ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 409 รักษาชีวิตไว้ต้องใช้เงิน
ตอนที่ 409 รักษาชีวิตไว้ต้องใช้เงิน
ตอนที่ 409 รักษาชีวิตไว้ต้องใช้เงิน
ภายในบ้านตระกูลเผยวุ่นวายอลหม่านราวไก่บินสุนัขกระเจิง
อาการของเผยเล่าอู่ย่ำแย่ ใบหน้าถูกไฟคลอกอย่างรุนแรง เขาเจ็บปวดเจียนจะขาดใจตาย ทว่าทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่อาจขยับหรือและตะโกนใด ๆ ได้ นานครั้งจึงส่งเสียงโอดโอยด้วยความเจ็บปวดเท่านั้น
แม่นางเฝิงร้องไห้ไม่หยุดหย่อน ครั้นร้องหนักเข้าจนน้ำตาเหือดแห้งแทบเป็นสายเลือดก็ลุกขึ้น ดึงเผยต้าเป่ามาทุบตีระบายความโกรธ ครั้นลงโทษเขาจนเหนื่อยแล้วก็นั่งลงร้องไห้ต่อ
ฝ่ายแม่เฒ่าตระกูลเผยยังเอาแต่ปกป้องหลานชายหัวแก้วหัวแหวนของตนอย่างสุดชีวิต ดันเขาให้ไปหลบอยู่ด้านหลังตน ชี้ไปที่ปลายจมูกของแม่นางเฝิงแล้วด่าทอ “เจ้าทุบตีเขาด้วยเหตุใด? เขาอายุแค่เท่าไร? แม่อย่างเจ้าไม่หยิบจับทำงานใดเลยตลอดทั้งวัน แม้แต่ลูกคนเดียวยังดูแลไม่ให้คลาดสายตาไม่ได้ เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีกรึ?!”
แม่นางลวี่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างได้แต่เกลี้ยกล่อม “ท่านแม่ ท่านกล่าวโทษสะใภ้ห้าให้น้อยลงเถิดเจ้าค่ะ ท่านเองก็อย่าได้ร้องไห้ไปเลย พี่สี่เข้าไปในเมืองทั้งคืน ป่านนี้ยังไม่กลับมา ข้าจะออกไปรอรับเขาสักหน่อย…”
หลังจากนั้นไม่นาน
เผยเล่าซื่อเดินนำชายวัยกลางคนเดินผ่านเข้าประตูมุ่งตรงไปยังห้องปีกตะวันออก ท่านหมอเห็นเผยเล่าอู่นอนนิ่งอยู่บนเตียงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้น
สีหน้าที่ปรากฏแม้เพียงแวบเดียว ทำให้แม่นางเฝิงที่นั่งอยู่ข้างเตียงรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงครึ่งส่วน
หลังจากตรวจรักษาแล้ว อาการของเผยเหล่าอู่กลับเลวร้ายยิ่งกว่าที่เห็นภายนอกเสียอีก รอยแผลไหม้จากไฟคลอกเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่แย่กว่านั้นคือกระดูกสันหลังช่วงเอวของเขาถูกคานไม้ร่วงลงมาทับจนหัก ต่อให้รักษาชีวิตไว้ได้ ต่อไปเขายังกลายเป็นผู้พิการอยู่ดี
อย่าว่าแต่ไม่อาจทำงานได้เลย แม้แต่ชีวิตประจำวันของเขาก็ไม่อาจดูแลตัวเองได้อีกต่อไป การกินดื่ม หรือการขับถ่ายล้วนต้องมีคนคอยปรนนิบัติ
“เจ้า…ยังต้องการรักษาต่อไปหรือไม่?” ว่าแล้วท่านหมอจึงเรียกคนตระกูลเผยให้ออกนอกประตูห้องเพื่อเอ่ยถาม หลังจากอธิบายอาการที่เผยเล่าอู่เป็นอยู่ให้ชัดเจน
ทั้งครอบครัวเงียบกริบ
“หากรักษา…ต้องใช้เงินจำนวนเท่าไรหรือ?” ริมฝีปากแม่นางเฝิงสั่นระริก
“มือ ใบหน้า ต้นขา ช่วงเอวของเขาถูกเปลวไฟเผาไหม้ไปไม่น้อย เฉพาะค่ายาทารักษาก็นับเป็นจำนวนประมาณนี้แหละ” ท่านหมอกรีดนิ้วทั้งสิบของสองมือ “ยังมีอาการบาดเจ็บจากกระดูกที่หัก…”
“โธ่เอ๊ย!” ขาทั้งสองข้างของแม่เฒ่าตระกูลเผยอ่อนยวบ นางเงยหน้าและร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก “เจ้าห้า เหตุใดชีวิตของเจ้าถึงได้ลำบากนัก? เจ้าทำบาปมหันต์ใดไว้กันแน่? เจ้าจึงต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่เช่นนี้…”
เผยเล่าซื่อรีบเข้าไปประคองนางไว้ ก่อนเอ่ยถามย้ำอีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้ “ท่านหมอ อาการของน้องชายข้าไม่อาจรักษาให้หายขาดได้จริงหรือ?”
“หากคิดจะลุกจากเตียงคงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว รักษาน่ะรักษาได้ รักษาชีวิตไว้ได้ ทว่าไม่อาจรักษาให้หายดี…” ท่านหมอส่ายหน้าอย่างเศร้าสลด “บาดแผลพุพองเหล่านี้ เกรงว่าอีกไม่กี่วันคงมีเลือดและน้ำหนองไหลออกมาทั้งร่างกาย หากไม่อาจทานทนได้อาจตายเพราะความเจ็บปวดเป็นแน่แท้”
เมื่อแม่เฒ่าตระกูลเผยได้ยินดังนั้น ก็ถึงขั้นอ้าปากค้างด้วยความตระหนก ก่อนจะกลอกตาและถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง
แม่นางเฝิงร้องไห้จนน้ำมูกและน้ำตาไหลมารวมกัน พลอยรู้สึกว่าตัวเองเป็นสตรีที่ลำบากยากแค้นที่สุดในสิบลี้แปดหมู่บ้านในละแวกใกล้เคียงแล้ว หากรักษาชีวิตเขาไว้ไม่ได้ นางก็จะกลายเป็นแม่ม่าย ยังต้องทนถูกคนในหมู่บ้านค่อนขอดและรังเกียจว่าเป็นหญิงเลว นอกเสียจากว่านางจะทุบหม้อขายเศษเหล็ก ความหวังทั้งมวลก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นสูญเปล่า กล่าวโดยสรุปก็คือชีวิตของนางหากปราศจากเขาแล้วจะต้องตกต่ำลงยิ่งกว่าการมีสามีพิการเสียอีก
ภายในห้องได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดของเผยเล่าอู่ดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ
เผยเล่าซื่อไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป เขากัดฟันก่อนจะตัดสินใจว่า “ได้โปรดช่วยรักษาชีวิตของเขาไว้ด้วยเถิดขอรับ ข้าไม่อาจทนเห็นน้องชายที่ข้ารักต้องทุกข์ทรมานจนตายได้ ข้าจะไปนำโฉนดที่ดินมาจ่ายแทนเงินเดี๋ยวนี้”
“ขายที่ดินงั้นรึ?” แม่นางเฝิงถามกลับทันควัน
“แล้วยังมีหนทางอื่นอีกหรือ?”
“ยังมีหนทางใดอีก…จะทำอย่างไรต่อไปดี…จริงสิ! พวกเราสามารถหยิบยืมเงินจากผู้อื่นได้! ขอยืมเงินจากตระกูลหยุนมาก่อน!” แม่นางเฝิงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวพบเจอฟางเส้นสุดท้าย “เราขายที่ดินไปไม่ได้ หากขายที่ดินแล้วต่อไปนี้ครอบครัวเราจะไปอาศัยอยู่ที่ใด?”
“หยิบยืม?” เผยเล่าซื่อเกิดความลังเลเล็กน้อย “คงไม่เหมาะกระมัง”
“ครอบครัวของพวกเขาร่ำรวยถึงเพียงนั้น ทั้งซื้อหมู่บ้านและยังจ้างคนงานอีก เงินจำนวนเล็กน้อยในสายตาของพวกเขาคงไม่นับว่าสลักสำคัญหรอกกระมัง? อีกอย่างพวกเขาก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับเรา เขาจะยอมเห็นความเป็นความตายของคนหรือไม่?” แม่นางเฝิงออกแรงผลักเผยเล่าซื่อออกไปนอกประตูบ้าน “เจ้ารีบไปเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า!”
