ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 413 มาพบที่บ้านและพูดจาดี
ตอนที่ 413 มาพบที่บ้านและพูดจาดี
ตอนที่ 413 มาพบที่บ้านและพูดจาดี
เผยเล่าซื่อและภรรยาของเขาไม่ทันได้กินอาหารรองท้องแต่อย่างใด กลับถูกแม่เฒ่าตระกูลเผยเร่งให้เดินทางออกจากบ้านแต่เช้าตรู่
เผยเล่าซื่อชำเลืองมองแม่นางลวี่ ไม่รู้ว่าควรกล่าวคำใดดี
“ไปกันเถอะ” แม่นางลวี่กล่าว “ท่านแม่สั่งให้เจ้าติดตามไปด้วย คงกลัวว่าข้าจะหลอกลวงนาง เมื่อไปถึงบ้านท่านแม่แล้วกลับไม่กล้าเอ่ยปากขอยืมเงิน เยี่ยมเยียนและเดินวนไปมาแล้วกลับมาถึงบ้านมือเปล่า”
เผยเล่าซื่อ…
แม่นางลวี่ถอนหายใจ “ต่อให้เราสองคนไปพบพวกเขาด้วยกัน ทว่าพี่น้องของข้าก็ไม่มีเงินเจียดให้หยิบยืมอยู่ดี ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รอง เกรงว่าไปพบพวกเขาครั้งนี้ต้องเสียเปล่าเป็นแน่”
“ข้ารู้ ครอบครัวของเจ้าเองก็ลำบากไม่น้อย” เผยเล่าซื่อกล่าว
“ในเมื่อรับปากแล้วก็จัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นไปเสียเถอะ หากพี่ชายของข้ายินดีช่วยเหลือก็นับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากช่วยไม่ได้พวกเราก็อย่าได้ฝืนอ้อนวอนต่อไปเลย เรื่องนี้นับเป็นเรื่องใหญ่…”
“อืม” เผยเล่าซื่อพยักหน้ารับ “ข้าเข้าใจดี หากไม่สำเร็จย่อมไม่ฝืนใจกัน”
แม่นางลวี่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่างถิ่น พ่อและแม่ของนางตายตกไปตั้งแต่อายุยังน้อย พี่ชายทั้งสองคนไม่เคยแยกเรือนออกจากกัน ลงทุนจ่ายเงินซื้อเกวียนไว้เพื่อทำกิจการรับส่งขนย้ายสินค้าตากแดดตากฝน เงินแต่ละเหรียญได้มาด้วยความยากลำบากไม่น้อย
เมื่อสองสามีภรรยามาถึงบ้านตระกูลลวี่ สองพี่น้องตระกูลลวี่ออกไปทำงานไม่อยู่ที่เรือน ครั้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดและเจตนาการมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้ แน่นอนว่าพี่สะใภ้ทั้งสองย่อมไม่ยินยอมให้พวกเขาหยิบยืมเงินอย่างเด็ดขาด พี่สะใภ้รองของนางนั้นใจร้อนกว่า ยังพูดจาขับไล่ไสส่งอีกหลายประโยค
เผยเล่าซื่อมีนิสัยอ่อนแอและหน้าบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ครั้นได้ยินแล้วยิ่งรู้สึกอับอายเสียจนไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป เขาก้มหน้างุดอย่างกระอักกระอ่วน ไม่พูดอะไรสักคำ
ต่างจากแม่นางลวี่ซึ่งไม่แปลกใจกับผลลัพธ์นี้ นางลุกขึ้นพร้อมกล่าวว่า “ข้าเองก็ตระหนักดีว่าพี่ใหญ่และพี่รองทำงานหาเงินอย่างยากลำบากนัก ซ้ำยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวของตนเองอีก เฮ้อ หากไม่ใช่เพราะไร้ซึ่งหนทางอื่น ข้าคงไม่คิดแบกหน้ามาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเช่นนี้ พี่สะใภ้… เช่นนั้นข้าขอตัวลากลับ…”
เผยเล่าซื่อรีบลุกขึ้นยืนเช่นกันด้วยความโล่งอก เขาไม่กลัวว่าตนเองจะต้องทนทุกข์ต่อความยากลำบาก แต่การจะให้เขาเอ่ยปากขอยืมเงินจากครอบครัวของภรรยา เขาไม่มีความกล้ามากพอที่จะเปิดปากกล่าวได้อย่างแท้จริง
“เหลียนตี้เอ๋อ…” พี่สะใภ้ใหญ่ผู้มีนิสัยอ่อนโยนร้องเรียกนางไว้เสียก่อน “อย่าด่วนตระหนกไป ขอพี่สะใภ้ใหญ่พูดกับเจ้าสักสองสามประโยคเถิด”
“พี่สะใภ้…”
“ใช่ว่าข้าไม่ต้องการให้เจ้าหยิบยืมเงินไป พี่ชายทั้งสองของเจ้ารักใคร่น้องสาวเช่นเจ้ามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก พวกเขารวมถึงข้าย่อมไม่ต้องการเห็นเจ้ามีชีวิตที่ยากลำบาก…” พี่สะใภ้ใหญ่กล่าว “แต่หากให้เจ้ายืมเงินจำนวนนี้ไปแล้ว เจ้าสามารถเสาะหามาคืนได้หรือไม่?”
