ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 388 ตั้งราคาสูงเสียดฟ้า
ตอนที่ 388 ตั้งราคาสูงเสียดฟ้า
ตอนที่ 388 ตั้งราคาสูงเสียดฟ้า
หมู่บ้านที่กำหนดราคาขายกันทั่วไปในท้องตลาดมีมูลค่าประมาณเก้าร้อยตำลึงเงิน แต่หนี้สินที่เขากู้ยืมมารวมดอกเบี้ยแล้วมีมูลค่าเพียงเจ็ดร้อยตำลึงเท่านั้น นายน้อยใหญ่หวงคิดตั้งราคาตามท้องตลาดพร้อมทำท่าทางปวดใจราวกับว่าเขาเสียเปรียบอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าเขาคิดว่าครอบครัวของหยุนลี่เต๋อเป็นคนโง่
“ไปเถิด ตรงไปตามเส้นทางอีกประมาณยี่สิบลี้เศษก็ถึงแล้ว” นายน้อยใหญ่หวงเปิดม่านและชะโงกหน้าออกไปตะโกนนอกตัวรถ
“ไม่จำเป็น” หยุนลี่เต๋อกล่าว “กลับกันเถิด”
สารถีไม่รู้ว่าควรทำตามคำของใคร เขาหันหน้าไปมองนายหน้าซุนที่ว่าจ้างเขามา การที่นายน้อยใหญ่หวงกลับคำพูดเช่นนี้ทำให้นายหน้าซุนรู้สึกโมโหเล็กน้อย เขาโบกมือ “หันหัวรถกลับไปเถอะ”
“อย่า อย่าเพิ่งไป ยังไม่ได้ไปดูพื้นที่หมู่บ้านให้เห็นกับตา เหตุใดพวกท่านจึงเปลี่ยนใจไวนัก?” เมื่อนายน้อยใหญ่หวงเห็นว่าผู้ซื้อกำลังจะจากไปจริง ๆ ก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย “อีกไม่ไกลก็จวนจะถึงที่หมายแล้ว พี่ชาย ข้าไม่ได้กล่าวเท็จใด ๆ ท่านลองไปดูเสียก่อนเถิด แล้วจะเข้าใจว่าเงินจำนวนเก้าร้อยตำลึงของเจ้าไม่มีทางเสียเปล่าแน่!”
“ไม่ซื้อ ไม่ซื้อแล้ว” หยุนหลี่เต๋อกล่าวต่อไป “เงินจำนวนเก้าร้อยตำลึงไม่อาจงอกเงยขึ้นจากครอบครัวของข้าภายในพริบตา ฉะนั้นข้าจะไม่รบกวนให้นายน้อยหวงเสียเวลาอีกต่อไป”
ล่อเทียมรถหันหัวกลับไปยังทางเดิมทันทีตามการกระตุ้นของแส้ สารถีเปล่งเสียงตะโกนขณะควบคุมทิศทาง
นายน้อยใหญ่หวงกลายเป็นโง่งมฉับพลัน เขารีบทักท้วงอย่างร้อนใจ “เดี๋ยว ประเดี๋ยวก่อน เรื่องธุรกิจเราสามารถเจรจาปรึกษาต่อรองกันได้มิใช่หรอกหรือ? หากมีสิ่งใดไม่ชอบใจก็พูดคุยกันก่อนเป็นอย่างไร? จะรีบร้อนไปด้วยเหตุใดกัน?”