ร้านอาหารตระกูลหยุนเพิ่งส่งคนงานเหมืองกลุ่มหนึ่งออกจากร้านไป วันนี้การค้าขายค่อนข้างดี แม่นางเหลียนและหลี่ชื่อเหอยังคงง่วนอยู่กับการทำงานในครัว ส่วนเสี่ยวส้วยเอ๋อนั่งยอง ๆ อยู่หน้าร้านเพื่อล้างถ้วยชาม ฉับพลันเงาร่างหนึ่งกลับผ่านเหนือศีรษะของนางไป
“ท่านลุง นั่งกินอะไรรองท้องก่อนสิเจ้าคะ…” กล่าวยังไม่ทันจบประโยคดี นางก็สะบัดน้ำที่เปียกโชกในมือทิ้งไป แต่เมื่อเงยหน้าแล้วกลับชะงักงัน สีหน้าจากเดิมที่ยิ้มแย้มแจ่มใสกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที
เผยเล่าซื่อเองก็ตกตะลึงเช่นกัน เขาคิดว่าประโยคร้องเรียกว่า ‘ท่านลุง’ จากปากเสี่ยวส้วยเอ๋อนั้นหมายถึงเขา ฉับพลันกลับทำอะไรไม่ถูก ริมฝีปากเม้มสนิทราวกับถูกกาวผนึกไว้อย่างเหนียวแน่นจนไม่สามารถเปิดปากได้ มุมปากของเขากระตุกครั้งหนึ่ง
เสี่ยวส้วยเอ๋อเห็นใบหน้าของแขกผู้มาใหม่อย่างชัดเจน นางเบือนหน้าหนีไปทันที
นางอายุยังเยาว์นัก ครั้นเห็นชายฉกรรจ์ที่ทำงานอยู่บนภูเขาทยอยลงมากินข้าว ต่างก็เรียกพวกเขาว่าท่านลุงอย่างกระตือรือร้น แต่สำหรับคนตระกูลเผยแล้ว นางไม่อาจฝืนใจเรียกเขาว่า ‘ท่านลุง’ ได้
เผยเล่าซื่อยืนรั้งรอด้วยความลังเลอยู่หน้าประตูร้าน แต่แล้วก็รวบรวมความกล้าเดินผ่านเข้าประตูไป
“พี่สะใภ้รองหยุน…” เขาเอ่ยปากเรียกแม่นางเหลียนด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเกรงใจหลายส่วน ก่อนจะหันไปมองหลี่ชื่อเหอแล้วกล่าวคำทักทายเสียงแผ่วเบา “น้องสะใภ้”
แม่นางเหลียนนิ่งอึ้งไปเล็กน้อยเช่นกัน “เจ้าสี่ เป็นเจ้าเองรึ?”
“พี่สะใภ้รองหยุน ข้า…” แม้ว่าผู้คนในหมู่บ้านจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันเป็นส่วนใหญ่ ทว่าตระกูลเผยและตระกูลหยุนไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันมากนัก อีกทั้งเผยเล่าซื่อค่อนข้างมีนิสัยเก็บตัว คำว่า ‘ขอยืมเงิน’ จึงไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกจากปากได้โดยง่ายนัก
“เกิดสิ่งใดขึ้น? นั่งลงก่อนเถิดแล้วค่อยพูดจากัน” แม่นางเหลียนกล่าว
เผยเล่าซื่อพยักหน้าก่อนหย่อนกายลงนั่งอย่างระมัดระวัง “พี่สะใภ้รองหยุน พี่รองอยู่ที่บ้านหรือไม่?”
แม่นางเหลียน “ตอนนี้เขาไม่อยู่หรอก เดินทางเข้าเมืองไปแต่เช้าแล้ว เจ้าถามถึงพี่รองด้วยธุระใดรึ?”
เผยเล่าซื่อ…
หลี่ชื่อเหอไม่ออกความเห็นใดแม้แต่คำเดียว นางวางงานในมือลงก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
ใบหน้าเผยเล่าซื่อซีดเผือดด้วยความขลาดกลัว ตอนนี้มีสองมือกำเข้าหากันแน่นจนเกิดเป็นรอยห้อเลือด เขาแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งแตก ก่อนฝืนเอ่ยขึ้นอย่างลำบากใจ “พี่สะใภ้รองหยุน ข้าต้องการยืมเงินจากท่านสักหน่อย”
แม่นางเหลียน…
เผยเล่าซื่อ “ท่านหมอตรวจสอบอาการของน้องชายของข้าแล้วพบว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกช่วงเอวก็หักร่วมด้วย หากไม่รักษาชีวิตไว้เขาคงต้องทนเจ็บปวดจากพิษบาดแผลจนตายทั้งเป็น แต่หากรักษาก็ต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย…”
“เหตุใดอาการของเขาจึงได้รุนแรงถึงเพียงนี้?”
