ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 399 ช่วยเหลือเกื้อกูล
ตอนที่ 399 ช่วยเหลือเกื้อกูล
ตอนที่ 399 ช่วยเหลือเกื้อกูล
ก่อนหน้านี้หวังเอ้อยาไม่เคยพูดคุยกับหยุนเชวี่ยแม้แต่คำเดียว แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ ๆ นางถึงต้องการสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมา มิอาจมีผู้ใดล่วงรู้เจตนาของนางได้
ในเมื่อสืออีหลบหน้า ฉะนั้นนางจำต้องผูกมิตรกับหยุนเชวี่ยเอาไว้ อนาคตยังอีกยาวไกล ไยต้องกลัวการไขว่คว้า?
วันรุ่งขึ้น หวังเอ้อยามาที่ร้านอาหารอีกครั้ง
สืออีอ้างว่าตนต้องไปผ่าฟืน จากนั้นวิ่งออกไปโดยไม่หยิบมีดผ่าฟืนไปด้วย
วันที่สาม…
สืออีอ้างว่าต้องไปตักน้ำใส่โอ่งและหายตัวไปนานกว่าชั่วหนึ่งก้านธูป
วันที่สี่…
สืออีวิ่งออกไปทำความสะอาดคอกหมูและนั่งจ้องหมูตลอดทั้งยามเช้า
วันที่ห้า…
หยุนเชวี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามหวังเอ้อยา “เจ้ากินซาลาเปาทุกวันไม่เบื่อหรือ?”
ซาลาเปาสองลูกและโจ๊กหนึ่งชามราคาห้าเหรียญ สั่งติดกันห้าวันก็เป็นเงินยี่สิบห้าเหรียญ ชาวบ้านที่สามารถใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ได้ต้องมาจากครอบครัวมีฐานะเท่านั้น หยุนเชวี่ยทอดถอนใจ ช่างทุ่มเทเสียจริง
“ซาลาเปาของร้านเจ้าอร่อยมาก” หวังเอ้อยาเลียคราบน้ำมันตรงมุมปาก
หวังเอ้อยามีรูปร่างสูงใหญ่ คิ้วหนา ดวงตากลมโต ริมฝีปากหนา ดังนั้นเมื่อนางกัดซาลาเปา ริมฝีปากของนางจึงมันปลาบทำให้ดูน่าเกลียดยิ่งขึ้น
“ไยวันพรุ่งนี้เจ้าไม่ลองชิมบะหมี่ดูเล่า?” หยุนเชวี่ยมองริมฝีปากหนาของหวังเอ้อยาที่เผยอออกเล็กน้อย
เรื่องอาหารไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับหวังเอ้อยา ขณะนี้กินอะไรก็ไม่สำคัญ นางจึงตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ดี พรุ่งนี้ข้าจะกินบะหมี่ ลูกจ้างของเจ้าเล่า? เขาทำอะไรอยู่?”
หยุนเชวี่ยเกาศีรษะ “เขาไปส่งเสบียงอาหารที่หมู่บ้านใหม่กับท่านพ่อ”
“จะกลับมาเมื่อไร?”
“ไม่รู้สิ”
หวังเอ้อยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “เดือนที่ผ่านมา ครอบครัวของเจ้าจ่ายเงินค่าจ้างให้เขาเท่าไหร่? เหตุใดถึงให้เขาทำงานหนักเช่นนี้?”
หยุนเชวี่ย ‘ข้ายังไม่ได้พูดอะไรก็เจ็บปวดใจแล้ว?’
“แม่นางน้อย บะหมี่เนื้อตุ๋นห้าชาม เพิ่มเนื้อชิ้นใหญ่สองชิ้น และซาลาเปาอีกสิบลูก!” ขณะเดียวกันเหล่าชายฉกรรจ์ก็เดินทางลงมาจากภูเขา
“ได้เจ้าค่ะ เชิญนั่งลงก่อน รอสักครู่นะเจ้าคะ” หยุนเชวี่ยกล่าวทักทายลูกค้าอย่างชำนาญพลางตะโกนไปทางห้องครัวที่อยู่ติดกัน “ท่านแม่ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อตุ๋นห้าชาม เพิ่มเนื้อชิ้นใหญ่สองชิ้น!”
