ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 411 ขายที่ดินเพื่อต่อชีวิต
ตอนที่ 411 ขายที่ดินเพื่อต่อชีวิต
ตอนที่ 411 ขายที่ดินเพื่อต่อชีวิต
ตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านต่างรู้กันทั่วแล้วว่าเผยเล่าอู่ประสบเคราะห์หนัก มีคนไม่น้อยที่มาเยี่ยมเยียนถามไถ่ที่บ้านของเขา แม่นางเฝิงนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างเตียง บอกว่าตระกูลหยุนมีเงินมากทว่าไม่มีน้ำใจให้หยิบยืม ทั้งยังตัดพ้อว่าเสี่ยวส้วยเอ๋อไม่สนใจแม้แต่พ่อแท้ ๆ ของตนเอง
เผยเล่าซื่อเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าหมู่บ้านเป็นนาน บังเอิญพบกับแม่นางเหลียนที่เพิ่งกลับมาจากบ้านตระกูลอู๋เข้าพอดิบพอดี “เจ้าสี่?” แม่นางเหลียนเป็นฝ่ายทักก่อน “มัวยืนรีรออยู่ตรงนี้ด้วยเหตุใดกัน? ข้าเตรียมเงินไว้พร้อมแล้ว รีบไปร่างหนังสือสัญญาเสียเถิด”
เผยเล่าซื่อยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาละอายเสียจนไม่อาจปริปากเอ่ยตอบ
แม่นางเหลียน “เป็นอะไรไป?”
“พี่สะใภ้รองหยุน…” เผยเล่าซื่อขบกรามแน่น “ข้า… ข้าไม่ได้ต้องการมากู้ยืมเงินหรอก…”
“แล้วมาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน?” แม่นางเหลียนประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด คิดในใจว่าอาการหนักถึงขั้นรักษาไม่หายแล้วหรือ ถึงได้ทนเห็นเขาต้องทุกข์ทรมานด้วยความเจ็บปวดเจียนตายต่อไปเช่นนี้?
“ข้ามาหาน้องสะใภ้และเสี่ยวส้วยเอ๋อ…”
แม่นางเหลียนเข้าใจแล้วจึงนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พอรับรู้อยู่บ้างว่า ‘น้องสะใภ้’ ที่เขาเอ่ยถึงคือหลี่ชื่อเหอ
“ท่านแม่ของข้าสั่งให้ข้ามาเรียกน้องสะใภ้และเสี่ยวส้วยเอ๋อให้ไปที่บ้าน…” เผยเล่าซื่ออธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ
“อ๋อ” แม่นางเหลียนพยักหน้า “เช่นนั้นเจ้าจงไปเรียกพวกนางด้วยตนเองเถิด…” ถึงอย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องราวของครอบครัวอื่น คนนอกเช่นนางไม่อาจออกความเห็นใดได้มากนัก ทำเพียงฝืนส่งยิ้มแล้วเดินจากไป
เผยเล่าซื่อฝืนใจเดินตามหลังนางไปอย่างเชื่องช้า ในใจรู้สึกสับสนไปเสียหมด ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นเอ่ยปากอย่างไรดี
หลี่ชื่อเหอกำลังทำงานอยู่ในห้องครัว หางตาเหลือบไปเห็นเงาคนยืนรั้งรออยู่หน้าประตู จะเข้ามาก็ไม่เชิง จะเดินออกก็ไม่ใช่ เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าเป็นเผยเล่าซื่อซึ่งมีสีหน้าลำบากใจ
นางได้แต่หลุบตาลง ไม่คิดทักทายหรือเชิญชวน
“น้องสะใภ้” เผยเล่าซื่อตัดสินใจร้องเรียก
หลี่ชื่อเหอนิ่งเงียบ รู้ตัวดีว่าตนไม่มีสถานะดังที่อีกฝ่ายเรียกขานแต่อย่างใด
“น้องสะใภ้” เผยเล่าซื่อกล่าวต่อไป “ท่านแม่ต้องการให้เจ้าและเสี่ยวส้วยเอ๋อกลับไปเยี่ยมเยียนที่บ้านสักครั้ง”
หลี่ชื่อเหอ…
“ให้แม่ข้าไปเยี่ยมด้วยเหตุใด? แม่ของข้าไม่ใช่หมอรักษาเสียเมื่อไร!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเคืองพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
เผยเล่าซื่อหันขวับกลับไป เผชิญหน้ากับดวงตาที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้อนรับ เสี่ยวส้วยเอ๋อเท้าสะเอวพลางจ้องเขม็งมองเขาด้วยกรามที่ขบแน่นจนนูนขึ้นเป็นสัน เขากลายเป็นชายร่างใหญ่ที่ถูกเด็กหญิงคนหนึ่งพร้อมจะไล่ตะเพิดตลอดเวลา
“เสี่ยวส้วยเอ๋อ ท่านพ่อของเจ้า…” เผยเล่าซื่อชะงักคำกล่าวไว้แต่เพียงเท่านั้น ลำคอพลันแห้งผาก
“ข้าไม่เคยมีพ่อ” ไม่รอให้เขากล่าวจนจบ เสี่ยวส้วยเอ๋อก็ตอกกลับไปทันควัน “หนังสือหลักฐานการตัดขาดความสัมพันธ์ยังอยู่ในมือข้า หรือข้าควรนำออกมาให้ท่านดูเป็นขวัญตาดีล่ะ?”
