ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 412 กลับบ้านเพื่อหยิบยืมเงิน
ตอนที่ 412 กลับบ้านเพื่อหยิบยืมเงิน
ตอนที่ 412 กลับบ้านเพื่อหยิบยืมเงิน
มือและเท้าของเผยเล่าอู่กระตุกเกร็ง ลำคอยังคงส่งเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดไม่หยุดหย่อน
“ท่านแม่ ท่านแม่ จะทำอย่างไรดี?!” แม่นางเฝิงตกใจกลัวเสียจนไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้สามี
“เจ้าห้า… ลูกชายผู้น่าสงสารของข้า…” แม่เฒ่าตระกูลเผยโผเข้าหาเตียงและร้องไห้ฟูมฟายอีกครั้ง
“ท่านแม่ ถ้ายังรอช้าไปกว่านี้ เห็นทีน้องห้าคงทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้ว…” เผยเล่าซื่อหันหลังให้ภาพนั้นด้วยไม่อาจทนมองได้
หลายคนต่างกรูกันเข้ามาในลานบ้าน ยืนออกันอยู่นอกประตูห้องปีกตะวันออก มองเข้าไปด้านในแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่เฒ่า ถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดยังไม่รีบคิดหาทางช่วยชีวิตเขาอีกเล่า? ตัดสินใจเสียทีเถิด ประเดี๋ยวจะยื้อชีวิตไว้ไม่ทันการณ์”
“เจ้าสี่ เจ้าสี่!” ท้ายที่สุดแล้ว ถึงอย่างไรบุคคลผู้โชคร้ายตรงหน้าก็เป็นลูกชายแท้ ๆ ของนาง แม่เฒ่าตระกูลเผยทนเห็นเขามีสภาพเช่นนี้ไม่ได้ จึงร้องไห้โวยวาย “ไปนำโฉนดที่ดินออกมาเร็วเข้า! อยู่ในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง เจ้าห้า โธ่… ลูกแม่…”
แม่นางเฝิงเอนกายโซซัดโซเซพิงผนังห้อง ใบหน้าซีดเผือดลงทันที ในใจมีเพียงความคิดเดียว ที่ดินไม่อยู่ในมือ คนก็มาพิการ จบสิ้นแล้ว ครั้งนี้ชีวิตของจบสิ้นแล้วอย่างแท้จริง…
เผยเล่าซื่อหาโฉนดที่นาพบแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปพึ่งพาตระกูลหยุนทันที ครั้นร่างหนังสือสัญญาเรียบร้อยแล้วก็นำกลับมาที่บ้านให้แม่เฒ่าเผยและแม่นางเฝิงประทับรอยนิ้วมือ แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งร้องไห้ทั้งก่นด่าเมื่อต้องเผชิญความคับข้องใจครั้งใหญ่อย่างไร้ทางเลือกอื่น เมื่อวางหนังสือสัญญาและได้รับเงินพอให้ต่อชีวิตได้แล้ว เผยเล่าซื่อก็เตรียมตัวเดินทางเข้าเมืองโดยไม่รอช้า
“เจ้าสี่ ฟ้ามืดแล้ว ข้าจะขับเกวียนล่อพาเจ้าเข้าเมืองเอง” หยุนลี่เต๋อขันอาสา
“ขอบคุณ ขอบคุณพี่รองหยุนยิ่งนัก” เผยเล่าซื่อกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อเดินทางโดยรถล่อจึงประหยัดเวลาไปได้มาก ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้นในการเดินทางไปถึงตัวเมืองทั้งขาไปและขากลับ ขณะพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน พวกเขาได้เชิญท่านหมอคนเดิมมาที่นี่อีกครั้ง ซึ่งเวลานี้เผยเล่าอู่เจ็บปวดเสียจนสลบไสลไปอีกครั้ง