แม่นางเหลียนขานรับก่อนลวกเส้นบะหมี่อย่างคล่องแคล่ว ราดน้ำแกงกระดูกหมูสองทัพพี และขั้นตอนสุดท้ายวางเนื้อตุ๋นชิ้นหนาไว้ด้านบน
กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นลอยคลุ้งในอากาศ ถ้วยบะหมี่ชามใหญ่ถูกวางลงบนโต๊ะ ชายฉกรรจ์ผู้นั้นถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน “โอ้โห หากไม่มีร้านอาหารของครอบครัวเจ้า การใช้ชีวิตบนภูเขาคงลำบากไม่น้อย”
ชายผู้นี้คือเจ้าหน้าที่ควบคุมงานที่ราชสำนักส่งมา ขุนนางผู้นี้ไม่ได้กำยำ ทว่ามีรูปร่างอ้วน และแม้ว่างานที่เขาได้รับมอบหมายจะไม่ได้ลำบาก แต่มันกลับน่าเบื่อและน่าเหนื่อยหน่าย
พ่อครัวที่ทางราชสำนักส่งมาจำต้องดูแลเรื่องอาหารการกินของคนงานกว่าสองร้อยคน ฉะนั้นปริมาณของอาหารจึงเยอะมาก ทว่ารสชาติกลับใช้ไม่ได้ ขุนนางที่เคยชินกับอาหารหรูรสชาติยอดเยี่ยมในเมืองจะทนรับประทานอาหารรสชาติเช่นนั้นได้อย่างไร หลังจากทราบว่ามีร้านอาหารเปิดอยู่บริเวณเชิงเขา เถ้าแก่เนี้ยมีฝีมือในการทำอาหารไม่เป็นรองใคร พวกเขาจึงตื่นตาตื่นใจราวกับพบเจอขุมสมบัติและอดใจรอไม่ไหวที่จะชิมรสมือของนาง
คราก่อนหยุนลี่เต๋อเชิญชวนจินต้าเหยียนและพี่น้องของเขาไปสังสรรค์ที่เรือนของตน นอกจากอาหารเพียงไม่กี่อย่างแล้ว ยังมีหม้อไฟและมีสะเต๊ะจีนอีกด้วย ผลคือแขกผู้มาเยือนรับประทานอาหารเหล่านั้นอย่างเอร็ดอร่อย และสองวันต่อมา พวกเขาก็ลงมากินอาหารที่ร้านของหยุนลี่เต๋ออีกครั้ง
“แม่นางน้อย วันนี้มีขาหมูตุ๋นซอสหรือไม่?” ชายผู้หนึ่งเอ่ยถาม
“มีทั้งไก่ย่าง ขาหมู ไข่พะโล้ และทุกอย่างเลยเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าว
“เช่นนั้นเอาขาหมู ไก่ย่าง และเนื้อตุ๋นติดมันหั่นให้เท่า ๆ กันสองชิ้น แล้วก็ขอต้นหอม ขิง กระเทียม ปรุงรสให้ข้าด้วย ข้าจะเอากลับไปกินบนภูเขา”
“จริงสิ เหล้าที่บ้านของเจ้ายังเหลืออยู่หรือไม่?” ชายอีกคนหนึ่งกล่าว
“มีเจ้าค่ะ สุราดอกท้อที่พวกท่านดื่มครั้งที่แล้วยังเหลืออีกครึ่งไห” หยุนเชวี่ยกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม
“เยี่ยม ขายให้ข้าเถิด โปรดหาน้ำเต้าสองลูกมาใส่สุราให้ข้าด้วย” คนผู้นั้นหัวเราะคิกคัก จากนั้นกินไปพลาง พูดคุยไปพลาง “แม่นางน้อย ค่าอาหารทั้งหมดเป็นเงินเท่าไหร่?”
คนกลุ่มนี้ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ค่าอาหารและเครื่องดื่มหนึ่งมื้อเป็นเงินสามสี่ร้อยเหรียญ ทว่ากินไม่หมดแม้แต่มื้อเดียว หยุนเชวี่ยทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวันและพบว่าหลายวันมานี้ครอบครัวของตนมีกำไรสุทธิเกือบสองตำลึง หลังจากที่ตัดเงินทุนออกไปแล้ว
ยามบ่าย หยุนลี่เต๋อและสืออีขับรถม้ากลับมายังหมู่บ้านไป๋ซี พวกเขาซื้อสุราสองไห แกะครึ่งตัว เครื่องปรุงรสบางชนิด ขนม และชามาจากในเมือง
ขณะที่รับประทานอาหารมื้อกลางวัน หยุนเชวี่ยก็เสนอเรื่องที่ตนต้องการจ้างลูกจ้างขึ้นมา
“จ้างคนงาน?” แม่นางเหลียนกล่าว “ไม่เป็นไรหรอก แม่ไม่ได้ยุ่งจนทำงานไม่ทันเสียหน่อย เรื่องแค่นี้แม่ทำเองได้ เจ้ายังจะจ้างใครอีก?”
