ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 396 ลงรายชื่อทำงานกับราชสำนัก
ตอนที่ 396 ลงรายชื่อทำงานกับราชสำนัก
ตอนที่ 396 ลงรายชื่อทำงานกับราชสำนัก
“งานในราชสำนัก?”
“เพราะเหตุใดถึงรับแค่บุรุษ ไม่ต้องการสตรีเล่า?”
“ราชสำนักจ่ายเงินวันละเท่าไร?”
“ขึ้นไปทำอะไรบนภูเขาหลังหมู่บ้านรึ?”
ยังไม่ทันที่หยุนลี่เต๋อจะพูดจบ ชาวบ้านทุกคนต่างตะโกนถามด้วยความร้อนใจ
“ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อน เงียบแล้วฟังข้าสักนิด” หยุนลี่เต๋อโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนนั่งลง “ราชสำนักต้องการขุดเหมืองเกลือบนภูเขาด้านหลังหมู่บ้านของเรา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานอย่างหนัก ดังนั้นพวกเขาจึงรับสมัครเพียงชายฉกรรจ์เท่านั้น หากต้องการหาเงินรายได้ พวกเจ้าก็ให้ผู้ชายในครอบครัวออกไปทำงานนี้ ส่วนผู้หญิงก็ดูแลพืชผลในทุ่งนา! เงินตอบแทนที่ราชสำนักจะจ่ายให้นั้นต้องรอไปก่อนจึงจะทราบ หากใครเต็มใจต้องการทำงานให้แยกออกมายืนฝั่งนี้…”
ชาวบ้านต่างฟังหยุนลี่เต๋ออย่างตั้งใจ หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่ เสียงพูดคุยกันก็ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
“ทำงานให้ราชสำนักหรือ? รับราชการ?”
“รับราชการอะไรกัน ข้าแน่ใจว่าเราคงได้รับเงินตอบแทนไม่เท่าที่เจ้ารองจ่ายหรอก”
“มีงานให้ทำก็อย่าเกี่ยงเลย ดีกว่าอยู่เฉย ๆ เฝ้าที่ดินหนึ่งไร่สามเฟิน อย่างไรเสียพรุ่งนี้ข้าจะไปลงชื่อเอง”
“ข้าไปด้วย!”
“ยังมีข้าอีกคน ข้าไปด้วย!”
“คนที่เต็มใจต้องการทำงานให้มายืนเข้าแถวอยู่ตรงนี้ ข้าขอนับจำนวนดูก่อนว่ามีทั้งหมดกี่คน แล้วพรุ่งนี้พวกเราจะเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกัน!” หยุนลี่เต๋อตะโกนเสียงดังอีกครั้ง
ฝูงชนถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มทันที ชายฉกรรจ์ส่วนใหญ่อายุยังน้อยและต้องการหาเงินมาช่วยจุนเจือครอบครัว ในขณะที่สตรีรับหน้าที่ดูแลงานในไร่นาแทน จากนั้นไม่นานเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำก็เดินออกมาต่อแถวกันจนเหยียดยาว
หยุนเชวี่ยนับจำนวนคนที่ต้องการทำงานได้ทั้งหมดหกสิบสองคนแล้วจดชื่อทุกคนเอาไว้ จากนั้นแจ้งให้ทุกคนทราบว่าในวันพรุ่งนี้หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จให้มารวมตัวกันที่นี่
“นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย ทุกคนสามารถมีรายได้มากขึ้นในทุก ๆ วัน” หยุนลี่เต๋อมีความสุขไม่น้อย
หยุนเชวี่ยคือผู้ที่มีความสุขมากกว่าผู้ใด ในที่สุดนางจะได้เปิดร้านค้าเสียที ทุกคนในครอบครัวจึงนั่งล้อมวงเพื่อปรึกษากันว่าจะขายอะไรกันดี
“ขายบะหมี่กันเถิด” แม่นางเหลียนกล่าว “ทั้งอุ่นร้อนทั้งอิ่มท้อง”
“ซาลาเปาทอดก็ดี” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?” หยุนเชวี่ยมองสืออีที่นั่งอยู่ตรงข้าม
สืออีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “คนที่ใช้แรงงานอย่างหนักมักขาดแคลนไขมัน ถ้าอย่างนั้นพวกเราขายไก่ย่างดีหรือไม่? ขาหมู? ขาหมูตุ๋นซอส?”
“ใครจะซื้อเล่า?” แม่นางเหลียนส่ายศีรษะ “คนงานล้วนมีแต่ชาวบ้านที่หาเงินมาอย่างยากลำบาก พวกเขาจะซื้ออาหารแพง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร?”