“ขอข้ากล่าวอะไรหน่อยเถิด นายน้อยหวง ข้าได้บอกกล่าวราคาที่ตกลงกันไว้แต่แรกให้พวกเขาทราบแล้ว การที่ท่านกลับคำพูดเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่ากำลังทำให้ข้าเสียหน้า?!” นายหน้าซุนส่ายหน้า งานของเขาจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ทำธุรกิจเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย ดังนั้นความน่าเชื่อถือเชื่อถือย่อมสำคัญเป็นที่ยิ่ง ทว่าหนนี้กลับตาลปัตร ไม่เพียงทำให้เขาล่วงเกินลูกค้าเท่านั้น แต่ยังทำให้เขาสูญเสียความไว้วางใจอีกด้วย
หยุนเชวี่ยนั่งอยู่ด้านข้างแม่นางเหลียน นางกระตุกแขนเสื้อแม่นางเหลียนเบา ๆ แม่นางเหลียนจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ก่อนมาที่นี่ ได้ยินนายหน้าซุนกล่าวว่าหมู่บ้านแห่งนี้ราคาเพียงแปดร้อยตำลึง เหตุใดพูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยตำลึงเช่นนี้? หากเจ้ายังยืนกรานดังเดิมก็ช่างเถิด ครอบครัวของข้าคงไม่อาจจ่ายได้ ค่อยไปดูที่อื่นภายหลังก็แล้วกัน อย่างไรเสียก็ไม่รีบร้อน”
“เฮ้อ…” นายน้อยใหญ่หวงเห็นว่าคนกำลังจะจากไปจริง เขาจึงแปรเปลี่ยนสีหน้าทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “การซื้อที่ดินต้องรีบหน่อยจึงจะดี นี่ก็จวนถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว อีกไม่กี่วันข้าวคงงอกงามถึงเวลาเก็บเกี่ยว…”
แม่นางเหลียนยังคงส่ายหน้า หยุนลี่เต๋อเองก็แสดงท่าทีนิ่งสงบไม่พูดจา สองสามีภรรยาเผยสีหน้าแข็งกระด้างไม่แยแส ครั้นเห็นว่าเกวียนล่อเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ นายน้อยใหญ่หวงก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป เขาขยับบั้นท้ายพร้อมแค่นเสียงลอดไรฟัน “เฮ้อ! แปดร้อยตำลึงก็แปดร้อยตำลึง! คราวนี้ข้ายอมค้าขายแบบขาดทุนก็ได้!”
“นายท่านหยุน ท่านดูสิ…” นายหน้าซุนหัวเราะอย่างลำบากใจ แม้ว่านายน้อยใหญ่หวงจะบิดพลิ้วถ้อยคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็ยังหวังว่าธุรกิจในครั้งนี้จะสำเร็จ
หยุนลี่เต๋อยังคงนิ่งไม่พูดจา นายน้อยหวงผู้นี้ไม่มีความซื่อสัตย์จริงใจเอาเสียเลย เขาเพียงต้องการหลอกลวงคนอื่นไปเรื่อย ๆ ซึ่งเขาไม่ต้องการเจรจาการค้ากับคนเช่นนี้
แม่นางเหลียนเหลือบมองหยุนเชวี่ยแวบหนึ่ง หยุนเชวี่ยจึงพยักหน้ารับเล็กน้อย
“เอาเป็นว่าพวกเราไปดูเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย” แม่นางเหลียนตัดสินใจ “ถึงอย่างไรก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”
“ใช่ ใช่ ใช่ ไปดูให้เห็นกับตาเสียก่อนแล้วจะรู้ว่าหมู่บ้านของข้านั้นทำเลงามเพียงใด!” ทันทีที่นายน้อยใหญ่หวงได้ยินว่าอีกฝ่ายมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง จึงรีบชะโงกหน้าออกไปและตะโกนเรียกสารถี “หันหัวกลับ รีบหันหัวกลับซะ ตรงไปข้างหน้าตามเดิม!”
บรรยากาศภายในรถม้าค่อนข้างอึมครึมไร้ชีวิตชีวา
นายหน้าซุนเริ่มกล่าวอารัมภบทเป็นพิธี “ครอบครัวของนายท่านหยุนเป็นคนจริงใจ นายน้อยใหญ่หวงเองก็ตั้งใจจริงในการค้า ฉะนั้นอย่าได้มีข้อพลิกผันอีก ความปรองดองเท่านั้นจึงจะทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น…”
นายน้อยใหญ่หวงกล่าวขึ้นบ้าง “การค้าย่อมต้องมีการเจรจาต่อรอง ยิ่งไปเห็นสถานที่จริงกับตาท่านทั้งสองย่อมทราบว่าข้าไม่ได้ตั้งราคาสูงเสียดฟ้าแต่อย่างใด…”