เผยเล่าซื่อถอนหายใจแทนคำตอบ
“แล้ว… รวมแล้วต้องใช้เงินจำนวนเท่าไรกัน?” แม่นางเหลียนถามอีกครั้ง
“ท่านหมอกล่าวว่า เพียงยารักษาแผลไฟไหม้เบื้องต้นก็ใช้เงินประมาณสิบตำลึงแล้ว ประกอบกับการบาดเจ็บของกระดูกช่วงเอวที่หัก… เกรงว่ายี่สิบตำลึงอาจไม่เพียงพอด้วยซ้ำ…” เผยเล่าซื่อถูฝ่ามือไปมาด้วยความประหม่า เงินยี่สิบตำลึง สำหรับครัวเรือนของชาวนาทั่วไปแล้ว ต่อให้เก็บออมเงินแปดถึงสิบปีก็ใช่จะหามาจ่ายคืนได้ครบครัน
“มากถึงเพียงนี้เชียว?”
“พี่สะใภ้รองหยุน ครอบครัวของข้าไม่สามารถหาเงินจำนวนมากมายถึงเพียงนั้นได้ในระยะเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน น้องชายของข้ากำลังรอคอยความช่วยเหลืออยู่ในตอนนี้…”
แม่นางเหลียนเป็นคนใจอ่อน ไม่เคยตัดรอนปฏิเสธผู้ใดอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้นจึงแบ่งรับแบ่งสู้ไปก่อนด้วยความลังเล “นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ ข้าเพียงคนเดียวไม่อาจตัดสินใจอย่างไรได้ เอาเป็นว่ารอให้พี่รองกลับมาจากในเมืองเสียก่อน ข้าค่อยปรึกษากับเขาอีกทีหนึ่ง”
“ได้ขอรับ! ข้าต้องขอขอบคุณพี่สะใภ้รองหยุนที่มีน้ำใจ!” เผยเล่าซื่อรีบลุกขึ้นยืนก่อนโค้งคำนับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม “แล้วพี่รอง… จะกลับมาถึงที่นี่เมื่อไรหรือ?”
“คงต้องรออีกสักพักใหญ่”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าขอตัวลากลับไปก่อน แล้วค่อยกลับมาที่นี่อีกครั้ง…”
รอจนเผยเล่าซื่อเดินจากไปไกลแล้ว หลี่ชื่อเหอถึงได้เดินกลับเข้ามาในร้านอาหาร เมื่อครู่นางได้ยินเสียงแว่ว ๆ จากด้านนอกจึงพอจับใจความได้บ้าง นางรีบเอ่ยถาม “พี่สี่มายืมเงินจากเจ้าหรือ?”
แม่นางเหลียนพยักหน้ารับ “เขาบอกว่าน้องห้าของเขาบาดเจ็บสาหัส หากจะรักษาชีวิตไว้ เกรงว่าต้องใช้เงินจำนวนมากถึงยี่สิบตำลึง”
หลี่ชื่อเหอเบิกตากว้างทันที “ขอหยิบยืมเงินทั้งที เรียกเอาจำนวนมากเช่นนี้เลยรึ?!”
“จริงอย่างที่เจ้าว่า ข้าเพียงคนเดียวไม่ตัดสินใจอย่างไรได้ รอให้พี่รองกลับมาเสียก่อน ข้าค่อยหาทางปรึกษาหารือเรื่องนี้กับเขา” แม่นางเหลียนย้อนคิดแล้วให้นึกเศร้าสลดจนทอดถอนใจ “เจ้าตัดขาดออกมาจากพวกเขานับว่าดีแล้ว มิฉะนั้นการที่เขาประสบเคราะห์ใหญ่เช่นนี้ เจ้าสองแม่ลูกคงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลอย่างไม่ต้องสงสัย”
เสี่ยวส้วยเอ๋อที่นั่งยอง ๆ อยู่แถวหน้าประตูและก้มหน้าล้างจานไปพลางพองแก้มขึ้น ก่อนเอ่ยพึมพำเสียงแผ่วกับตนเอง “ผลกรรมที่ก่อไว้คืนสนองแล้ว”