แม่นางลวี่…
เดิมทีตระกูลเผยเป็นครอบครัวที่มีกินมีใช้ตามอัตภาพ ทว่าตอนนี้ขาดเสาหลักซึ่งเป็นผู้หาเงินมาจุนเจือครอบครัว เมื่อรายได้ลดลง ยิ่งไร้ความเชื่อถือว่าจะสามารถหาเงินมาคืนได้อย่างครบถ้วน ข้อนี้สองสามีภรรยาตระกูลเผยก็รู้ดีแก่ใจเช่นกัน
พี่สะใภ้ใหญ่ลุกขึ้นจับมือของแม่นางลวี่ไว้ “เอาอย่างนี้ ข้าจะเสนอหนทางให้กับเจ้าดีหรือไม่?”
แม่นางลวี่นิ่งงัน มองหน้าอีกฝ่ายด้วยความสับสน
พี่สะใภ้กล่าวต่อไป “หากเจ้าทั้งสองต้องการรักษาที่ดินของตระกูลเผยไว้อาจทำได้ยากยิ่ง มิสู้ให้น้องสี่ติดตามพี่ใหญ่และพี่รองของเจ้าไปทำงานดีกว่าหรือ? ไม่ใช่หนทางที่สุขสบายนัก แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากต่อไปเช่นนี้ เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?”
แม่นางลวี่ได้ยินแล้วรีบหันหน้าไปมองเผยเล่าซื่อทันที
เผยเล่าซื่อตะลึงงันไปชั่วขณะ มุมปากกระตุกเล็กน้อยโดยที่ไม่ปริปากกล่าวคำใด
“พี่สะใภ้ใหญ่ เรื่องนี้… เราสองคนคงต้องคิดทบทวนให้ดีและปรึกษากันเสียก่อน” อันที่จริงแล้วแม่นางลวี่เห็นด้วยกับหนทางที่อีกฝ่ายเสนอ ทว่านางยังเคารพการตัดสินใจของสามีเป็นที่ตั้ง ดังนั้นนางจึงทำเพียงตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ได้ตอบตกลงในทันที
“ยังมีสิ่งใดให้คิดทบทวนอีกรึ? หรือกลัวว่าติดตามพี่ชายทั้งสองแล้วจะถูกเอาเปรียบจนได้รับความลำบาก?” พี่สะใภ้รองกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ครอบครัวของเจ้าเองก็ไม่ต่างกันเสียหน่อย อยู่ร่วมชายคากับเขา ห้าในสิบส่วนก็มีฐานะไม่ต่างไปจากคนรับใช้มิใช่หรือ?”
พี่สะใภ้ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็รีบดึงแขนเสื้อของนางเพื่อห้ามปราม “เหลียนตี้เอ๋อก็บอกแล้วมิใช่รึว่าต้องปรึกษาหารือกับน้องสี่เสียก่อน เจ้าจะรีบร้อนคาดคั้นนางไปไยกัน?”
