ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 398 บทสนทนาที่น่าอึดอัดใจ
ตอนที่ 398 บทสนทนาที่น่าอึดอัดใจ
ตอนที่ 398 บทสนทนาที่น่าอึดอัดใจ
แม่นางเหลียนคือสตรีผู้มีคุณธรรมเปี่ยมล้นที่สุดในหมู่บ้าน นางล้วนทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความรอบคอบและพิถีพิถัน หยุนลี่เต๋อและแม่นางเหลียนทั้งสองคนต่างเป็นคนดีโดยเนื้อแท้ ซาลาเปาที่ทำขายในร้านค้านั้นมีแป้งข้างนอกบาง ทว่าไส้ข้างในกลับแน่นทะลัก กลิ่นหอมกรุ่น กัดเข้าไปแล้วละมุนลิ้น ทั้งยังอิ่มท้อง ยิ่งไปกว่านั้นโจ๊กร้อน ๆ ทั้งข้นและเหนียว ตลอดจนผักดองที่ทำด้วยตนเองที่รสชาติวิเศษกว่าที่ใดช่วยขับลมหนาว ทำให้ร่างกายอบอุ่นยิ่งขึ้น
จินต้าเหยียนกินซาลาเปาสามลูกจนหมดในรวดเดียว ก่อนอ้าปากเรอและตักโจ๊กเข้าปากอีกสองคำ เขากล่าวชื่นชมฝีมือในการทำอาหารของแม่นางเหลียนอย่างจริงใจ เมื่อกินหมดแล้ว จินต้าเหยียนก็สั่งเนื้อตุ๋นสองชิ้นและไก่ย่างสองตัวใส่ห่อกระดาษน้ำมันเพื่อนำขึ้นไปบนภูเขา
หยุนเชวี่ยห่ออาหารด้วยกระดาษน้ำมันอย่างคล่องแคล่วก่อนยื่นให้จินต้าเหยียน เขาล้วงถุงเงินออกมาพลางกล่าวว่า “แม่นางน้อย ทั้งหมดเป็นเงินเท่าไรหรือ?”
หยุนลี่เต๋อกำลังจะโบกมือปฏิเสธ ทว่าหยุนเชวี่ยโพล่งขึ้นเสียก่อน “ซาลาเปาสองเหรียญ ไข่สองเหรียญ โจ๊กหนึ่งชาม บวกเนื้อตุ๋นยี่สิบเหรียญ ไก่ย่างสามสิบห้าเหรียญ รวมเป็นเงินสองร้อยสี่สิบสองเหรียญเจ้าค่ะ แต่ข้าลดราคาให้ท่านเหลือสองร้อยสี่สิบเหรียญถ้วน”
“โอ้ ดูแม่นางน้อยผู้นี้สิ คิดคำนวณแม่นยำยิ่ง นางยังเยาว์วัย แต่กลับฉลาดหลักแหลมไม่แพ้ผู้ใหญ่!” จินต้าเหยียนเลิกคิ้วพลางหยิบก้อนเงินขาว*แตกหักหนึ่งก้อนออกมา “หาเจอแล้ว จดจำนวนเงินทอนไว้ในบัญชีก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาเอา”
*ก้อนเงินขาว 1-2 ก้อน มีค่าเท่ากับเงินปัจจุบัน 2,000 หยวน
“ได้” หยุนเชวี่ยกล่าวอย่างไม่สำรวมพลางยื่นมือออกไปรับเงิน “ท่านอาจินเพิ่งเดินทางมาถึง ครอบครัวของข้าต้องทำหน้าที่เจ้าถิ่นดูแลต้อนรับพวกท่านอย่าให้บกพร่อง คืนวันพรุ่งนี้ ท่านพ่อของข้าจะซื้อสุราชั้นดีมาจัดเลี้ยง ส่วนท่านแม่ของข้าจะทำอาหารที่มีรสชาติอร่อยกว่าภัตตาคารใด ๆ ท่านต้องมาให้ได้นะเจ้าคะ”
“ใช่ ๆ ๆ!” หยุนลี่เต๋อรีบพยักหน้า “ทุกคนต้องมาให้ได้ พี่สะใภ้ของเจ้าจะทำอาหารจานพิเศษเพิ่มอีกสองสามจาน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หากอย่างนั้นข้าคงพลาดไม่ได้” จินต้าเหยียนรับคำอย่างตรงไปตรงมา จากนั้นเดินหิ้วห่อเนื้อตุ๋นและไก่ย่างไปพูดคุยเหล่าลูกน้อง “พรุ่งนี้พวกเราพี่น้องไปสังสรรค์ที่บ้านพี่รองกันเถอะ”
เมื่อเหล่าชายฉกรรจ์เดินจากไปไกล สตรีผู้หนึ่งก็ชะโงกหน้ามาสอบถามแม่นางเหลียน “สะใภ้รอง ครั้งนี้เจ้าขายอาหารได้เงินเท่าไร?”
