่ ส่วนหมูตัวเมียอีกตัวหนึ่งร้องคร่ำครวญเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หยุนเชวี่ยนั่งยอง ๆ อยู่ตรงข้ามกับคอกหมูพร้อมเท้าคางพลางส่งเสียง “จุ๊ ๆ”
“พวกมัน…” สืออีตะลึงงันพลางกล่าวตะกุกตะกักพร้อมเผยท่าทีราวกับเข้าใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทว่าเพราะเหตุใดใบหน้าของเขาจึงแดงก่ำเช่นนั้น?
“กำลังผสมพันธุ์” หยุนเชวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ผะ ผสมพันธุ์?” สืออียกมือขึ้นกุมหน้าผากราวกับไม่เคยเห็นการผสมพันธุ์ของหมู
“มันคือการผสมพันธุ์ ด้วยวิธีการนี้จะทำให้แม่หมูตั้งท้องและให้กำเนิดลูกหมู” หยุนเชวี่ยคาดเดาว่าชายผู้ที่เจ้าเล่ห์ที่สุดในบ้านไม่เข้าใจจึงอธิบายอีกครั้ง “อันที่จริงก็เหมือนกระบวนการตั้งท้องของมนุษย์”
สืออี ‘เหตุใดนางจึงพูดเรื่องนี้ได้อย่างหน้าตาเฉยเล่า’
หยุนเชวี่ยมองสืออีด้วยสายตา ‘ดูเหมือนว่าเจ้าไม่เคยเผชิญโลกภายนอก’ พลางพึมพำกับตนเองด้วยความสงสัย “หมูทั้งสองตัวติดสัดรึ? ตัวผู้ติดสัด? หรือว่าตัวเมียติดสัดกันแน่?”
สืออีอึ้งงัน
“ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่งการผสมพันธุ์ตั้งแต่เมื่อไร?” หยุนเชวี่ยพลันนึกถึงข้อความในหนังสือ ‘โลกของสัตว์ป่า’ ซึ่งกล่าวว่า ‘ในฤดูใบไม้ผลิ น้ำแข็งและหิมะจะละลายกลายเป็นน้ำ พืชผลจะฟื้นคืน และเป็นเวลาที่สัตว์ทั้งหลายจะผสมพันธุ์…’
ฉะนั้นพวกมันควรผสมพันธุ์กันในฤดูใบไม้ผลิมิใช่หรือ?
“พวกเรากลับกันเถอะ” สืออีทนดูภาพตรงหน้าไม่ไหวอีกต่อไป ทั้งสองคนนั่งยอง ๆ อยู่ตรงข้ามคอกหมูและมองดูหมูสองตัวสมสู่กัน ไม่มีอะไรน่าพิสมัยแม้แต่น้อย
“ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง…” หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ยังไม่ทันที่สืออีจะเอ่ยปาก นางก็พึมพำว่า “เจ้าต้องไม่เข้าใจแน่นอน ข้ายังไม่เข้าใจแล้วนับประสาอะไรกับเจ้า หมูตัวนี้มีพละกำลังเยอะ ทุกครั้งที่ข้านำอาหารมาเท มันมักจะมารออยู่แถวหน้าตลอด นอกจากนี้มันยังกินเยอะและกินช้าที่สุด ที่แท้ก็แค่อยากออกกำลังกายนี่เอง!”
สืออีเผยสีหน้ากระอักกระอ่วนจนแทบทนไม่ไหว ‘นางพูดเรื่องอะไร? ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจแม้แต่น้อย!’
เสี่ยวอู่แทรกตัวผ่านช่องว่างประตูที่เปิดแง้มไว้ ยังไม่ทันเดินเข้าไปข้างใน เขาก็เห็นสองเงาร่างนั่งเคียงคู่กันอยู่หน้าคอกหมู ร่างหนึ่งใช้มือเท้าคางพลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ส่วนอีกร่างหนึ่งเอามือกุมหน้าผากและหันมองคนด้านข้าง
เสี่ยวอู่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินกลับออกไปละปิดประตูคอกหมูอย่างเงียบ ๆ
“พี่สาวเจ้าล่ะ?” แม่นางเหลียนตะโกนถามขณะที่เสี่ยวอู่เดินผ่านห้องครัว
เสี่ยวอู่ส่ายศีรษะ”
“นางไม่ได้อยู่ที่คอกหมูหรอกหรือ?”
เสี่ยวอู่ส่งเสียง “อืม”
“เด็กคนนี้ไปไหนมาไหนไม่เคยบอกกล่าว”
เสี่ยวอู่เผยสีหน้าไร้อารมณ์
ยามสนธยา ทุกคนในครอบครัวนั่งล้อมวงกินแป้งทอดต้นหอมและข้าวต้มพุทราที่ถูกเคี่ยวจนข้นและส่งกลิ่นหอมกรุ่น จู่ ๆ แม่นางเหลียนก็โพล่งขึ้น “พรุ่งนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าแล้ว พวกเราจะต้องตื่นเข้าทำขนมวอโถวและเกี๊ยวที่เรือนหลังเก่า จากนั้นกลับมากินข้าวเย็นกันพร้อมหน้าที่นี่”
“ไชโย!” หยุนลี่เต๋อโห่ร้องอย่างมีความสุข ด้วยกังวลว่าแม่นางเหลียนไม่อยากกลับไปที่เรือนหลังเก่า เขาจึงกลุ้มใจว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมภรรยาอย่างไร
“เยี่ยนเอ๋อ เจ้าแก้ไขเสื้อตัวนั้นเสร็จหรือยัง?” แม่นางเหลียนเอ่ยถามอีกครั้ง
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเยี่ยนกล่าว “พรุ่งนี้ข้าจะนำมันไปด้วย”
“พรุ่งนี้ต้องไปฉลองวันตรุษจีนที่บ้านท่านปู่ท่านย่าหรือเจ้าคะ?” หยุนเชวี่ยคาบแป้งทอดต้นหอมพลางชี้นิ้วไปที่สืออี “แล้วเขาเล่าจะทำอย่างไรดี? อยู่เฝ้าบ้านกับต้าหวงหรือ?”
เมื่อได้ยินประโยคแรก มุมปากของสืออีก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้ ทว่าหลังจากได้ยินประโยคหลังก็เผยสีหน้าเศร้าโศกพลางเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาดอกท้อคู่นั้น ทำให้หยุนเชวี่ยที่จ้องมองเขาอยู่หดนิ้วกลับอย่างไม่รู้ตัว
“ปากของเจ้าพูดคำมงคลไม่เป็นหรืออย่างไรกัน ไยต้องรังแกคนซื่อสัตย์เช่นเขาอยู่ร่ำไป” แม่นางเหลียนเหลือบมองลูกสาวแวบหนึ่งก่อนหันไปพูดกับสืออีอย่างอ่อนโยน “อย่าไปฟังคำพูดเหลวไหลของเด็กคนนั้น พวกเราไปฉลองปีใหม่ด้วยกันเถิด”
“ท่านอาสะใภ้ ท่านดีกับข้ายิ่งนัก” สืออีเผยท่าทียินดีและซาบซึ้งพลางลอบยักคิ้วให้หยุนเชวี่ย
คนซื่อสัตย์รึ?
หยุนเชวี่ยกะพริบตาอย่างไม่เชื่อ ‘ท่านแม่ ข้าเกรงว่าท่านจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว!’