ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 397 ร้านอาหารเปิดแล้ว
ตอนที่ 397 ร้านอาหารเปิดแล้ว
ตอนที่ 397 ร้านอาหารเปิดแล้ว
หากตระกูลหยุนจ่ายเงินค่าจ้างเพียงยี่สิบเหรียญต่อวันก็คงไม่มีผู้ใดรังเกียจเงินค่าจ้างสี่ร้อยเหรียญต่อเดือนหรอก เนื้อชั้นดีหนึ่งจินราคาสิบสามเหรียญ ดังนั้นเงินที่หัวหน้าครอบครัวหามาได้เพียงคนเดียวก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตของคนอื่น ๆ ในครอบครัวสุขสบายได้
“งานระยะสั้นสามารถจ่ายเงินรายวันได้ แต่งานของราชสำนักเป็นงานระยะยาวจึงจ่ายเป็นรายเดือน” หยุนลี่เต๋ออธิบาย
เดิมทีหยุนลี่เต๋อคิดว่าทุกคนเป็นเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันจึงอยากกระจายรายได้ให้อย่างทั่วถึง ทุกคนจะได้มีความสุขมากขึ้น ภายหลังใน ‘หนังสือสัญญาจ้าง’ ของลูกจ้างระยะยาวเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าลูกจ้างจะได้เงินค่าจ้างเดือนละสี่ร้อยเหรียญ
“ครอบครัวของเจ้าเพิ่มเงินให้ลูกจ้างทุกปี ทั้งยังให้เงินกำนัลในวันตรุษจีนอีก!” ชาวบ้านผู้หนึ่งกล่าว
“งานของราชสำนักทั้งเหนื่อย ไม่ได้เงินรางวัล และไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่” ชาวบ้านอีกคนกล่าวเสริม
“ทุกคนอย่าเพิ่งบ่น ฟังข้าสักสองสามประโยคเถิด” หยุนลี่เต๋อเห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องดี หากไม่มีงานนี้ พวกเราคงได้ทำเพียงงานเล็กน้อย ปีหนึ่งคงได้กินเนื้อไม่กี่มื้อเท่านั้น แต่ตอนนี้มีรายได้เดือนละสี่ร้อยเหรียญ ไม่เพียงแค่กินเนื้อ แต่ยังสามารถซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้เมียได้อีกด้วย!”
“เมื่อครู่ข้ากลับมาจากในเมือง ได้ยินว่าชาวบ้านจากหมู่บ้านข้างเคียงหลายคนต่างรีบร้อนกันไปลงรายชื่อเพื่อทำงานกับสำนักราชวังทันทีที่ได้รับข่าว แต่สุดท้ายก็ไปไม่ทัน ตอนนี้พวกเราทุกคนมีงานทำอย่างมั่นคง เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว เราได้รับเงินเดือนละสี่ร้อยเหรียญ ปีหนึ่งเราจะได้สี่ตำลึง และพวกเราตั้งปณิธานว่าจะตั้งใจเก็บออมมิใช่หรือ!”
หยุนลี่เต๋อสวมชุดใหม่ที่แม่นางเหลียนตั้งใจตัดเย็บให้สามี เขาสวมชุดสีฟ้าสดใส แผ่นหลังเหยียดตรง เสียงดังกังวานน่าเกรงขาม แม้คำพูดของหยุนลี่เต๋อจะเรียบง่าย แต่กลับมีเหตุผลอย่างไม่น่าเชื่อจึงทำให้ชาวบ้านทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขา
เมื่อคิดตามวาจาของหยุนลี่เต๋อ ชาวบ้านก็พบว่าเป็นจริงดังที่เขาพูด อย่างไรเสียงานนี้ก็ดีกว่ากลับไปทำงานแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเช่นเดิม
“ข้าจะถามทุกคนอีกครั้ง” หยุนลี่เต๋อกล่าว “พวกท่านยินดีทำงานนี้หรือไม่? หากเปลี่ยนใจ เราจะต้องแจ้งพวกเขาทันทีเพื่อที่ราชสำนักจะได้หาคนมาแทน และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา”
ไม่มีผู้ใดส่งเสียง
เหล่าชาวบ้านต่างเข้าใจดีว่าหากตนถอนตัว กลุ่มคนที่อาศัยอยู่หมู่บ้านข้างเคียงก็ยินดีทำแทนทุกเมื่อ นอกจากนี้เงินสี่ร้อยเหรียญนับว่าไม่น้อย ทั้งยังทำงานอยู่ใกล้หมู่บ้าน ภรรยาและลูกก็อยู่ในสายตาถือว่าปลอดภัย แล้วมีเหตุผลใดให้ปฏิเสธอีกเล่า!
