ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 410 เผยเล่าซื่อยืมเงิน
ตอนที่ 410 เผยเล่าซื่อยืมเงิน
ตอนที่ 410 เผยเล่าซื่อยืมเงิน
หยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยสองพ่อลูกกลับมาถึงร้านอาหารก่อนเที่ยง เกวียนล่อเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ สุราหมัก แป้ง น้ำมันหมู และเตาย่างอีกหลายเตาที่สั่งช่างตีเหล็กให้ทำขึ้นโดยเฉพาะ
“อ๊ะ เหตุใดเจ้าจึงซื้อข้าวของกลับมามากมายนัก ได้พบหน้าพี่สาวของเจ้าแล้วหรือยังล่ะ?” แม่นางเหลียนรีบวิ่งออกมาถามไถ่
“พบแล้วเจ้าค่ะ” หยุนเชวี่ยดึงห่อผ้าหนึ่งออกมาจากตัวรถ “นางยังเย็บรองเท้าคู่ใหม่ไว้ให้กับท่านแม่และท่านป้าอู๋อีกด้วย!”
“เด็กคนนี้ ยุ่งอยู่กับงานในร้านตลอดทั้งวัน ยังเจียดเวลาทำงานเย็บปักถักร้อยอีกรึ? ไม่รู้จักพักผ่อนเอาเสียเลย” แม้แม่นางเหลียนกล่าวเช่นนั้น แต่กลับหรี่ตาลงอย่างเบิกบานใจ หยิบรองเท้าคู่ใหม่มาพินิจใกล้ ๆ “สวยงาม สวยงามทีเดียว เยี่ยนเอ๋อมีฝีมือชำนาญมาตั้งแต่เล็ก ดูดอกไม้นี้สิ นางปักด้วยมือทว่าละม้ายคล้ายของจริงไม่มีผิด…”
หยุนลี่เต๋อฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี หลังขนข้าวของต่าง ๆ ลงจากรถหมดแล้วจึงปัดฝ่ามือ ก่อนเอ่ยอย่างเบิกบานใจ “ต้าหวังบอกว่าพวกเขาตั้งใจจะปิดร้านหนึ่งวัน เขาและเยี่ยนเอ๋อจะใช้โอกาสนี้กลับมาที่บ้านของเรา ข้าต้องเตรียมต้อนรับเจ้าลูกเขยให้ดี”
“จริงหรือ? จะกลับมาวันพรุ่งนี้เลยหรือไม่?” แม่นางเหลียนได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันกลับเข้าไปในครัวทันที “เช่นนั้นข้าเองก็ต้องเตรียมหาอาหารอย่างดีไว้สักสองสามอย่าง พรุ่งนี้จะได้เชิญครอบครัวอู๋มาทานอาหารร่วมกันที่บ้านของเรา”
“เจ้าจะรีบร้อนไปไย? พรุ่งนี้ค่อยตื่นมาเตรียมการแต่เช้าก็ยังไม่สาย…”
เมื่อรู้ว่าลูกสาวคนโตจะกลับมาเยี่ยมบ้าน แม่นางเหลียนก็วิ่งเข้าออกห้องครัวอย่างยุ่งวุ่นวาย ไม่อาจล่วงรู้ว่านางกำลังตระเตรียมสิ่งใดไว้บ้าง หยุนลี่เต๋อรินชาร้อนให้ตนเองถ้วยหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงตรงหน้าประตูร้านของตน และยกขึ้นจิบอย่างเบิกบานใจ
เสี่ยวส้วยเอ๋อดึงแขนเสื้อหยุนเชวี่ยอย่างเงียบเชียบ เรียกให้นางไปพูดคุยข้างร้าน
“พี่เชวี่ยเอ๋อ ข้ามีเรื่องต้องบอกท่าน”
“เรื่องใดรึ?”
“เมื่อเช้านี้ คนของตระกูลเผยมาขอยืมเงินจากอาสะใภ้รอง และต้องการยืมเงินจำนวนมากถึงสิบตำลึงทีเดียว ทว่าอาสะใภ้รองยังไม่ได้อนุญาตให้ยืมเงินทันที แบ่งรับแบ่งสู้เพียงว่าจะรอให้อารองกลับมาแล้วค่อยปรึกษาหารือกับเขา” เสี่ยวส้วยเอ๋อกล่าว
หยุนเชวี่ยได้ยินบิดาของนางกล่าวถึงเรื่องเผยเล่าอู่ประสบเคราะห์มาตลอดทาง ครั้นได้ยินเช่นนั้นจึงขมวดคิ้ว “ผู้ใดเป็นคนมายืมรึ?”