ท่านหมอใช้ผ้าสะอาดชุบสุราเพื่อล้างบาดแผลไหม้เกรียมบนร่างกาย เผยเล่าอู่สะดุ้งโหยง พยายามดิ้นรนหนีอย่างสุดชีวิต เสียงร้องประหนึ่งหัวใจใกล้แตกสลาย ยิ่งดิ้นรนเนื้อหนังก็ยิ่งออก ยิ่งเจ็บความเจ็บปวดทางกายมากเพียงใด ความรู้สึกก็ยิ่งเสียดแทงเข้าไปถึงขั้วหัวใจมากขึ้นเท่านั้น
ท่านหมอให้เผยเล่าซื่อช่วยจับยึดร่างของเขาไว้ ไม่นานเผยเล่าอู่ก็เจ็บจนสลบไปอีกครั้ง
เสียงร้องโหยหวนของเผยเล่าอู่ดังออกมาจากในห้องเป็นระยะ แม่นางเฝิงและแม่เฒ่าเผยยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางลานบ้าน จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท ท่านหมอจึงเดินออกมาจากห้องฝั่งปีกตะวันออก ให้ยาทาภายนอกและยาสำหรับต้มกินไว้ ทั้งยังอธิบายวิธีการใช้ยาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คราวนี้ใช้เงินไปห้าตำลึง ทว่านี่ไม่การรักษาที่จะหายดีภายในครั้งเดียว อีกสามวันถัดมายังต้องเชิญหมอกลับมาตรวจซ้ำ ส่วนใบหน้า มือ ต้นขา และแผ่นหลังที่ถูกไฟคลอกต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม ร่างกายจึงจะผลัดผิวหนังใหม่ขึ้นมาทดแทนได้
เผยเล่าอู่กินยาต้มเข้าไปหนึ่งถ้วยแล้ว ตอนนี้ความเจ็บจึงบรรเทาลงบ้างและผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
แม่เฒ่าตระกูลเผยไม่กินหรือดื่มสิ่งใดเลยตลอดทั้งวัน นางเอาแต่นั่งอยู่ในห้องโถงและทอดถอนหายใจ เด็กหลายคนในเรือนต่างร้องโอดโอยด้วยความหิวโหย แม่นางลวี่จึงถอนหายใจ “ท่านแม่ หยุดร้องไห้เสียเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะเข้าครัวทำอาหารให้ท่านกิน”
“ข้าจะกินสิ่งใดลงได้อย่างไร? แม้แต่ชีวิตของข้าคงไม่อาจอยู่ต่อไปอีกแล้ว ไหนเลยจะยังมีใจนึกถึงปากท้องตนเอง…” แม่เฒ่าเผยยังไม่หยุดร้องไห้ “บ้านของเราเหลือที่ดินอยู่เพียงไม่กี่ไร่แล้ว ต่อไปจะอยู่กันอย่างไร? เจ้ารองหยุนช่างใจไม้ไส้ระกำ…”
แม่นางลวี่ทำเพียงส่ายหน้า ไม่คิดรับคำหรืออธิบายใด ๆ อีก นางเบือนหน้าเข้าห้องครัวไปอย่างเงียบเชียบเพื่อต้มโจ๊กให้เด็กสองสามคน
ห้องฝั่งปีกตะวันตกถูกไฟไหม้วอดวาย เผยเล่าซื่อและภรรยาของเขาไม่มีที่พำนักส่วนตัว ตกตอนกลางคืนจึงได้แต่พาลูก ๆ และแม่เฒ่าเข้าไปนอนเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเล็ก ๆ ทนฟังนางพร่ำบ่นจนกระทั่งดึกดื่น
“ไม่ว่าอย่างไรตระกูลหยุนก็ไม่มีสิทธิ์ยึดโฉนดที่ดินไปจากครอบครัวของเรา”
เผยเล่าซื่อกล่าว “หนังสือสัญญาถูกร่างไว้แล้ว ภายในระยะเวลาเพียงสามเดือน พวกเราจะเสาะหาเงินยี่สิบตำลึงมาจ่ายคืนพวกเขาทันได้อย่างไร?”