อีกประมาณยี่สิบลี้ถัดมา นายน้อยใหญ่หวงก็พูดพล่ามเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้านไม่ได้หยุดปาก เขาตบไหล่หยุนลี่เต๋อพลางเรียกเขาว่าพี่ชายอย่างสนิทสนม ประเดี๋ยวก็บอกว่ามีคนเสนอราคาให้สูงกว่านี้ ทว่าเขาไม่ได้ตัดสินใจขาย ประเดี๋ยวก็บอกว่าหากไม่ได้ร่วมค้าขายกับนายท่านหยุน เขาคงไม่ขายทรัพย์สมบัติที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ กล่าวโดยสรุปก็คือเขาโอ้อวดเกินจริงทั้งเพ
หยุนลี่เต๋อซึ่งเดิมทีไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจายิ่งเงียบขรึม แม่นางเหลียนฝืนยิ้ม หยุนเชวี่ยก็ยกยิ้มด้วยความไม่เต็มใจ เปิดม่านภายในรถออกมองทิวทัศน์สองข้างทางด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ กิ่งก้านสาขาของต้นไม้เริ่มแตกหน่อสีเหลืองอ่อนออกมา เมื่อทอดสายตาไปไกลก็เห็นสีเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้าอยู่ไหว ๆ หยาดฝนเพิ่งตกปรอยเมื่อไม่นานมานี้ ในทุ่งนาเต็มไปด้วยความชื้นที่แผ่ซ่านออกมา ชาวนาผู้ขยันขันแข็งกำลังเตรียมหว่านดำอยู่กลางทุ่งนา ใส่ปุ๋ย พร้อมเพาะปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกปีหนึ่ง
เวลาผ่านไปอีกประมาณหนึ่งชั่วก้านธูป รถล่อก็แล่นเข้าไปในเขตหมู่บ้านของตระกูลหวง เรือนหลังใหญ่โตมีชายชราเพียงคนเดียวที่เฝ้าอยู่ รอบข้างล้อมรอบไปด้วยหญ้าแห้งกรอบ มองเผิน ๆ แล้วให้ความรู้สึกหดหู่ไม่สดชื่น ช่างแตกต่างจากที่นายน้อยใหญ่หวงคุยโวไว้อย่างสิ้นเชิง
หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้วเข้าหากันทันที ในใจครุ่นคิดว่าชายตรงหน้าช่างกลับกลอกปลิ้นปล้อนเสียนี่กระไร
แม่นางเหลียนเองก็เผยสีหน้าผิดหวัง หันไปเอ่ยถามนายหน้าซุนเสียงแผ่วเบา “หมู่บ้านนี้เห็นทีคงถูกทิ้งร้างมาสักระยะหนึ่งแล้วกระมัง” ภาพตรงหน้าแตกต่างจากที่นางจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิง ห่างไกลจากคำว่าอุดมสมบูรณ์และมีชีวิตชีวามากนัก
นายหน้าซุนยังไม่ทันได้เอ่ยปาก นายน้อยใหญ่หวงก็รีบอธิบาย “ไม่ได้ถูกทิ้งร้างอย่างไรหรอก เพียงแต่ปีนี้กิจการในส่วนอื่นยุ่งเกินไปจนไม่สามารถเสาะหาเวลามาดูแลได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้คิดว่าจะทำการขายออกไป…”
ดูเอาเถิด เมื่อครู่ยังบอกว่าเป็น ‘วาสนา’ ที่พ้องต้องตรงกันกับหยุนลี่เต๋อจึงตัดสินใจขาย ยังไม่ทันไรก็อ้างว่า ‘เสาะหาเวลามาดูแลไม่ได้’ อีกแล้ว ช่างเป็นคนตลบตะแลงอย่างแท้จริง แม่นางเหลียนหันไปสบตาหยุนลี่เต๋ออย่างจนปัญญา
“อะแฮ่ม…” นายหน้าซุนรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันใด หันหน้าไปพูดกับหยุนลี่เต๋อเสียงเบา “ข้าเคยมาดูหมู่บ้านแห่งนี้กับตาเมื่อหลายวันก่อน แม้ดูรกร้างไปบ้างแต่เวลาก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก เรือกสวนปลูกไม้ผลก็ดูดีทีเดียว ลงแรงเก็บกวาดสักหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
หยุนลี่เต๋อยังคงเชื่อใจนายหน้าซุนจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นพวกเราเข้าไปดูให้ละเอียดอีกครั้งเถิด”
เพราะความคาดหวังสูง และเห็นความแตกต่างระหว่างความเป็นจริงกับสิ่งที่คาดการณ์ไว้มากเกินไป แม้แต่แม่นางเหลียนก็หมดกำลังใจเช่นกัน ไม่ว่ามองสิ่งใดก็เต็มไปด้วยความผิดหวังไปเสียหมด “หลังคาตรงนั้นผุพังไปแถบหนึ่งแล้ว บานหน้าต่างก็แตกหัก”
“สระน้ำนี้เหม็นเน่าเสียจริง ปลาคงตายสิ้นแล้ว”
“พื้นดินรกร้างไปหมด”
“ต้นไม้ต้นนี้ก็ยืนต้นตายใช่หรือไม่?”