“นอกจากคนงานแล้วยังมีหัวหน้าคนงานที่มาจากสำนักพระราชวังและขุนนางผู้รับผิดชอบเรื่องขนส่งอีกจำนวนไม่น้อย” หยุนลี่เต๋อกล่าว “หมู่บ้านของพวกเราไม่ได้อยู่ใกล้ตัวเมือง ดังนั้นหากต้องการกินอาหารในภัตตาคาร พวกเขาจะต้องเสียเวลาเดินทางไปอีกไกล”
หยุนเชวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย “ทั้งยังมีคนต่างถิ่นที่เดินทางมาทำงานนี้ด้วย และถ้าพวกเขาต้องการกินอาหารอย่างเต็มอิ่ม เราก็คือตัวเลือกที่ดีที่สุด”
“พวกเราลองขายก่อนดีหรือไม่?” หยุนลี่เต๋อเสนอ
“ข้าว่าซาลาเปา โจ๊ก ไข่ไก่ บะหมี่ ไก่ย่าง และเนื้อตุ๋นเป็นตัวเลือกที่ดี” แม่นางเหลียนกล่าว
หยุนเชวี่ยลูบคางพร้อมเผยท่าทีลังเลเล็กน้อย “ขายเยอะเกินไป ข้าเกรงว่าทุกคนจะยุ่งจนหัวหมุนน่ะสิ”
“ไม่หรอก” แม่นางเหลียนมีกำลังใจเต็มเปี่ยม “แม่มือเท้าเร็ว ทำอาหารให้คนงานหลายสิบคนก็เคยทำมาแล้ว เรื่องแค่นี้จึงไม่เป็นปัญหา”
“เจ้าค่ะ อย่างนั้นเราลองขายก่อนเถิด” หยุนเชวี่ยไม่ได้กล่าวอะไรอีก นางวางแผนไว้ในใจว่าเมื่อใดที่กิจการดำเนินไปอย่างราบรื่น ตนจะจ้างลูกจ้างให้มาช่วยงานเพื่อไม่ให้แม่นางเหลียนทำงานหนักเช่นนี้ หากมารดาไม่ยอมอยู่เฉยจริง ๆ หยุนเชวี่ยคงปล่อยให้นางทำงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ก่อนเดินทางเข้าเมือง หยุนลี่เต๋อไหว้วานให้หยุนเชวี่ยเขียนจดหมายตอบหยุนลี่จง
เป็นดังที่หยุนเชวี่ยคาดคิดไว้ไม่มีผิด เนื้อหาในจดหมายของหยุนลี่จงนั้นยืดยาวและสอดแทรกไปด้วยความสวยงามของความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ ในช่วงท้ายของจดหมายเขาเขียนว่าขุนนางย่อมช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ที่สำคัญขออย่าให้น้องชายลืมเลือนตนที่เป็นพี่ชาย หยุนลี่เต๋อไม่ตอบสนองกับเนื้อความไร้สาระเหล่านี้ เขาเพียงกล่าวทักทายสองคำ ไต่ถามถึงอาการป่วยของผู้เฒ่าหยุน และกำชับให้หยุนลี่จงดูแลบิดาและมารดาอย่างดี
วันรุ่งขึ้น
หยุนลี่เต๋อขับเกวียนล่อพาชายฉกรรจ์หลายสิบคนเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อไปลงรายชื่อยังสำนักจัดหางานที่ตั้งอยู่ใกล้กับสำนักงานบริหารที่บิดาของเฉียนเสี่ยวปังประจำอยู่ ฉะนั้นท่านปลัดอำเภอเฉียนจึงออกมาต้อนรับทั้งสองพ่อลูกด้วยตนเอง
“น้องหยุน ข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่นานแล้ว” บิดาของเฉียนเสี่ยวปังมีความสุขเช่นเดียวกับลูกชายก่อนฉีกยิ้มกว้างและกล่าวอวยพรวันตรุษจีนให้กับผู้มาเยือน “วันนี้พวกเราสองคนไปดื่มกันสักหน่อยเถิด”
“ใต้เท้าเฉียนสุภาพเกินไปแล้ว” หยุนลี่เต๋อประสานมือคารวะ
“เรียกใต้เท้าดูห่างเหินเกินไปแล้ว เรื่องนี้มิใช่เป็นความดีความชอบของน้องชายหรอกหรือ” ปลัดอำเภอเฉียนยิ้มกว้างจนรอยย่นปรากฏบนใบหน้า “ข้าจองโต๊ะที่ร้านอาหารเอาไว้… น้องชาย หากเจ้าไม่รังเกียจกัน”
“มิบังอาจรังเกียจขอรับ เช่นนั้นก็ขอบคุณพี่ใหญ่เฉียนที่มอบน้ำใจให้แก่ข้า” หยุนลี่เต๋อกล่าว
“คารวะใต้เท้าเฉียนเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยโค้งคำนับอย่างถ่อมตน
บิดาของเฉียนเสี่ยวปังหัวเราะเสียงดัง “พ่อของเจ้าเป็นพี่น้องกับข้า แล้วไยเจ้าถึงเรียกข้าว่าใต้เท้าอีก?”