หนึ่งวันต่อมา ชายฉกรรจ์หลายสิบคนถูกเรียกมารวมตัวเพื่อสร้างที่พักบนภูเขา ในเมื่อมีแรงงานจำนวนมาก การก่อสร้างจึงแล้วเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน ที่พักหลายหลังถูกสร้างขึ้น เหมืองเกลือที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มขุดอย่างเป็นทางการแล้ว
หลังจากที่คนงานจำนวนมาก หัวหน้าคนงาน และขุนนางจากราชสำนักที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในการขุดเหมืองเกลือเริ่มขึ้นไปบนภูเขา ร้านค้าของตระกูลหยุนก็เปิดทำการทำที
คืนก่อนเปิดร้าน แม่นางเหลียนเตรียมอาหารไว้หลายประเภทได้แก่ ไก่ต้มน้ำปลา เนื้อ ไข่ไก่ นอกจากนี้ยังมีเนื้อสับ และบะหมี่สองห่อ แม้จะมีปริมาณไม่มาก ทว่านางทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถัน
เช้าตรู่ของวันถัดมา เสียงระเบิดดังขึ้น เหล่าชาวบ้านต่างตบเท้าขึ้นเขาไปดูความตื่นตาตื่นใจ
“โอ้ ร้านอาหารเปิดแล้วหรือ ขายอะไรบ้างล่ะ?” มารดาของหวังเอ้อยาชะโงกหน้ามองด้านในร้าน “จุ๊ ๆ กว้างขวางและแปลกตาเสียจริง น้องสะใภ้ของพวกเราช่างขยันขันแข็งจนมีหมู่บ้านขนาดใหญ่เป็นของตนเอง ไยจึงไม่อยู่เฉย ๆ เล่า”
“ข้าทำงานจนชินน่ะ คนที่ทำงานบนภูเขาส่วนมากเป็นคนต่างถิ่น ไม่สะดวกกลับไปกินข้าวที่บ้าน ดังนั้นเราจึงขายอาหารใกล้พวกเขา” แม่นางเหลียนกล่าวอย่างมีความสุขพลางเปิดฝาหม้อใบใหญ่และใช้ทัพพีกวนโจ๊กข้าวฟ่างอย่างช้า ๆ
“กิจการครอบครัวของเจ้าราบรื่นขึ้นทุกวัน” สตรีอีกนางหนึ่งกล่าวออก “ทันทีที่ร้านอาหารร้านนี้เปิดขาย กลุ่มคนที่ทำงานบนภูเขาต้องมาซื้อจนได้รับเงินเป็นกอบเป็นกำแน่ เห็นแล้วก็อดโลภมากไม่ได้”
หมู่บ้านไป๋ซีมีชาวบ้านอาศัยอยู่หลายสิบครัวเรือน ครึ่งหนึ่งของชายฉกรรจ์ขึ้นทำงานบนภูเขา คนที่เหลือส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีที่คอยดูแลพืชในไร่นา ดูแลงานบ้าน รวมไปถึงปรนนิบัติผู้เฒ่าและเด็กน้อย
สตรีนางหนึ่งกล่าวด้วยความอิจฉา “สะใภ้รอง ชีวิตของเจ้าดีจริง ๆ ซื้อที่ดินผืนใหม่ สร้างเรือนหลังใหม่ ทั้งยังมีเงินให้ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่หมด บุตรสาวมีความสามารถ บุตรชายมีอนาคตอันสดใส สามารถอ่านออกเขียนได้ ช่างเป็นความสุขที่ไม่มีวันสิ้นสุดเสียจริง “
“ตอนนี้ทุกคนสามารถหาเงินได้แล้ว ไม่นานชาวบ้านในหมู่บ้านของเราก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” แม่นางเหลียนหัวเราะพลางหวนนึกถึงเรื่องในปีที่แล้ว ตอนนั้นนางคีบอาหารกินเพียงคำเดียวก็โดนแม่เฒ่าจูด่าทอจนแทบกระอักเลือด น่าหดหู่ใจไม่น้อย
“เมื่อไรข้าจะมีชีวิตเช่นเจ้าบ้าง คงได้แต่หลับฝันสินะ” สตรีนางนั้นเลื่อนสายตามองสืออีที่กำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตาไฟอีกครั้ง นางพลันคิดในใจว่าคนงานระยะยาวที่สะใภ้รองจ้างมาช่างมีหน้าตาหล่อเหลาไม่ธรรมดา นี่คือชีวิตแบบไหนกัน?
ชาวบ้านบางคนไม่พอใจที่ตระกูลหยุนเปิดร้านอาหาร มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนเลิกคิ้วมองไปยังซึ้งนึ่งที่มีควันลอยออกมาพลางเอ่ยถาม “คนที่ทำงานบนภูเขาลูกนี้ล้วนยากจนทั้งสิ้น เจ้าขายซาลาเปาราคาเท่าไรล่ะ?”