“เผยเล่าซื่อ”
“เขาบอกเหตุผลการยืมหรือไม่?”
เสี่ยวส้วยเอ๋อส่ายหน้า “เรื่องนั้นข้าไม่ทันได้ฟัง แต่การยืมเงินถึงยี่สิบตำลึง หากอารองและอาสะใภ้รองให้พวกเขายืมเข้าจริง เกิดวันหนึ่งบ้านของเขาเล่นตุกติกไม่ยอมจ่ายคืนโดยดีจะทำอย่างไร?”
บางครั้งคนในหมู่บ้านต่างหยิบยืมและแลกเปลี่ยนอาหารจากกันและกันเป็นเรื่องปกติ การยืมเงินในจำนวนไม่กี่สิบเหรียญก็นับว่าไม่ใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใด แม้ว่าตระกูลหยุนจะมีฐานะร่ำรวย ทว่าเมื่อเอ่ยปากขอยืมกันถึงยี่สิบตำลึงในคราวเดียวก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
“พี่เชวี่ยเอ๋อ ท่านว่าควรทำอย่างไรดี? เผยเล่าซื่อยังกำชับอีกว่าเขาจะกลับมาทวงถามในภายหลังอีกครั้งหนึ่ง”
หยุนเชวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น ยังไม่ทันได้กล่าวอะไร ก็ได้ยินแม่นางเหลียนซึ่งเดินออกมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องครัวเอ่ยขึ้นว่า “จริงสิ ท่านพี่ ข้ามีเรื่องต้องปรึกษากับท่าน ตอนเช้าเผยเล่าซื่อมาพบข้าถึงที่นี่…”
หยุนเชวี่ยหูไว ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินกลับเข้าไปในร้านทันที
“เขาบอกว่าหากไม่รักษาชีวิตไว้ก็ต้องทนทรมานต่อความเจ็บปวดจนตายทั้งเป็น ข้าฟังแล้วให้นึกสงสาร ทว่าจะยืมกันถึงยี่สิบตำลึง ข้าไม่อาจตัดสินใจได้ในทันที…” แม่นางเหลียนมองหยุนลี่เต๋อด้วยสีหน้าลำบากใจ “ท่านว่า พวกเราควรให้ยืม หรือไม่ให้ยืมดี?”
“ยืมจำนวนมากถึงเพียงนี้เชียว?” หยุนลี่เต๋อเป็นคนสงวนคำพูด ทว่าในใจก็คิดว่าพวกเขาหวังจะยืมเงินค่ารักษาทั้งหมดจากครอบครัวของตนท่าเดียว กล่าวตามตรง นี่ไม่ใช่การขูดรีดกันเกินไปหรือ?
แม่นางเหลียน “เขาอ้างว่าเพื่อช่วยชีวิตคน…”
“หากรีบร้อนต้องการช่วยชีวิตคนจริงดังที่เขากล่าวอ้าง เรื่องสำคัญเช่นนี้ เขาควรจะขายที่ดินเพื่อแทนเงินค่ารักษาไปก่อนจึงจะเหมาะสม” หยุนเชวี่ยเดินเข้ามา “ยังไม่ทันพยายามสิ่งใดกลับอ้าปากขอยืมเงินยี่สิบตำลึงเสียแล้ว ครอบครัวของเขาไม่สูญเสียสิ่งใดด้วยซ้ำ เกิดเรื่องขึ้นมากลับหวังพึ่งพาครอบครัวเราเพียงทางเดียวอย่างนั้นหรือ?”