พี่สะใภ้รองเบ้ริมฝีปากขณะปรายตามองเผยเล่าซื่อ นางไม่ค่อยถูกชะตากับชายหนุ่มท่าทางงุ่มง่ามเงอะงะผู้นี้เท่าไรนัก นางสงสัยเหลือเกินว่าเหตุใดน้องสามีของตนถึงได้ยินดีแต่งงานกับคนที่ยากจน ทั้งยังขี้ขลาดและไร้ความสามารถเช่นเขา
เมื่อเดินห่างออกมาจากบ้านตระกูลลวี่แล้ว บทสนทนาระหว่างสองสามีภรรยากลับเงียบงัน
แม่นางลวี่รู้ดีว่าเผยเล่าซื่อคิดสิ่งใดอยู่ในใจ เขาเป็นคนมีความกตัญญู จิตใจอ่อนไหว แม้เป็นคนไม่ค่อยพูดจาแต่ก็มากด้วยคุณธรรม นางชื่นชอบที่เขาเป็นคนดีเช่นนี้ถึงได้ยินยอมแต่งงานกับเขาอย่างเต็มใจ คอยปรนนิบัติรับใช้คนในครอบครัวของเขาไม่ได้ขาด
เวลานี้สำหรับเขาแล้ว การจะทอดทิ้งมารดาและน้องชายที่พิการเป็นอัมพาตไว้เบื้องหลัง เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถยอมรับและตัดสินใจได้ในทันที
ตัวเผยเล่าซื่อเองก็รู้ดีเช่นกันว่าแม่นางลวี่กำลังคิดสิ่งใดในใจ คำกล่าวจากปากพี่สะใภ้รองของนางถูกต้องทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากนี้หากต้องสูญเสียที่ดินทำกินไปหลายไร่ คงทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของนางในบ้านตระกูลเผยยิ่งลำบากยากแค้นขึ้นไปอีก เขาทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ภรรยาและลูก ๆ ของตนต้องมาตกระกำลำบากเพราะสามีและพ่อที่ไร้ผลประโยชน์เช่นเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ แม่นางลวี่จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน นางถามหยั่งเชิงท่าทีของเขา “เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
เผยเล่าซื่อ “ข้า… ข้าก็ให้คำตอบเจ้าไม่ได้เช่นกัน”
แม่นางลวี่ถอนหายใจ “เงินก็ไม่อาจหยิบยืมมาได้ กลับไปถึงบ้านเห็นทีท่านแม่คงต้องพ่นคำด่าทอไม่น่าฟังอย่างไม่ต้องสงสัย”
“กลับถึงบ้านแล้วเจ้าอย่าได้ปริปากใด ๆ ข้าจะอธิบายให้ท่านแม่ฟังเอง” เผยเล่าซื่อหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “ข้าไร้ความสามารถ ทำให้เจ้าได้รับความคับข้องใจแล้ว” ความที่เป็นคนมีนิสัยเก็บตัว ทั้งความคิดความอ่านยังละเอียดอ่อน ครั้นพบเจอเรื่องอ่อนไหวยิ่งกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของตนเอง เขาไม่มีความสามารถในการปกป้องภรรยาของตนด้วยซ้ำ บางครั้งเขายังนึกดูถูกตัวเอง เมื่อพบเจอเรื่องใดเข้าก็ไม่อาจละทิ้งนิสัยขี้ขลาดไปได้เสียที…
“เผยเล่าซื่อ” แม่นางลวี่จับจ้องใบหน้าของเขา “ที่จริงแล้วพี่สะใภ้รองของข้าเป็นคนมีจิตใจดี เพียงแต่นางพูดจาไม่ระวังปากไปบ้าง…”
เผยเล่าซื่อเม้มริมฝีปากแน่นพลางพยักหน้า
“ที่ดินรวมเจ็ดไร่ของครอบครัวเรา กล่าวกันตามหลักแล้วแบ่งเป็นส่วนของเจ้าจำนวนสามไร่ครึ่ง แต่น้องห้ากลับมาประสบเคราะห์เช่นนี้ไปเสียแล้ว เช่นนั้นพวกเราคงไม่ต้องการที่ดินจำนวนสามไร่ครึ่งนั้นอีก ยอมเสียสละให้กับพวกเขาไปเสีย เจ้าเห็นด้วยหรือไม่?” แม่นางลวี่กล่าว
เผยเล่าซื่อ…
แม่นางลวี่ “ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว การที่พวกเราอยู่ร่วมชายคากับพวกเขาย่อมเป็นภาระหลายปากท้อง ผลผลิตจากที่นาสามไร่ครึ่งที่เหลืออยู่เพียงพอสำหรับท่านแม่และสะใภ้ห้าเท่านั้น หากเราพาลูก ๆ ย้ายมาอาศัยอยู่อีกที่หนึ่งเสีย บ้านตระกูลเผยคงประหยัดทรัพยากรได้มากขึ้น เจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ?”