“นั่น…” แม่นางเหลียนยิ้มอย่างลำบากใจ “เรื่องนั้นข้าก็คำนวณไม่ได้เช่นกัน”
เห็นได้ชัดว่านางจงใจตอบปัด ทว่าสตรีนางนั้นไม่ลดละความพยายามยังคงซักไซ้ไม่หยุด “เชวี่ยเอ๋อ เจ้าเป็นคนคิดคำนวณเงิน ขุนนางท่านนั้นให้เงินเจ้าสองร้อยกว่าเหรียญ ครอบครัวของเจ้าได้กำไรเท่าใดกัน? อย่างน้อยต้องมากกว่าสิบเหรียญแน่?”
“ท่านป้าสะใภ้ ไหนเลยจะถามเช่นนี้ได้เจ้าคะ” หยุนเชวี่ยหัวเราะพลางกล่าวหยอกล้อ “ท่านไปซื้อผ้าที่ร้านขายผ้าแล้วถามเถ้าแก่ว่าเขาขายผ้าหนึ่งฉื่อได้กำไรเท่าใดหรือ? หากเถ้าแก่บอกว่าไม่ได้กำไร ป้าสะใภ้คงไม่เชื่อ แต่หากบอกว่าได้กำไรมากโข ป้าสะใภ้ก็จะรู้สึกไม่สบายใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ครั้งหน้าท่านป้ายังจะไปซื้อผ้าจากเขาอยู่หรือไม่?”
“…” สตรีผู้ที่เอ่ยถามนิ่งอึ้ง
“เด็กสาวคนนี้ฉลาดยิ่งนัก หากเจ้าอยากพูดคุยกับนาง ก็ระวังอย่าให้นางตอกกลับได้ล่ะ” มารดาของหวังเอ้อยากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“สะใภ้รอง วันนี้เจ้าเพิ่งขายอาหารได้เพียงสองร้อยเหรียญ แต่กลับเชิญชวนคนเหล่านั้นไปร่ำสุราและกินอาหารที่เรือน ทำเช่นนี้เจ้าต้องการกำไรหรือขาดทุนกันแน่?” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนฉีกยิ้ม ทว่าในใจของนางกลับอัดแน่นด้วยโทสะ
“การค้าก็คือการค้า น้ำใจก็คือน้ำใจ ไม่มีสิ่งใดผิดหรือถูก” หยุนเชวี่ยกล่าว “ท่านพ่อของข้ามีความสัมพันธ์อันดีกับอาจิน แม้ครอบครัวของข้าจะไม่เปิดร้านอาหาร แต่พวกเราก็ต้องต้อนรับขับสู้พวกเขาอย่างดีที่สุด”
“ตอนนี้พ่อของเจ้ามียศศักดิ์แล้วนี่” มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนแสร้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ทั้งยังเรียกขุนนางเหล่านั้นว่าพี่น้องด้วย ช่างน่าอัศจรรย์”
“ผิดแล้ว หากไม่ใช่เพราะเจ้ารอง เหล่าบุรุษในหมู่บ้านของเราก็คงไม่ได้ขึ้นไปทำงานบนภูเขาหรอก แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงยังไม่สามารถทำเช่นนี้ได้!” มารดาของต้าหวังกล่าวเสียงดัง เพราะทนไม่ไหวกับวาจาเหน็บแนมของอีกฝ่าย
