ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 492 เรือนจำในฝูเฉิง
ตอนที่ 492 เรือนจำในฝูเฉิง
ตอนที่ 492 เรือนจำในฝูเฉิง
หลังจากที่แม่นางถังควบม้าจากไป นักพรตเสวียนซวีก็เผยท่าทีผิดหวังไม่น้อย เขาไม่มีอารมณ์ดื่มด่ำกับรสชาติของสุราอีกแล้ว จากนั้นกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าควรทำอย่างไร? หลานชาย พวกเรายังคงเป็นอาหลานดังเดิมได้หรือไม่?”
สืออีเอ่ยว่า “ท่านอา” พลางแกะเปลือกถั่วลิสงแล้วส่งให้หยุนเชวี่ยก่อนกล่าวด้วยความสับสน “พวกเราเป็นญาติกันจริงหรือ? ข้าต้องคำนับท่านหรือไม่?” สิ้นคำ เขาก็ตั้งท่าเตรียมคำนับนักพรตเสวียนซวี
“โอ้ ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น!” นักพรตเสวียนซวีรีบเข้าไปประคองหลานชายด้วยความตกใจ “บุรุษคำนับเพียงฟ้า ดิน บิดามารดาเท่านั้น อาไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเจ้า เจ้าจะคำนับอาเพื่ออะไร?”
“หากท่านสามารถหาทางพาเขากลับเมืองหยวนโจวได้คงดีไม่น้อย” หยุนเชวี่ยกล่าว แม้นักพรตผู้นี้จะเป็นนักต้มตุ๋นคอยหลอกลวงผู้อื่นและมีบุคลิกไม่น่าเชื่อถือ แต่เขาก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านในหมู่บ้านไป๋ซี ทว่าในทางกลับกัน หากมีผู้ใดในหมู่บ้านมีอาการป่วย เขาก็จะมอบสมุนไพรให้คนผู้นั้นนำไปต้มเพื่อบำรุงรักษาตนเองโดยไม่คิดเงิน ทั้งยังบอกว่าเป็นการทำบุญแก่เพื่อมนุษย์ เหล่าชาวบ้านจึงยกยอเขาว่าเป็นนักพรตผู้สูงส่ง
“พอจะมีหนทางอยู่บ้าง แต่…” นักพรตเสวียนซวีมองสืออีด้วยสายตายากอธิบาย หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวต่อ “ช่างเถิด ข้าจะลองไปสอบถามชาวบ้านละแวกนั้นว่ามีหนทางอื่นหรือไม่”
สองวันต่อมา
นักพรตเสวียนซวีเก็บสัมภาระและออกเดินทางโดยอ้างว่าตนต้องการเดินทางไปรอบโลกเพื่อแสวงบุญและบำเพ็ญเพียร ก่อนออกเดินทางเขาทิ้งหีบไม้ใบเก่าไว้ให้สืออี ซึ่งข้างในเต็มไปด้วยแท่งเงินมูลค่าสิบตำลึงอันหนักอึ้ง
สืออีมอบแท่งเงินทั้งหมดให้แก่หยุนเชวี่ย ทั้งยังบอกให้นางเก็บเงินนี้ไว้เป็นสินเจ้าสาวในอนาคต
แม้นักพรตเต๋าจะจากไปแล้ว ทว่าวัดบนภูเขายังคงครึกครื้นดังเดิม หากมีงานแดงและงานขาว* เหล่าชาวบ้านมักใช้วัดเป็นที่จัดงาน นอกจากนี้ผู้เฒ่าทั้งหลายยังใช้สถานที่นี้สวดภาวนาอีกด้วยโดยมีต้าหนิวและเอ้อหู่คอยดูแลทำความสะอาดเป็นประจำ
*งานแดง เปรียบเสมือนงานมงคล ส่วนงานขาว เปรียบเสมือนงานอัปมงคล
วันเวลาผ่านผันไปด้วยความน่าเบื่อ บางครั้งเหล่าชาวบ้านก็นำเรื่องฉาวโฉ่มาซุบซิบนินทาในวงสนทนาเพื่อฆ่าเวลา ส่วนสาเหตุการตายของหยุนชิ่วเอ๋อยังคงเป็นปริศนา