“จะเสาะหาได้อย่างไรงั้นรึ? เจ้าถามข้าซึ่งเป็นเพียงหญิงแก่กะโหลกกะลาคนหนึ่ง แล้วข้าจะล่วงรู้ได้อย่างไร?! เจ้าสองคนก็เร่งคิดหาทางออกเร็วเข้า หัวใจของพวกเจ้าช่างด้านชาเสียจริง ต้องทนทุกข์ทรมานกับภัยพิบัติใหญ่หลวงเพียงนี้ ยังมีอารมณ์หลับลงอยู่อีกรึ?!” แม่เฒ่าเผยเริ่มตะคอกเสียงดังอยู่ข้างหูแม่นางลวี่
แม่นางลวี่ปิดเปลือกตาสนิท แต่ยังไม่ทันเข้าสู่ห้วงนิทราก็ตกใจเสียงนั้นจนต้องพลิกตัวกลับไปหาอีกฝ่าย “ท่านแม่ พี่สี่เดินวิ่งเรื่องตลอดทั้งวันคืนแทบไม่ได้พักผ่อน ปล่อยให้เขานอนพักผ่อนสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
“ทุกคนล้วนแล้งน้ำใจ!” แม่เฒ่าเผยกระชากผ้าห่มออกสุดแรงจนร่างของแม่นางลวี่จึงปรากฏให้เห็น ทว่านางกลับไม่ใส่ใจและพลิกนอนตะแคงไปด้านข้าง เอื้อมมือออกไปรั้งร่างลูกสาวของตนที่กำลังหลับสนิทเข้ามาในอ้อมแขน
แม่เฒ่าตระกูลเผยรักใคร่เพียงลูกชายและหลานชายของตนเท่านั้น ไม่เคยคิดรักใคร่ลูกสะใภ้แต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรพวกนางก็มาจากตระกูลนอก ส่วนหลานสาวไม่ช้าก็เร็วเมื่อเติบใหญ่แล้วก็แต่งงานออกเรือนกลายเป็นคนนอกตระกูลไปเสีย ครั้นมีลูกก็ให้ลูกใช้แซ่ตามสามีไม่ใช่แซ่เผย
เผยเล่าซื่อง่วงนอนมาก เขาเปล่งเสียงกรนเบา ๆ ไม่มีท่าทีว่าจะตื่นหรือสะลึมสะลือแต่อย่างใด
“เหลียนตี้เอ๋อ” แม่เฒ่าเผยเอ่ยขึ้น “ครอบครัวเดิมของเจ้ายังมีพี่น้องที่ทำกิจการค้าขายอยู่คนหนึ่งมิใช่หรือ?”
แม่นางลวี่ตะลึงงัน
“ผู้ที่ทำการค้าล้วนหาเงินได้ไม่น้อย วันพรุ่งนี้เจ้าจงกลับไปขอหยิบยืมเงินจากพี่น้องของเจ้าเสีย บ้านของเราประสบเคราะห์ใหญ่หลวง หากเจ้าสามารถช่วยเหลือได้ เจ้าจะกลายเป็นสะใภ้ที่กตัญญูยิ่งนัก…”
แม่นางลวี่…
“ข้าเห็นสองพี่น้องของเจ้าปฏิบัติดีต่อเจ้าไม่น้อย วันตรุษที่ผ่านมาพวกเขายังมีน้ำใจส่งสุราสองไหและเนื้อสัตว์ให้กับเจ้าด้วยมิใช่รึ?”
แม่นางลวี่นิ่งเงียบ กล่าวถึงเรื่องนั้นแล้วนางไม่ได้กินเนื้อสัตว์ที่ว่าแม้สักคำเดียว แม่เฒ่าเผยให้เหตุผลว่าสตรีอ่อนแอกว่าบุรุษ เนื้อสัตว์จึงสงวนให้ผู้ชายในครอบครัวกินเท่านั้น ดังนั้นเนื้อส่วนใหญ่จึงตกถึงท้องของเผยเล่าซื่อ เผยเล่าอู่ และบรรดาหลานชายเท่านั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งเผยเล่าซื่อมีน้ำใจคีบเนื้อในส่วนของตนแบ่งให้ในชามของนาง แม่เฒ่าเผยเหลือบไปเห็นแล้วเอาแต่กลอกตา ทั้งยังกล่าวตำหนินางตลอดทั้งช่วงบ่าย
ภายใต้คำสอนและการกระทำของแม่เฒ่าเผย ปลูกฝังให้แม้แต่ลูกชายแท้ ๆ ของนางยังคิดว่าแม่และน้องสาวของตนไม่ควรกินเนื้อสัตว์ ในบ้านควรจะมีเพียงเขา พ่อ และลูกพี่ลูกน้องไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับสิทธิ์พิเศษ
ครั้นเห็นว่าแม่นางลวี่ไม่ตอบรับใด ๆ แม่เฒ่าเผยจึงกล่าวย้ำอีกครั้ง “เหลียนตี้เอ๋อ วันพรุ่งนี้เจ้ากลับบ้านเดิมของเจ้าเสีย ไปขอร้องให้สองพี่น้องของเจ้าช่วยเหลืออุปถัมภ์ กล่าววาจาดีให้มากหน่อย สำหรับบ้านของเจ้าแล้ว เจ้าอายุน้อยที่สุดในหมู่พี่น้อง พวกเขาจะต้องเมตตาเจ้าอย่างแน่นอน”