เนื่องจากต้าหวังแต่งงานกับหยุนเยี่ยนซึ่งเป็นคนของตระกูลหยุน เรื่องที่มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนนินทาคนในตระกูลหยุนก็มักลอยไปเขาหูของตระกูลอู๋บ่อยครั้ง พวกนางทั้งสองจึงไม่ลงรอยและคอยตีฝีปากกันตลอดทุกครั้งที่พบหน้า
มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนมีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอกมักนินทาผู้อื่นลับหลัง ทว่าเรื่องทักษะการจิกกัดยังน้อยกว่ามารดาของต้าหวังหลายขุม ทุกคนต่างคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกนางจะดีขึ้นบ้างหลังจากพูดคุยกันบ่อย ๆ ทว่าผิดถนัด ไม่เพียงไม่ญาติดี แต่กลับมีปากเสียงกันอยู่ร่ำไป
มารดาของต้าหวังยืนเท้าเอวพลางปรายตามองไปที่มารดาของโฉ่วเหือและโฉ่วช่วนอย่างไม่พอใจ ขณะลอบกลอกตาภายในใจ
เมื่อถึงยามเที่ยง หวังเอ้อยาเดินทางมาที่ร้านขายอาหารเพื่อซื้อซาลาเปาสองลูกและโจ๊กหนึ่งชาม นางกินอาหารไปพลาง มองสืออีไปพลาง ทำให้เขาอึดอัดจนแทบทนไม่ไหวจึงต้องวิ่งไปที่ประตูเรือนก่อนตะโกนเรียกหยุนเชวี่ย
“มีอะไร?” หยุนเชวี่ยกำลังคิดเสาะหาช่างตีเหล็กฝีมือดีที่ตั้งร้านอยู่ในเมือง เนื่องจากต้องการสร้างเตาย่างขนาดใหญ่ นางเหลาไม้ให้มีขนาดเล็ก มีความยามประมาณเท่ากับแขนของตนเพื่อใช้เสียบเนื้อสองชิ้นและผักหลากชนิดห้าชิ้น จากนั้นนำไปย่างในเตา
“ข้า… ข้าจะเข้าไปในกระท่อมสักครู่! ฝากเจ้าดูแลร้านด้วย!”
“เรื่องมากเสียจริง” หยุนเชวี่ยปัดฝุ่นออกจากมือก่อนเดินไปยังประตูรั้วแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ‘หึ ที่แท้ก็เป็นเพราะหวังเอ้อยานี่เอง’
สืออีวิ่งเข้าไปในกระท่อมอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟลนก้น หยุนเชวี่ยใช้เท้าลากเก้าอี้ตัวเล็กเข้ามาหาตน จากนั้นนั่งลงตรงหน้าร้าน ต้าหวงเดินเข้ามาหาเจ้านายแล้วพยายามเกาะขาของนางพร้อมกระดิกหางไม่หยุด
“เชวี่ยเอ๋อ ซาลาเปาของเจ้าอร่อยยิ่งนัก” หวังเอ้อยาพลันเอ่ยขึ้น
“หากเจ้าอยากกิน ก็มาซื้อบ่อย ๆ สิ” หยุนเชวี่ยเอ่ยตอบพลางหันไปยิ้มให้นาง
“ได้” หวังเอ้อยาพยักหน้าขณะฉีกยิ้มจนตาหยี “เช่นนั้นต่อไปข้าจะมาที่นี่ทุกวัน”
หยุนเชวี่ยตะลึงงัน “เจ้า…วันนี้แม่ของเจ้าไม่ทำอาหารหรือ?”