“ลูกละสองเหรียญ” แม่นางเหลียนตอบ “ซาลาเปาไส้หมูสับ”
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนส่งเสียง “จุ๊ ๆ” ก่อนกล่าวต่อ “ทำงานบนเขาได้เงินวันละเท่าไหร่กัน? ซาลาเปาหนึ่งลูกราคาสองเหรียญ ใครจะมีเงินซื้อเล่า หมู่บ้านของเราอยู่ในชนบท ฉะนั้นจะเปรียบเทียบกับในเมืองไม่ได้…” น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยนัยอันหนักแน่นขณะพยายามโน้มน้าวใจอีกฝ่าย
แม่นางเหลียนเหยียดยิ้ม “ไม่เป็นไร เจ้าไม่ลองชิมก่อนหรือ ข้าทำมาไม่มากนัก หากไม่มีคนซื้อจริง ๆ ก็ช่างมันเถอะ”
“จริงสิ ตอนนี้ครอบครัวของเจ้าร่ำรวยแล้วคงไม่สนใจเรื่องนี้หรอก ไม่เหมือนพวกเราที่อยากทำการค้าขนาดเล็ก แม้จะมีเงินเพียงน้อยนิดก็ตาม” แม้ใบหน้าของมารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนจะเปื้อนยิ้ม ทว่าในใจนางกลับอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจที่ตระกูลหยุนมักปฏิเสธที่จะให้บุตรสาวแต่งงานกับบุตรชายของตนอยู่เสมอ
ขณะเดียวกัน ชายฉกรรจ์กว่าสิบคนก็เดินทางลงมาตามเส้นทางคับแคบบนภูเขาไกล ๆ คนที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดโบกมือมาทางร้านค้าของตระกูลหยุน “พี่รองหยุน พี่สะใภ้!”
คนผู้นี้มีนามว่าจินซุน และมีฉายาว่าจินต้าเหยียน* ดวงตากลมโตคู่นั้นคล้ายกับมองผู้อื่นด้วยสายตาดุดันตลอดเวลา แม้ใบหน้าของเขาจะดูเกรี้ยวกราดอยู่บ้าง ทว่าเนื้อแท้เป็นคนจิตใจดีงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากคุ้นเคยกันดี เขามักเรียกตนเองว่าพี่น้องอย่างเปิดเผย นอกจากนี้เขามีรูปลักษณ์สง่างาม แต่กลับดูไม่มีราศีของขุนนาง เมื่อรู้ว่าตระกูลหยุนเปิดร้านค้า จินต้าเหยียนจึงนำกลุ่มคนงานไม่ว่าจะกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่มาอุดหนุนพวกเขา
*หมายถึง คนแซ่จินผู้มีดวงตากลมโต
“น้องจิน” หยุนลี่เต๋อเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายพลางประสานมือ “เจ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ”
“ระยะทางไม่ไกล ระยะทางไม่ไกล!” จินต้าเหยียนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจก่อนจงใจกดเสียงให้เบาลงพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “อาหารหม้อใหญ่บนภูเขารสชาติใช้ไม่ได้ ข้าจึงพาพี่น้องมาฝากท้องที่นี่”
“รีบเข้าไปนั่งข้างในเถิด” หยุนลี่เต๋อกล่าวทักทาย “พี่น้องทั้งหลายอยากกินอะไรรึ? ซาลาเปา โจ๊ก บะหมี่ ไก่ต้มน้ำปลาอุ่นร้อน”
“เริ่มกันเลย…” จินต้าเหยียนนับจำนวนคน “เอาซาลาเปาสามสิบลูก โจ๊กหนึ่งชาม ไข่ไก่สองฟอง แล้วก็ไก่ต้มน้ำปลาห่อขึ้นไปกินบนภูเขา”
พริบตาเดียวชายฉกรรจ์กว่าสิบคนก็กระจายตัวนั่งจนเต็มทั้งหมดสามโต๊ะ แม่นางเหลียนและหยุนเชวี่ยรีบตักโจ๊กใส่ชามพลางยกซาลาเปามาวางไว้บนโต๊ะ ตามมาด้วยผักดอง ไอร้อนจากโจ๊กและกลิ่นหอมกรุ่นลอยปะทะเข้ากับใบหน้าของเหล่าชายหนุ่ม
“ลองชิมฝีมือของพี่สะใภ้ข้าดูสิ” จินต้าเหยียนหยิบซาลาเปาขึ้นมาพร้อมกล่าวเสียงดัง “พี่น้องทั้งหลาย หากใครยังไม่อิ่มก็สามารถสั่งเพิ่มได้ วันนี้ข้าเลี้ยงพวกเจ้าเอง!”