“เฮ้อ…”
หยุนเชวี่ยพึงพอใจกับลางสังหรณ์ของตนเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นนายน้อยใหญ่หวงก็ยังคงมองหาช่องโหว่เพื่ออธิบายแก้ตัวตลอดเวลา “เป็นปัญหาเล็กน้อย เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น จ้างงานคนเพียงสองคนก็สามารถแก้ไขซ่อมแซมได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ”
“ปลาตายหรือ? ตายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินแก้ คิดเสียว่ามันเป็นปุ๋ยหมักชั้นดี นำมาเทลงในดินยิ่งทำให้พืชผลเจริญงอกงามขึ้น”
“พื้นที่ที่เห็นว่ารกร้างนั่นเป็นเพราะยังไม่ได้ทำการหว่านไถเพาะปลูกต่างหาก ที่นาทั้งหมดล้วนอุดมสมบูรณ์ดี…”
“เรือกสวนผลไม้พื้นที่รวมแล้วสิบกว่าไร่ ท่านเห็นหรือไม่ว่าไม้ผลต้นนี้งอกงามดี? พวกมันเริ่มจะแตกหน่อต้องตามฤดูกาล รอจนพวกมันอายุห้าถึงหกปีก็ออกผลได้แล้ว” เขาพูดพลางส่งสายตาให้นายหน้าซุนช่วยเกลี้ยกล่อม
“นายท่านหยุน ท่านมีความคิดเห็นเช่นไร?” นายหน้าซุนเอ่ยถาม
หยุนลี่เต๋อไม่คุ้นเคยกับคำเรียกว่า ‘นายท่าน’ เท่าไรนัก เขาไม่ได้แสดงท่าทีว่าสนใจหรือปฏิเสธในทันที เพียงระมัดระวังขณะกล่าวตอบว่า “ข้าขอเดินไปสำรวจโดยรอบให้ทั่วเสียก่อน จะได้พิจารณาภาพรวมให้ถ่องแท้”
“ย่อมได้ ตัดสินใจเช่นนี้สมควรแล้ว” นายหน้าซุนกล่าว “เดินไปดูตรงนั้นเถิด ยังมีไร่องุ่นอยู่ที่นั่นด้วย”
“หมู่บ้านนี้มีพื้นที่รวมทั้งหมดสองร้อยไร่ ทุกหนทุกแห่งย่อมมีลักษณะคล้ายคลึงกันทั้งนั้น ข้อนี้ข้าไม่หลอกลวงท่านหรอก…” นายน้อยใหญ่หวงยกมือไพล่หลัง “หากเดินไปสำรวจโดยรอบคงเสียเวลา นี่ก็จวนจะมืดค่ำแล้ว…”
หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนต่างเป็นคนละเอียดอ่อนรอบคอบ ด้วยความที่พวกเขารู้สึกว่านายน้อยใหญ่หวงผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือ พวกเขาจึงเดินดูบริเวณโดยรอบหมู่บ้าน ทำให้นายน้อยใหญ่หวงผู้มั่งคั่งเริ่มเหน็ดเหนื่อย
“โธ่เอ๊ย พี่ชายผู้นี้ช่างพิถีพิถันกับการค้าขายเสียจริงเชียว!” ว่าแล้วนายน้อยใหญ่ก็ทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ที่แตกหักซึ่งวางอยู่กลางท้องทุ่ง บนหน้าผากมีหยดเหงื่อซึมออกมาตามผิวหนัง กระแสลมหนาวที่พัดโชยผ่านในช่วงเย็นทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย
สมาชิกทั้งสามของครอบครัวหยุนยืนอยู่ห่างออกไปในระยะไกล หยุนเชวี่ยเอ่ยถาม “ท่านพ่อ โดยรวมแล้วที่นี่เป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
“ที่ดินผืนนี้ดี อันที่จริงแล้วถูกทิ้งร้างไม่นานนัก” หยุนลี่เต๋อเอ่ยตอบ
“แล้วป่าผลไม้ล่ะ?”
“พ่อสำรวจดูโดยคร่าวแล้ว มีต้นไม้ที่ยืนต้นตายไม่มากนัก”
“เช่นนั้นท่านพ่อคิดว่าเงินแปดร้อยตำลึงแพงเกินไปหรือไม่?”