หยุนเชวี่ยตอบว่า “ท่านแม่ทำงานทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บางวันต้องตื่นนอนตั้งแต่รุ่งสาง หากเราจ้างลูกจ้าง ท่านแม่ก็จะมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น”
“ลูกสาวพูดถูก” หยุนลี่เต๋อสงสารภรรยาจึงพยักหน้าเห็นด้วย “วันเวลายังอีกยาวไกล เจ้าไม่สามารถทำงานหนักทุกวันได้ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เชื่อลูกสาวแล้วจ้างคนมาช่วยเถิด”
“ไม่ใช่ว่าข้ากังวลเรื่องค่าใช้จ่าย… ข้าไม่ใช่คนรวย ฉะนั้นจึงรู้สึกแย่เมื่อถูกห้ามทำงาน” แม่นางเหลียนคุ้นชินกับการทำงานหนักมานาน เดิมทีนางมีฐานะยากจนจึงต้องตักน้ำใส่โอ่ง ปลุกพืชผล ทั้งยังต้องปรนนิบัติคนในครอบครัวของสามีจนเป็นกิจวัตร ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกว่างานขายอาหารมากโข
“ข้าไม่ได้บอกให้ท่านแม่อยู่เฉย ๆ เพียงแต่เปลี่ยนหน้าที่เป็นรับเงิน คำนวณบัญชี และคำนวณหากำไรสุทธิก็พอแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยกล่าว “ข้าวางแผนไว้ว่าจะจ้างเสี่ยวส้วยเอ๋อและแม่ของนางมาทำงาน”
เมื่อได้ยินว่าลูกสาวต้องการจ้างเสี่ยวส้วยเอ๋อและแม่นางหลี่มารดาของนาง แม่นางเหลียนก็หยุดคัดค้าน จากนั้นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนหยักหน้า “เอาเช่นนั้นก็ได้ แม่ของเสี่ยวส้วยเอ๋อไม่สามารถทำงานหนักได้ ให้นางมาขายบะหมี่และซาลาเปาที่นี่ก็แล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันตกลงเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะไปเจรจากับเสี่ยวส้วยเอ๋อ” หยุนเชวี่ยมีเจตนาจ้างงานเสี่ยวส้วยเอ๋อและมารดาของนาง สองแม่ลูกช่างมีชีวิตอาภัพนัก ครอบครัวของพวกนางไม่มีบุรุษไว้ทำงานหาเงินเจือจุนครอบครัว ไม่มีที่ดินไว้ทำมาหากิน คนหนึ่งร่างกายอ่อนแอ ส่วนอีกคนก็อายุยังน้อย
แม่ม่ายเหลียวทำงานอยู่ที่หมู่บ้านใหม่และฝากฝังให้ชีจินดูแลสวนผัก งานบ้านเล็กน้อย และปรนนิบัติแม่เฒ่าอย่างดี นับวันฐานะทางครอบครัวของเขาก็ยิ่งดีขึ้น เสี่ยวส้วยเอ๋อเห็นเช่นนั้นจึงเกิดความกังวลใจ และหมายมั่นว่าสักวันตนต้องทำให้ทุกคนในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ยามบ่ายของวันถัดมา หยุนเชวี่ยเดินทางไปหาเสี่ยวส้วยเอ๋อที่เรือน นางกำลังให้อาหารไก่อยู่ที่หน้าบ้าน ปีที่แล้วเสี่ยวส้วยเอ๋อหาเงินได้เล็กน้อยรวมกับเงินกำนัลสิ้นปี สองแม่ลูกจึงใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านเลี้ยงไก่ไว้หลายตัว จากนั้นเก็บไข่ไปขายในเมืองเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว
“ท่านแม่ ไก่หายไปหนึ่งตัว!” เสี่ยวส้วยเอ๋อยื่นนิ้วออกมานับไก่ซ้ำไปซ้ำมา เพราะกลัวตนนับผิดพลาด
“หายไปหรือ?” แม่นางหลี่เดินออกมาจากเรือน “เจ้านับผิดหรือไม่”
“มิผิด พวกเราเลี้ยงไก่ทั้งหมดแปดตัว แต่ตอนนี้เหลือเพียงเจ็ดตัว ข้านับสองรอบแล้วก็ยังมีแค่เจ็ดตัว หากไม่เชื่อท่านแม่ก็ลองนับดูสิเจ้าคะ” เสี่ยวส้วยเอ๋อกระทืบเท้าด้วยความกังวลเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นหยุนเชวี่ยที่กำลังเดินเข้ามา
“ไก่บ้านเจ้าหายไปหรือ?” หยุนเชวี่ยถาม
“พี่เชวี่ยเอ๋อ ข้าตื่นมาให้อาหารมันตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนั้นนับดูยังมีแปดตัว ข้าจึงออกไปเก็บฟืน จากนั้นกลับมานับและพบว่ามันเหลือเพียงเจ็ดตัว” เสี่ยวส้วยเอ๋อหันมองรอบ ๆ “ข้าไม่รู้ว่ามันหายไปที่ใด ข้าต้องออกไปตามหามัน”
“ข้าจะไปกับเจ้าด้วย เพราะมีเรื่องจะบอกเจ้า” หยุนเชวี่ยกล่าว
เมื่อเสี่ยวส้วยเอ๋อได้ยินเช่นนั้น นางจึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตา “พี่เชวี่ยเอ๋อ มีงานให้ข้าทำหรือ?” นางกล่าวอย่างร้อนรนว่าอยากทำงานหาเงินนานแล้ว แต่เมื่อคิดว่าหยุนเชวี่ยทำเพื่อตนมากมายจึงไม่กล้าเอ่ยถาม ด้วยเกรงว่าจะสร้างปัญหาให้กับอีกฝ่าย
“อืม มีงานให้ทำ” หยุนเชวี่ยตอบ “หลายวันมานี้ร้านอาหารของข้าขายของได้ไม่น้อย แต่กำลังคนมีไม่มากพอ ข้าจึงอยากชวนเจ้ากับแม่ไปช่วยงาน”