เผยเล่าซื่อ…
“ท่านรีบไสหัวกลับไปเสีย อย่าได้มารบกวนการค้าขายที่นี่”
“…”
ครู่ต่อมา เมื่อเห็นว่าเผยเล่าซื่อยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างนั้น เสี่ยวส้วยเอ๋อจึงตะโกนร้องเรียกเสียงดัง “ต้าหวง!”
“โฮ่ง โฮ่ง!” ต้าหวงยืนขึ้นและเห่ากรรโชกติดกันถึงสองครั้ง จ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรอีกต่อไป
ตัวเผยเล่าซื่อเองก็ไม่ใช่คนหน้าด้านหน้าทนถึงเพียงนั้น เมื่อถูกปฏิเสธถึงขั้นนี้แล้วก็ยอมรับในเหตุผลของอีกฝ่าย ยิ่งไม่สมควรดึงพวกนางกลับไปพัวพันต่อกันอีก เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อยเอ่ยกับหลี่ชื่อเหอว่า “น้องสะใภ้ เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”
เสี่ยวส้วยเอ๋อกลอกตา จงใจตะโกนไล่หลังเขาไปว่า “ผิวหน้าช่างหนาทนเสียเหลือเกิน!”
เมื่อรับรู้ว่าส่งคนไปเรียกถึงที่แล้วสองแม่ลูกยังไม่คิดกลับมาเยี่ยมเยียน แม่นางเฝิงยิ่งร้องไห้อย่างน่าเวทนากว่าเก่า นางนั่งอยู่ข้าง ๆ เผยเล่าอู่ที่นอนนิ่งพลางคร่ำครวญหวนไห้ไม่หยุดหย่อน “เผยเล่าอู่ ชีวิตของเจ้าช่างรันทดนัก มีลูกสาวทั้งคนนางกลับใจไม้ไส้ระกำ เจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้แล้ว นางไม่แม้แต่จะพูดจาดี ๆ กับเจ้าสักคำ นังเด็กทรพีนั่นคงต้องการให้เจ้าตายตกไปเสียให้พ้นหน้า…”
เผยเล่าอู่สลบไสลไปชั่วขณะ ประเดี๋ยวก็ตื่นฟื้นขึ้นมา ได้แต่เปล่งเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“นังเด็กนั่นกับแม่ของมันช่างใจร้ายเสียจริง! เจ้าห้า เจ้าห้า เจ้าลืมตาขึ้นดูให้เห็นกับตา ดูสิว่าพวกนางแล้งน้ำใจอย่างไร…” แม่เฒ่าตระกูลเผยยืนร้องไห้อยู่กลางลานบ้านจนน้ำตานองหน้า
สตรีซึ่งยืนอยู่หน้าประตูกล่าวขึ้น “เสี่ยวส้วยเอ๋อตัดขาดจากบิดาของนางแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นกับเจ้าห้า จะดึงสองแม่ลูกมาข้องเกี่ยวได้อย่างไร? หญิงชราเช่นท่านก็อย่ามัวแต่ร้องไห้ไปเลย รีบคิดหาหนทางช่วยชีวิตคนไว้เถิด”
“เด็กคนนั้นคือเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลเผย จะตัดขาดกันอย่างไร้เยื่อใยได้อย่างไร? เวลานี้บิดาของนางเจ็บเจียนตายอยู่แล้ว นางไม่แม้แต่จะชายตามองด้วยซ้ำ ช่างเป็นลูกหมาป่าตาขาวที่เนรคุณยิ่งนัก!” แม่เฒ่าตระกูลเผยกระทืบเท้าเร่า ๆ
ชาวบ้านซึ่งยืนอยู่นอกประตูกล่าวต่อไป “แล้วเหตุใดท่านถึงเรียกร้องเอาเงินสามร้อยเหรียญจากพวกนางเล่า? สองแม่ลูกคู่นั้นไม่มีแม้แต่ห้องหับดี ๆ แม้สักห้อง ท่านยังหวังผลประโยชน์เป็นเงินสามร้อยเหรียญจากผู้ยากไร้อีก นั่นสมควรแล้วหรืออย่างไร?”