แม่นางเหลียนคล้ายต้องการกล่าวบางสิ่งแต่กลับยับยั้งไว้เสียก่อน แม้คำกล่าวของหยุนเชวี่ยจะฟังดูแล้งน้ำใจ ทว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
“หากท่านให้ยืมจริงก็สามารถทำได้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ย ดำเนินการทุกอย่างเหมือนกับการให้กู้ยืมเงิน ระบุให้ชัดเจนว่าจะต้องจ่ายคืนตอนไหน จำนวนเท่าใด รวมแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงอย่างไรก็ต้องเขียนหนังสือเป็นหลักฐานให้ครบถ้วน” หยุนเชวี่ยกล่าว “ไม่ใช่ว่าให้ยืม แต่ผ่านไปแปดปีสิบปีแล้วยังไม่คิดชำระคืนเสียที”
หยุนลี่เต๋อพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ทั้งพ่อและลูกสาวต่างเข้าใจดี ว่าทันทีที่เกิดเรื่องขึ้น ตระกูลเผยก็หวังจะมายืมเงินจากพวกเขาโดยไม่คิดแก้ปัญหากันเองก่อน ร้อยทั้งร้อยก็เพราะไม่คิดจะเสาะหามาคืนโดยเร็ว กระทั่งเวลาล่วงเลยไปหลายปี จำนวนเงินจึงลากยาวไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหนี้ก้อนโต มีเพียงแม่นางเหลียนที่รู้ไม่เท่าทันและใช้ความเห็นอกเห็นใจเป็นที่ตั้ง จึงมองไม่เห็นความเห็นแก่ตัวที่แอบแฝงอยู่ในเจตนาของอีกฝ่าย
บ่ายวันถัดมา
หลังจากทานอาหารมื้อเที่ยงกันเสร็จสรรพ เผยเล่าซื่อก็กลับมาทวงถามอีกครั้ง
หยุนลี่เต๋อรินชาให้เขาหนึ่งถ้วย “ยี่สิบตำลึงไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆ กว่าครอบครัวของข้าจะหาเงินมาได้แต่ละเหรียญนั้นยากเย็นนัก ในเมื่อพวกเราต่างเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน เงินจำนวนนี้สามารถให้ยืมได้ แต่ครอบครัวของเจ้าต้องกระทำในฐานะกู้ยืม มิใช่หยิบยืม”
“นี่นับว่าสมควรแล้ว” เผยเล่าซื่อพยักหน้า
“การกู้ยืมเงินนั้น พวกเราต้องเขียนหลักฐานสัญญาให้ชัดเจน โดยต้องนำโฉนดที่ดินมาประกันไว้เสียก่อน หากเวลาครบสามเดือนแล้วยังไม่มีเงินมาจ่ายคืน เจ้าจะต้องมอบที่ดินจำนวนสี่ไร่แทนเงินจำนวนนั้น และสมาชิกในครอบครัวของเจ้าหลายคนต้องประทับรอยนิ้วมือไว้เป็นการรับทราบเงื่อนไขนี้” หยุนลี่เต๋อมีจิตใจเมตตาอารี จึงไม่คิดดอกเบี้ยจากพวกเขาแต่อย่างใด
“เรื่องนี้…” เผยเล่าซื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าไม่อาจตัดสินใจเพียงคนเดียวได้ ต้องบอกกล่าวให้ท่านแม่รับรู้เสียก่อน”
เผยเล่าซื่อเป็นคนมีเหตุผล เมื่อฟังเงื่อนไขจบก็ไม่คิดต่อรองให้อีกฝ่ายขุ่นข้องหมองใจ โค้งคำนับแล้วเดินจากไป
แม่นางเหลียนคิดว่าเผยเล่าอู่ตกทุกข์ได้ยากเช่นนี้ทั้งที คนจากตระกูลเผยต้องรีบวิ่งแจ้นมากู้ยืมเงินเป็นแน่แท้ นางเตรียมเงินไว้พร้อมแล้ว ทว่ารอแล้วรอเล่า รอจนผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วก็ไม่เห็นผู้ใดย้อนกลับมา
เผยเล่าซื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว เขารีบถ่ายทอดถ้อยคำของหยุนลี่เต๋อให้ทุกคนฟัง ก่อนจะหันไปหาแม่เฒ่าตระกูลเผยที่นอนอยู่บนเตียง น้ำตาเหือดแห้งไปแล้ว ทว่าดวงตายังบวมเป่ง “ท่านแม่ เงื่อนไขพี่รองหยุนกล่าวมานับว่าสมควรแล้ว พวกเรารีบนำโฉนดไปกู้ยืมเงินเถิดขอรับ”
“เหตุใดจึงต้องสร้างเงื่อนไขมากมายนัก? ยืมเงินทั้งทียังต้องทำสัญญาให้มากความอีกรึ?” แม่นางเฝิงเผยสีหน้าบึ้งตึง กล่าวด้วยความโมโห “เราต่างล้วนเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันทั้งนั้น ยังงกแม้กระทั่งเงินที่จะนำไปต่อชีวิตคน ทั้งยังร่างหนังสือสัญญามาบังคับพวกเราด้วย นี่ต่างอะไรกับพวกชั่วโฉดที่ปล่อยเงินกู้โดยคิดดอกเบี้ยกัน?”