ไม่มีผู้ใดรู้ว่านางเสียสติแล้วฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดน้ำหรือเป็นอุบัติเหตุลื่นลงไปในแม่น้ำและจมน้ำตาย
ขณะนี้แม่เฒ่าจูยังคงฝึกจิตในความเงียบ ตระกูลหยุนจึงสงบสุขกว่าที่เคย แม้แต่ชีวิตของแม่นางจ้าวก็ดีขึ้นเล็กน้อย ทว่านางยังคงทำงานหนักเช่นเดิม เมื่อเวลาผ่านผัน แม่นางจ้าวก็ค่อย ๆ คุ้นชินกับงานเหล่านั้น
ฤดูร้อนผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า ตระกูลหยุนได้รับข่าวดีว่าหยุนเยี่ยนตั้งครรภ์ แม่นางเหลียนขอให้หยุนลี่เต๋อขับเกวียนล่อพาตนเข้าไปในเมืองทันทีที่ทราบข่าว นางนำไข่ไก่หนึ่งร้อยฟอง ไก่ตัวอ้วนสองสามตัว และปลาตัวใหญ่ไปฝากบุตรสาวและสามีของนาง
ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าตระกูลอู๋มีความสุขมากเพียงใด คนขายเนื้ออู๋นำสุราชั้นดีมาที่เรือนของหยุนลี่เต๋อ ชายฉกรรจ์สองคนดื่มสุราจนเมามาย ในขณะที่แม่สามีไม่ยอมให้หยุนเยี่ยนทำทั้งงานบ้านและงานในร้านขายพะโล้ ดูเหมือนว่านางคงต้องอยู่เฉย ๆ ไปอีกสักพักใหญ่ ส่วนผู้ที่มีความสุขมากกว่าผู้ใดคงหนีไม่พ้นต้าหวัง
เพียงพริบตา ฤดูสารทก็คืบคลานมาถึง
ปลายเดือนเจ็ด หยุนลี่เต๋อบอกกับแม่นางเหลียนว่าตนอยากเดินทางไปยังเมืองหลวง
หยุนลี่จงจะต้องถูกประหารชีวิตในฤดูใบไม้ร่วง ฉะนั้นหยุนลี่เต๋อจึงไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ แต่ด้วยอำนาจของใต้เท้าจง หยุนลี่เต๋อจึงได้เข้าเยี่ยมหยุนลี่จงเป็นการส่วนตัวเพื่อฟังคำสั่งเสียของพี่ชาย
บาดแผลของหยุนเชวี่ยสมานดีแล้ว นางจึงรบเร้าขอเดินทางติดตามบิดา ขณะนี้แม่นางเหลียนกำลังง่วนอยู่กับการดูแลหยุนเยี่ยนจึงไม่ห้ามปราม เพียงแต่กำชับอย่างหนักแน่นว่าให้นางอยู่ใกล้บิดาตลอดเวลา อย่าไปไหนมาไหนเพียงผู้เดียว
ถึงกระนั้นหยุนลี่เต๋อก็ไม่ได้บอกความจริงแก่แม่เฒ่าจูว่าหยุนลี่จงถูกตัดสินโทษประหาร เนื่องจากหยุนชิ่วเอ๋อเพิ่งเสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติ เขาจึงเกรงว่าหญิงชราจะรับเรื่องน่าสะเทือนใจไม่ไหว ท้ายที่สุดหยุนลี่เต๋อก็ตัดสินใจเดินทางไปหาหยุนโม่บุตรชายคนโตของหยุนลี่จงเพื่อแจ้งข่าวการประหารของบิดา
เมื่อเดินทางไปถึงเรือนตระกูลหลัว หยุนลี่เต๋อจึงเล่าความจริงทุกอย่างให้หลานชายฟัง เมื่อฟังจบ ดวงตาของหยุนโม่ก็แดงก่ำ เขาส่ายศีรษะด้วยความอับอายพลางกล่าวว่า “อารอง ข้าไปไม่ได้ขอรับ งานที่เรือนมีมากมายเหลือเกิน”
“ต้าหลาง เจ้าพูดอะไร?” หยุนลี่เต๋อทั้งตกตะลึงและโกรธเคือง “เขาคือพ่อของเจ้า! เหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเจอเขาเป็นครั้งสุดท้าย?”