“นั่นเป็นสิ่งที่มันเสนอให้กับข้าต่างหาก! การตัดขาดความสัมพันธ์เป็นความต้องการของนังเด็กนั่นแต่แรก!” หญิงชราไม่เฉลียวใจรู้สึกผิดเลยแม้แต่น้อย “แม้แต่ตอนที่ข้าไม่ต้องการเงินของนางแล้ว นังเด็กนั่นยังปฏิเสธไม่ยอมรับเจตนาดีจากข้า!”
“อย่าเอาแต่สาดน้ำสกปรกใส่ศีรษะผู้อื่นไปเลย” สตรีอีกคนทนฟังต่อไปไม่ไหว จึงช่วยพูดเสริมว่า “ทุกคนล้วนรู้เรื่องราวทุกอย่างดี ต้นตอของเหตุเพลิงไหม้บ้านก็มาจากคนในตระกูลตนเองมิใช่รึ? ก่อนหน้านี้ตระกูลของพวกเจ้าทำเรื่องเลวร้ายใดกับพวกนางไว้บ้าง? คิดว่านางจดจำไม่ได้แล้วและอภัยให้กับพวกเจ้าโดยง่ายอย่างนั้นรึ?”
“ต้าเป่าเขาอายุเพียงไม่กี่ปี จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของเขาได้อย่างไร? เขาไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพ่อของเขาด้วยซ้ำ!” แม้เรื่องราวบานปลายมาถึงขั้นนี้ แต่แม่เฒ่าเผยยังคงปกป้องหลานชายสุดที่รักของนาง
“เสี่ยวส้วยเอ๋อก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสองปีเท่านั้น เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ จะโยนภาระให้นางจัดการแก้ไขอย่างไรได้?”
“หากนางจัดการไม่ได้ อย่างน้อยยังมีแม่ของนางอีกทั้งคน นางเคยมีฐานะเป็นภรรยาของเจ้าห้า อีกทั้งสองแม่ลูกต่างทำงานให้กับตระกูลหยุน แม้แต่คำพูดจาดี ๆ แสดงความห่วงใย เจ้าห้ายังไม่ได้รับจากพวกเขาแม้แต่สองสามประโยค ซ้ำร้ายยังบังคับให้ครอบครัวของข้านำโฉนดที่นาไปจำนองแทนเงินกู้ยืม นี่ไม่ใช่การบีบบังคับให้อดตายไปข้างหนึ่งหรอกหรือ?!” ไม่ว่าใครกล่าวอย่างไร แม่เฒ่าตระกูลเผยก็พยายามหยิบยกเหตุผลของตนมาโต้เถียง
“เจ้าเองก็กำลังลำบากอยู่ไม่ใช่หรือ?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกล่าวขึ้นบ้าง “สองสามีภรรยานั่นไม่ได้ติดค้างบุญคุณครอบครัวของเจ้าแต่อย่างใด พวกเรากว่าครึ่งหมู่บ้านล้วนได้รับโอกาสจากตระกูลหยุนถึงได้มีการงานและอาชีพที่มั่นคง คุณภาพชีวิตนับวันยิ่งดี แม้แต่ครอบครัวของเจ้าเองก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน เป็นเช่นนี้แล้วเจ้ายังด่าทอพวกเขาลับหลังอีก”
เมื่อแม่เฒ่าตระกูลเผยได้ยินเช่นนั้น นางยิ่งร้องโวยวายเสียงดังขึ้น “ข้าได้ผลประโยชน์ใดบ้าง? หากเจ้าห้าไม่ได้ขึ้นเขาไปทำงานหนัก บางทีเขาอาจจะไม่ประสบเคราะห์กรรมเลวร้ายเช่นนี้ เขาต้องใช้เงินกว่ายี่สิบตำลึงในการรักษาตัว ทั้ง ๆ ที่เขาสามารถหาเงินได้เดือนละสี่ร้อยเหรียญเท่านั้น”