“เจ้าจะกล่าวเช่นนี้ก็ไม่ถูก…” สะใภ้สี่ตระกูลเผยกล่าว “พี่รองหยุนไม่ใส่ใจคิดดอกเบี้ยจากพวกเราเพิ่มด้วยซ้ำ การนำโฉนดที่ดินไปค้ำประกันก็เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปในท้องตลาด นับว่ามีน้ำใจเอื้อเฟื้อในฐานะคนในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว” เผยเล่าซื่อและภรรยาของเขาเป็นคนมีเหตุผลและซื่อสัตย์ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเงื่อนไขเล็กน้อยดังกล่าวคงมีแต่คนที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น
แม่นางเฝิงยังคงรำคาญใจ “หากยังคิดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก เขาก็แล้งน้ำใจต่อกันเกินไปแล้ว คงไม่กล้าพอที่จะทำนาบนหลังคนเสียมากกว่า ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้ารองหยุนเป็นคนดี ไม่คิดว่าร่ำรวยแล้วเงินเพียงก้อนเดียวยังใจจืดใจดำ!”
สะใภ้สี่เห็นว่าอธิบายให้อีกฝ่ายฟังต่อไปก็ป่วยการ จึงเม้มริมฝีปากไม่พูดจาอีก
“ท่านแม่ ท่านว่าควรทำอย่างไรดี?” เผยเล่าซื่อถามความเห็นจากหญิงชรา
“สามเดือน เวลาเพียงสามเดือนพวกเราจะหาเงินยี่สิบตำลึงมาคืนให้เขาทันได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่การบีบบังคับให้เราต้องขายที่ดินหรอกหรือ?” แม่เฒ่าตระกูลเผยถอนหายใจยาว “บ้านของเรารวมที่ดินทำการเกษตรก็เป็นจำนวนหกไร่แล้ว หากต้องสูญเสียไปสี่ไร่ แล้วจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไร…”
“ใช่แล้ว สงสารก็แต่ต้าเป่าที่อายุยังน้อย ยังไม่ทันเติบใหญ่ก็ต้องมีชีวิตที่กินไม่อิ่ม สวมใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นเสียแล้ว…” แม่นางเฝิงก้มหน้าเช็ดน้ำตาอีกครั้ง ที่จริงแล้วในใจนางหวังเหลือเกินให้คำว่า ‘ไม่ต้องรักษาแล้ว’ ออกจากปากของแม่เฒ่าเผย หากเป็นเช่นนั้นจริง ต่อให้เผยเล่าอู่ตาย นางก็ไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะเสื่อมเสียเกียรติอีกต่อไป สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนของตระกูลเผย มีที่ดินสี่ไร่ไว้ในครอบครองร่วมกับครอบครัวสี่ อย่างน้อยยังพอมีชีวิตที่สุขสบายอยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างไรแม่เฒ่าเผยก็เป็นแม่คน นางเห็นว่าบุตรชายของตนเองต้องทนทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวง ใจคอไม่โหดร้ายถึงขั้นปล่อยให้เขาตายตกไปต่อหน้าต่อตาได้ เป็นเช่นนี้แล้วนางจึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความลำบากใจยิ่ง ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
“เจ้าไปยืมเงินถึงที่ร้านอาหาร นังเด็กเหลือขอนั่นไม่ทักทายเจ้าสักคำเลยรึ?” แม่นางเฝิงโพล่งถาม
เผยเล่าซื่อตะลึงงัน เขาจำได้ว่าที่หน้าประตูร้านอาหารตระกูลหยุน เสี่ยวส้วยเอ๋อยังเผลอเรียกเขาว่า ‘ท่านลุง’ โดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะนั้นในใจของเขาพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนและรู้สึกผิดต่อนางไม่น้อย
“นังเด็กแพศยานั่นช่างไร้มโนธรรมเสียจริง! ผู้ที่ทำให้นางเกิดมาก็ไม่ใช่พ่อบังเกิดเกล้าของนางหรอกรึ?! เห็นได้ชัดเจนว่ามันและนังเด็กตระกูลหยุนนั่นวางแผนร่วมกัน คงต้องการเห็นบิดาของตนตายไปต่อหน้าต่อตา!” แม่นางเฝิงขบกรามแน่นขณะด่าทอ
เมื่อแม่เฒ่าตระกูลเผยได้ยินดังนั้น ก็พลันเกิดความคิดบางอย่างขึ้น นางหันไปหาเผยเล่าซื่อ “เจ้าสี่ เจ้าไปที่ร้านนั้นอีกครั้งหนึ่ง เรียกเด็กเสี่ยวส้วยเอ๋อและแม่ของนางมาที่นี่ เรื่องใหญ่เกิดขึ้นกับเจ้าห้าถึงเพียงนี้ พวกนางไม่ควรทำเพิกเฉยไปเสียได้…”