“ท่านแม่” แม่นางลวี่ตอบกลับ “กิจการค้าขายที่พี่น้องของข้าทำอยู่สามารถหาเงินได้ไม่มากมายนัก พวกเขายังมีคนในตระกูลที่ต้องเลี้ยงปากท้อง พวกเขาจะเจียดเงินส่วนไหนมาช่วยเหลือพวกเราเล่าเจ้าคะ…”
ทันทีที่แม่เฒ่าตระกูลเผยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจยิ่ง นางเลิกผ้าห่มออกก่อนจะลุกขึ้นนั่ง “พวกเขาลากบรรทุกสินค้ามาเจ็ดถึงแปดปี จะไม่มีเงินสักก้อนเลยเชียวหรือ? เหลียนตี้เอ๋อ เจ้าแต่งเข้าตระกูลเผยก็นับว่าเป็นคนของตระกูลเผย บัดนี้ตระกูลเผยต้องประสบเคราะห์หนักหนาสาหัสทั้งที…”
แม่เฒ่าเผยเคยนับนางเป็นคนของตระกูลเผยเสียเมื่อไร? อย่างมากก็เป็นเพียงลูกสะใภ้แซ่นอก เพียงเพราะหวังผลประโยชน์จากนาง แม่เฒ่าถึงได้ยอมพูดจาไพเราะหลอกให้ตายใจ แม่นางลวี่เป็นคนฉลาด แม้ไม่เคยมีปากเสียงหรือโต้เถียงใด ๆ ก็ใช่ว่าภายในใจจะไม่ตระหนักรู้
“เหลียนตี้เอ๋อ เจ้าได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่?” แม่เฒ่าเผยออกแรงผลักนาง “เจ้าต้องจัดการเรื่องนี้ในนามของตระกูลเผย เห็นแก่ความเป็นอยู่ของเจ้าสี่ ลูก ๆ หรือแม้กระทั่งตัวของเจ้าเอง เจ้าควรเห็นแก่อนาคตของพวกเขาเสียบ้าง…”
“ได้ยินแล้วท่านแม่” แม่นางลวี่จำใจตอบ “วันพรุ่งนี้ข้าจะกลับไปที่บ้านเดิมของข้า แต่ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว นอนเสียเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม ถูกแล้ว เจ้าอย่าโง่ไปหน่อยเลย วันพรุ่งนี้ให้เจ้าสี่กลับบ้านไปพร้อมกับเจ้า ดังที่สุภาษิตเคยว่าไว้ ลูกเขยถือว่าเป็นลูกชายครึ่งหนึ่ง*…” แม่เฒ่าเผยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง จากนั้นจึงเอนกายลงนอนอีกครั้งและดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายไว้ดังเดิม
*ลูกเขยถือว่าเป็นลูกชายครึ่งหนึ่ง = ลูกเขยเป็นสามีของลูกสาว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตนเอง แต่ถึงอย่างไรเขาไม่ใช่คนนอก สามารถปฏิบัติต่อเขาได้ราวกับเป็นลูกชายของตน
เช้าวันรุ่งขึ้น
เวลาเช้าตรู่ฟ้ายังไม่ทันสว่างแจ้ง เผยเล่าซื่อและภรรยาของเขาถูกแม่เฒ่าตระกูลเผยตะโกนเรียกให้ตื่นแต่เช้า เร่งให้ทั้งสองรีบกลับไปยังบ้านตระกูลลวี่เพื่อหยิบยืมเงินกลับมาโดยเร็ว
“ท่านแม่…”
เผยเล่าซื่อยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ ยังไม่ทันกล่าวคำใดเพื่อปฏิเสธ แม่นางลวี่กลับส่งสายตาให้เขาพร้อมตอบกลับ “เจ้าค่ะ… จะรีบไปเดี๋ยวนี้ ข้าขอหุงข้าวให้เสร็จเรียบร้อยก่อน”
“ยังใจเย็นจะเข้าครัวทำอาหารอีกรึ? เหตุเจ้าจึงเรียงลำดับความสำคัญไม่แตกฉานเอาเสียเลย? รีบไปเร็วเข้า อย่าได้ชักช้า…” แม่เฒ่าเผยยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงหน้าเตียง จ้องมองสองสามีภรรยาที่ลุกขึ้นแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะผลักพวกเขาให้ออกจากบ้านในทันที