“หญิงชราเช่นเจ้าช่างไร้เหตุผลสิ้นดี เจ้าห้าไม่ได้ประสบอุบัติเหตุเพราะการทำงานเสียหน่อย เรื่องทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นจากคนในครอบครัวของตนเองแท้ ๆ กลับเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่นเสียอย่างนั้น ข้าว่าครอบครัวของเจ้าเพียงอยากเสาะหาผู้อื่นให้มารับผิดชอบแทนความผิดของตนเสียมากกว่า” สตรีที่แต่งงานแล้วอีกนางเปิดโปงอย่างไม่คิดไว้หน้าอีกต่อไป
ในหมู่บ้านมีชายฉกรรจ์มากกว่าครึ่งที่ขึ้นไปทำงานบนภูเขา ไม่ว่าจะด้วยความกตัญญูหรือความเห็นแก่ตัวอื่น ๆ แต่คนส่วนใหญ่ต่างยินดีที่จะยืนหยัดปกป้องตระกูลหยุน และกล่าวถึงความเป็นจริงแทนตระกูลหยุนที่ไม่มีปากเสียงใด
“ครอบครัวของเจ้าต้องการยืมเงินจากผู้อื่น แต่กลับไม่ยอมรับเงื่อนไขการนำโฉนดที่ดินไปจำนองเพื่อร่างหนังสือสัญญากู้ยืม เกรงว่าคงต้องการเชิดเงินพวกเขาแต่แรกเสียมากกว่า”
“ข้าเพิ่งไปสอบถามข้อเท็จจริงมาจากตระกูลหยุน สะใภ้รองกล่าวว่าพวกเขาไม่ได้คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากเจ้าแต่อย่างใด เพียงตั้งเงื่อนไขว่าหากสามเดือนยังไม่ได้รับเงินคืนครบถ้วน จะยึดที่ดินหนึ่งไร่ชดเชยแทนเงินจำนวนห้าตำลึง แล้วเจ้ายังต้องการต่อรองอะไรอีก? หากเป็นเงินกู้ยืมจากเจ้าอื่น ๆ คงคิดดอกเพิ่มไม่น้อยไปกว่าสี่ตำลึงเป็นแน่แท้”
“หยุดพูดพล่ามเสียทีเถอะ ข้ามองออกตั้งนานแล้วว่าบ้านของเจ้ามีเจตนาจะผิดนัดชำระหนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ยังไม่ทันแก้ปัญหาด้วยตนเองกลับอ้าปากขอหยิบยืมเงินเสียแล้ว หนำซ้ำยังขอยืมมากถึงยี่สิบตำลึงในคราวเดียว เหตุใดเจ้าไม่เอ่ยปากขอยืมสักสองร้อยตำลึงไปเลยล่ะ? คิดจะเป็นหมาป่าขาวทั้งที เพียงพริบตาเดียวก็ร่ำรวยอย่างง่ายดาย!”
เมื่อคนคนหนึ่งเปิดปากพูด ชาวบ้านหลายคนก็พากันออกความคิดเห็นเหน็บแนมอย่างน้อยคนละสองสามประโยค ใบหน้าของแม่เฒ่าตระกูลเผยแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดเมื่อถูกคาดคั้นหนักข้อขึ้น ทันใดนั้นเองสะใภ้สี่พลันกรีดร้องและวิ่งออกมาจากห้องฝั่งปีกตะวันออก “ท่านแม่! ท่านแม่! ไม่ดีแล้วเจ้าค่ะ น้องห้าเริ่มชักแล้ว! ”
เผยเล่าอู่ไม่สามารถห่มผ้าใด ๆ ได้ ทันทีที่มีคนคลุมผ้าให้เขากลับร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอย่างเหลือคณานับ เสื้อผ้าที่ไหม้เกรียมติดกรังอยู่บนร่างถูกตัดทิ้งไปจนหมด เขานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงท่าเดิมอยู่อย่างนั้น ตลอดทั้งวันคืน ได้แต่นอนเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เกรงว่าคงทนทรมานไม่ไหวอีกต่อไป มือและเท้าของเขาชักเกร็งบิดไปมา ดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า มองสภาพนั้นแล้วให้รู้สึกสยดสยองไม่น้อย