เผยเล่าซื่อพยักหน้าอีกครั้ง
แม่นางลวี่เห็นว่าเขาคิดได้แล้ว จึงไม่กล่าวอะไรกับเขาอีก
สองสามีภรรยากลับมายังบ้านตระกูลเผยมือเปล่า แม่เฒ่าเผยเอาแต่พร่ำบ่นและด่าทอซ้ำแล้วซ้ำเล่า หันไประบายความโกรธเคืองลงกับแม่นางเฝิง แม่นางเฝิงรู้สึกว่าตนถูกใส่ร้ายก็น้อยเนื้อต่ำใจนัก ได้แต่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างเตียงของเผยเล่าอู่
แม่เฒ่าเผยยืนกรานว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะแม่นางเฝิงที่เสนอความคิดล่วงเกินเสี่ยวส้วยเอ๋อ ส่วนเสี่ยวส้วยเอ๋อมีความสัมพันธ์สนิทสนมกันดีกับลูกสาวของตระกูลหยุน ดังนั้นแม้ตระกูลหยุนร่ำรวยเพียงใดก็ไม่ยอมช่วยเหลือพวกเขาโดยง่าย ทั้งยังบีบบังคับให้จำต้องนำโฉนดไปจำนองและร่างหนังสือสัญญากำกับไว้ หนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้จึงเหลือเพียงให้แม่นางเฝิงแบกหน้าไปขอโทษเสี่ยวส้วยเอ๋อเสียให้สิ้นเรื่อง
แน่นอนว่าแม่นางเฝิงยืนกรานไม่ยอมท่าเดียว แม่เฒ่าตระกูลเผยยิ่งร้องไห้และด่าทอหนักข้อขึ้นอีก สาปแช่งว่านางเป็นตัวกาลกิณี การที่เผยเล่าอู่ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เป็นเพราะนาง แม่นางเฝิงถูกกดดันและบีบบังคับจนทนไม่ไหว ตัดสินใจกัดฟันพยักหน้า บอกว่ารอให้ฟ้ามืดสนิทเสียก่อนค่อยไปพบสองแม่ลูกคู่นั้น
เสี่ยวส้วยเอ๋อและหลี่ชื่อเหอเพิ่งกลับมาจากร้านอาหาร พวกนางมักเก็บข้าวของเข้าที่และเตรียมตัวนอนพักผ่อนแต่หัววัน ตกเย็นขณะที่หลี่ชื่อเหอกำลังปูเตียงอยู่ พลันได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูบ้านถึงสามครั้ง
“ใครกัน…”
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจากนอกประตู
นางจึงคิดว่าตนคงหูฝาดไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
ครู่ต่อมา เสียงเคาะจากด้านนอกก็ดังขึ้นอีกสามครั้ง
“ผู้ใดกัน? เหตุใดไม่พูดอะไรสักคำล่ะ?” เสี่ยวส้วยเอ๋อเอ่ยถาม ทันทีที่เสียง ‘เอี๊ยด’ จากความฝืดของประตูไม้ขยับเปิดออก ภายนอกมืดสลัว แสงเพียงรำไรสะท้อนให้เห็นใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนและไม่เต็มใจของแขกที่มาเยือน
เสี่ยวส้วยเอ๋อตะลึงพรึงเพริดไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบดันประตูให้ปิดลงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ
“ประเดี๋ยวก่อน!” แม่นางเฝิงรีบยื่นมือไปจับขอบประตูไว้ได้ทันเวลา มุมปากกระตุกครั้งหนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเพียงว่า “ท่านพ่อของเจ้าอยากพบหน้าเจ้า”
หลี่ชื่อเหอซึ่งยืนหันหลังให้กับประตูบ้านได้ยินเสียงของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แผ่นหลังโค้งงอของนางชะงักค้างไปชั่วครู่ จากนั้นจึงหันหน้ากลับไปมองอย่างช้า ๆ