หวังเอ้อยา “ข้าเบื่ออาหารที่บ้านน่ะ”
หยุนเชวี่ย “อ้อ…”
แม้ว่าทั้งสองคนจะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทว่าปกติแล้วพวกนางไม่ได้คลุกคลีกันมากเท่าที่ควร นับประสาอะไรกับคุ้นเคยกันดี เพียงพูดคุยกันสองประโยคก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว
หวังเอ้อยากัดซาลาเปาคำเล็กพลางหันมองซ้ายขวา
หยุนเชวี่ยใช้ปลายเท้าถูหน้าท้องของต้าหวงเบา ๆ เจ้าสุนัขไม่รู้ว่าบรรยากาศอึมครึมคืออะไร มันนอนหงาย ขาทั้งสี่ชี้ขึ้นฟ้าขณะหรี่ตาลงอย่างสบายใจ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง หวังเอ้อยาแสร้งเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ “เอ๊ะ? เหตุใดลูกจ้างของเจ้าถึงหายตัวไปนานแล้วยังไม่กลับมาอีก? เขาคงไม่ท้องร่วงหรอกใช่หรือไม่?”
หยุนเชวี่ย “อ้อ อาจเป็นเช่นนั้น…”
“เชวี่ยเอ๋อ พรุ่งนี้ข้าอยากไปเที่ยวเล่นในเมือง พวกเราไปด้วยกันดีหรือไม่?” หวังเอ้อยาแสดงท่าทีเป็นมิตร
“ที่บ้านข้ามีแขกมาเยี่ยมเยือนน่ะ ท่านแม่จึงยุ่งเป็นพิเศษ ฉะนั้นข้าต้องอยู่ช่วยนางเตรียมอาหาร” หยุนเชวี่ยปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม “ท่านพ่อข้ายังต้องไปซื้อสุราที่ในเมือง เขาสามารถพาเจ้าเข้าเมืองไปด้วยได้”
ดวงตาของหวังเอ้อยาเปล่งประกาย “พ่อเจ้าพาลูกจ้างไปด้วยหรือไม่?”
หยุนเชวี่ย “อาจไม่พาไปด้วย…”
“อ๋อ” สีหน้าของหวังเอ้อยาผิดหวังเล็กน้อย “หากอย่างนั้นช่างมันเถอะ พวกเราสองคนไปด้วยกันวันอื่นดีกว่า”
หยุนเชวี่ย “…”
สืออียังคงไม่กลับมา หวังเอ้อยากัดซาลาเปาทีละน้อย ขณะที่โจ๊กในชามตรงหน้าเย็นชืดจนเสียรสชาติ นางรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะรอคอยต่อไปจึงล้วงเงินห้าเหรียญออกมาจากถุงเงินที่วางอยู่ข้างหน้า
“เชวี่ยเอ๋อ ข้าขอตัวกลับก่อน”
“อ้อ ช้าก่อน”
“หืม พรุ่งนี้ข้าจะมาใหม่”
“ได้…”
หวังเอ้อยาเดินออกไปสามก้าวก่อนหันกลับมามองแล้วเดินออกไปจนลับตา สืออีเดินออกมาจากที่ใดไม่มีใครรู้ ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ข้าคิดว่าเจ้าตกหลุมอยู่ที่ใดสักที่แล้ว” หยุนเชวี่ยเหลือบมองสืออี
สืออี “เกือบไปแล้ว”
หยุนเชวี่ยหัวเราะหึหึ “พรุ่งนี้หวังเอ้อยาจะมาที่นี่อีก เจ้าอย่าเรียกข้าเลย”
สืออี “พรุ่งนี้นางจะมาอีก?”
“ผู้อื่นมาหาเจ้ามิใช่ข้า อย่าดึงตัวข้าเข้าไปพัวพันด้วยสิ” หยุนเชวี่ยเก็บเงินที่วางอยู่บนโต๊ะลงในกล่องใส่เงินพลางตะโกนเรียกต้าหวง หนึ่งคนหนึ่งสุนัขเดินเข้าไปในลานเรือน ทิ้งให้สืออีจมอยู่กับตัวอักษรตัวใหญ่สองตัว
มาอีก?