หยุนลี่เต๋อครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนส่ายหน้าพร้อมกระซิบว่า “ไม่แพงหรอก ทว่าพ่อต้องจ้างคนมาดูแลและจัดระเบียบพื้นที่ให้เรียบร้อย ผืนที่ดินใหญ่เพียงนี้คงใช้จำนวนคนมากพอสมควร”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…” หยุนเชวี่ยเหลือบมองนายน้อยใหญ่หวงซึ่งนั่งหมดแรงอยู่ไกล ๆ “เขาเป็นฝ่ายหลอกลวงพวกเราก่อน ฉะนั้นพวกเราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขา อีกประเดี๋ยวท่านพ่อจงบอกไปว่าที่แห่งนี้ไม่คุ้มค่า ต้องการไปดูที่อื่น…”
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกขณะ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า พื้นที่ซึ่งเปิดโล่งก็เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ทันทีที่ทั้งสามเดินกลับมา นายน้อยใหญ่หวงก็ถูฝ่ามือเข้าด้วยกันอย่างอ่อนแรงพร้อมทักทาย “ในเมื่อเดินสำรวจโดยรอบจนทั่วแล้ว พี่ชาย ท่านยังสนใจอยู่หรือไม่? กล่าวตามตรงท่านเองก็ได้สัมผัสมันกับตา เงินเพียงแปดร้อยตำลึงแต่สามารถซื้อหมู่บ้านขนาดใหญ่เช่นนี้ จะเสาะหาความคุ้มค่านี้ได้จากที่ใดอีก!”
“หมู่บ้านแห่งนี้มีเนื้อที่กว่าสองร้อยไร่…” หยุนลี่เต๋อขมวดคิ้ว ดูจากสีหน้าแล้วพอคาดเดาได้ว่าไม่พึงใจเท่าไรนัก “ทว่าที่นี่ ไม่ว่าเรือกสวนป่า บ่อปลา หรือแม้แต่ตัวเรือนจำเป็นต้องว่าจ้างคนให้มาซ่อมแซมเสียใหม่ ใช้เงินไม่น้อยทีเดียว…”
“จริงดังที่เขาว่า พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้จะบูรณะทั้งทีไม่ใช่เรื่องง่าย อีกอย่าง พวกเราเองก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเสียเมื่อไร…” แม่นางเหลียนกล่าวด้วยความลังเล “เอาเป็นว่าพวกเราจะลองเสาะหาบริเวณอื่นก่อนว่ามีที่เหมาะสมกว่านี้หรือไม่”
“นายน้อยใหญ่หวง นายหน้าซุน วันนี้รบกวนพวกท่านมากแล้ว…” หยุนลี่เต๋อประสานมือคารวะ โชคดีที่ฟ้ามืดแล้ว จึงพอช่วยพรางตาไม่ให้อีกฝ่ายเห็นการแสดงออกที่เคอะเขินของผู้ที่ซื่อสัตย์มาโดยตลอดเช่นเขา
กล่าวกันตามตรง เขาต้องการซื้อหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ในครอบครองอย่างแท้จริง ต่อให้มันถูกทิ้งร้างจนทรุดโทรมลงไปบ้าง ขอเพียงทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลให้มากขึ้นก็เป็นอันใช้สอยได้แล้ว เงินจำนวนแปดร้อยตำลึง… ใช่ว่าหามาจ่ายไม่ได้เสียทีเดียว…
หยุนลี่เต๋อครุ่นคิดในใจด้วยความรู้สึกผสมปนเป หากการเจรจาในครั้งนี้ไม่เป็นผลแล้วจะเกิดสิ่งใดขึ้น? หากนายน้อยใหญ่หวงไม่ยินยอมแต่โดยดีเล่า? เขาจะแสดงละครตบตาต่อไปไม่ได้จะทำอย่างไร?
“เฮ้อ… พี่ชาย ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน?” นายน้อยใหญ่หวงใช้เวลาตลอดทั้งบ่ายอยู่ที่นี่ ใคร่ขายหมู่บ้านแห่งนี้ไปให้พ้นเสียโดยเร็วเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ที่ขาดทุนย่อยยับ หากรอช้ากว่านี้เห็นทีดอกเบี้ยคงยิ่งทบสูงเกินกว่าจะเสาะหามาจ่ายไหว
“แปดร้อยตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ เทียบได้กับทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตที่ข้ามีอยู่” หยุนลี่เต๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ด้วยเหตุนี้จึงต้องคิดใคร่ครวญให้มาก สำหรับหมู่บ้านแห่งนี้แล้ว… น้องชาย เจ้าโปรดปล่อยให้ข้าคิดอย่างรอบคอบอีกสักสองวันเถิด…”
“ยังต้องทบทวนการใดอีก?! นอกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วก็ไม่มีที่อื่นอีก!” นายน้อยใหญ่หวงรีบผุดลุกขึ้นยืนพร้อมตบต้นขาฉาดใหญ่ หากรั้งรอช้าไปกว่านี้แล้วหมู่บ้านขายไม่ออกจะทำอย่างไร? เขาต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน!
หยุนลี่เต๋อนิ่งเงียบพลางถูฝ่ามือไปมาด้วยความลำบากใจ แทบแสดงละครฉากใหญ่เพื่อยืนกรานต่อรองราคาโค้งสุดท้ายต่อไปไม่ได้แล้ว