หยุนเชวี่ยกะพริบตา “ถ้าอย่างนั้นคารวะท่านลุงเฉียน”
“ดี! ใช่แล้ว เจ้าคือหลานสาวคนโตของข้า!” บิดาของเฉียนเสี่ยวปังคือขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ไม่ได้เข้ารับราชการในราชสำนัก แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ทว่าปลัดอำเภอเฉียนผู้นี้กลับไม่มีท่าทีทะนงตนตามแบบฉบับขุนนางในยุคโบราณแม้แต่น้อย
ปลัดอำเภอเฉียนพาชาวบ้านหลายสิบคนเดินทางไปลงรายชื่อยังสำนักงานจัดหางานด้วยตนเอง เมื่อตรวจสอบรายชื่อและไม่พบว่ามีคนชราหรือคนป่วยปะปนอยู่ด้วย ขุนนางของราชสำนักที่เป็นผู้รับผิดชอบจึงอธิบายรายละเอียดงานคร่าว ๆ เพียงสองสามประโยค
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกระซิบบอกหยุนลี่เต๋อว่า “เจ้ารอง พวกเรายังไม่รู้เลยว่างานนี้จะได้ค่าตอบแทนเท่าไร!”
จากนั้นหยุนลี่เต๋อจึงประสานมือคารวะเจ้าหน้าที่ผู้นั้น “ใต้เท้าขอรับ พวกเราจะได้ค่าตอบแทนเท่าไรหรือ?”
“ทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ซึ่งจะได้เดือนละสี่ร้อยเหรียญ” ก่อนหน้านี้ปลัดอำเภอเฉียนได้แนะนำขุนนางผู้นี้ว่าหยุนลี่เต๋อคือ ‘ผู้บังคับการทหารม้าอู่หลัว’ ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ ขุนนางผู้นั้นจึงโค้งคำนับอย่างสุภาพ
“หากอย่างนั้นข้าขอถามต่ออีกสักหน่อย” หยุนลี่เต๋อกล่าวออก “คนที่ขึ้นไปทำงานบนภูเขามีทั้งหมดกี่คนขอรับ?”
“ถ้ารวมกับชาวบ้านที่ท่านเกณฑ์มาก็ประมาณสองร้อยกว่าคน ซึ่งนับว่าเพียงพอแล้ว” ขุนนางผู้นั้นตอบ “พรุ่งนี้ข้าจะให้คนขึ้นเขาไปตระเตรียมของต่าง ๆ และสร้างที่พักไว้ก่อน”
“วันนี้อากาศบนภูเขายังหนาวอยู่เลย…”
“จริงหรือ ข้าเจองานหนักเสียแล้ว…”
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม บิดาของเจ้าอ้วนเฉียนคือเจ้าภาพในการรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารหลงชิงครั้งนี้ เขาจัดแจงอาหารบนโต๊ะเพื่อต้อนรับหยุนลี่เต๋อและขุนนางที่รับผิดชอบงานเหมืองแร่อย่างไม่บกพร่อง
ระหว่างรับประทานอาหารอยู่นั้น หยุนเชวี่ยถามไถ่เกี่ยวกับเรื่องที่เฉียนเสี่ยวปังออกเดินทางไปร่ำเรียนตำราอีกครั้ง ก่อนหน้าที่เขาจะจากไป เฉียนเสี่ยวปังเดินทางไปหาที่หมู่บ้าน ทว่าน่าเสียดายที่นางอยู่ที่หมู่บ้านใหม่ไม่ได้อยู่ที่เรือนในหมู่บ้านไป๋ซี เจ้าอ้วนเคยกล่าวกับหยุนเชวี่ยว่าอาจารย์เหวินเป็นอัจฉริยะมากความสามารถ ว่ากันว่าเขาเคยสอนตำราให้กับเหล่าขุนนางระดับสูงอีกด้วย
หยุนเชวี่ยรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย นางพลันคิดในใจว่าหลังจากกิจการทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีเงินมากพอสำหรับซื้ออาหารและอาภรณ์ให้กับทุกคนแล้ว นางจะออกเดินทางหมื่นลี้เพื่อเยี่ยมชมความงามของภูเขาและลำธาร จากนั้นใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ช่างสมบูรณ์แบบยิ่งนัก!
ยามบ่าย ทั้งสองพ่อลูกเดินทางกลับหมู่บ้านไป๋ซี เมื่อมาถึงหมู่บ้าน พวกเขาก็ได้ยินเสียงของชาวบ้านที่มารอพบ บ่นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจปนผิดหวังว่าเงินตอบแทนที่ได้จากราชสำนักนั้นน้อยกว่าค่าตอบแทนที่หยุนลี่เต๋อจ่ายให้ลูกจ้าง
ครั้นสังเกตเห็นหยุนลี่เต๋อ ทุกคนจึงถอนหายใจ “เจ้ารอง พวกเราอยากทำงานกับเจ้า”
“งานบนภูเขานั้นจำต้องใช้แรงงานมาก แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยกว่าทำงานกับเจ้า”
“ใช่แล้ว เดือนละสี่ร้อยเหรียญน้อยกว่าวันละสี่สิบห้าเหรียญมาก…”