“ข้าไปไม่ได้จริง ๆ ขอรับ” หยุนโม่ยืนกรานก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ท่านพ่อและท่านแม่ของภรรยาข้าชรามากแล้ว อีกทั้งน้องสาวคนที่ห้ายังเด็กนัก นอกจากนี้งานที่เรือนย้อมผ้ายังมีมากมาย สตรีตัวเล็ก ๆ เช่นเฉี่ยวหลานไม่สามารถรับมือกับงานทั้งหมดโดยไม่มีผู้ใดคอยช่วยไม่ได้”
“…” ริมฝีปากของหยุนลี่เต๋อขยับเล็กน้อย ทว่าไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
จนกระทั่งเดินทางมาถึงเรือน อารมณ์คุกรุ่นของเขาก็ยังไม่หายไป แม่นางเหลียนจึงให้คำแนะนำกับสามีว่า “ท่านอย่ากล่าวโทษต้าหลางเลย เขาคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ท่านจะเค้นให้ต้าหลางสารภาพกับพ่อตาแม่ยายรึ? อยากให้เขาสารภาพว่าพ่อของตนเป็นนักโทษประหารหรือ? ต้าหลางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากพอแล้ว ท่านอย่าทำให้เขาอับอายอีกเลย ลืมมันไปเถิด…”
หยุนลี่เต๋อยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่ครู่ใหญ่ ยามบ่ายเขาเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อจ้างรถม้าไปเดินทางไปยังเมืองหลวงอีกครั้ง
การเดินทางครั้งนี้มีเวลาเหลือเฟือจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อน นอกจากนี้อากาศยังเย็นสบายกว่าวันอื่นมากนัก หยุนเชวี่ยดื่มด่ำกับทิวทัศน์ข้างทางและอากาศบริสุทธิ์ไปตลอดการเดินทาง ขณะเดียวกันก็กินขนมที่แม่นางเหลียนเตรียมไว้ให้ไม่หยุดปาก การเดินทางครั้งนี้ช่างแสนเพลิดเพลิน หากไม่ใช่เพราะสีหน้ามืดหม่นของหยุนลี่เต๋อ นางก็อยากจะฮัมเพลงสักหน่อย
ในเมื่อหยุนเชวี่ยเพลิดเพลินไปกับการเดินทาง ระยะเวลาสี่ห้าวันสำหรับนานจึงเป็นเวลาไม่นาน หลังจากกินผลไม้ดอง เนื้อแดดเดียว และขนมเปี๊ยะจนอิ่มท้อง นางก็สังเกตเห็นประตูเมืองหลวงอยู่ในที่ไกล ๆ
วันแรกของการมาเยือนเมืองหลวง สองคนพ่อลูกเข้าพักในเรือนแรม
วันที่สองของการมาเยือนเมืองหลวง หยุนลี่เต๋อและหยุนเชวี่ยเดินทางไปเข้าพบใต้เท้าจงตามเทียบเชิญ ณ สำนักงานบริหาร
วันที่สามของการมาเยือนเมืองหลวง เจ้าหน้าที่เดินทางมาแจ้งข่าวกับหยุนลี่เต๋อว่าทางการกำลังจัดเตรียมการประหาร ดังนั้นเขาจึงมีเวลาเข้าพบพี่ชายเพื่อพูดคุยกันเป็นครั้งสุดท้ายไม่ถึงสองชั่วยาม
หยุนลี่เต๋อตระเตรียมสุราและเนื้อไปอย่างรีบร้อน จากนั้นเดินตามเจ้าหน้าที่ไปยังเรือนจำ
เขาไม่ต้องการให้หยุนเชวี่ยตามเข้าไปในสถานที่ที่น่าหดหู่เช่นนั้น แต่ก็ไม่อยากให้นางเดินเตร่อยู่ข้างนอกเพียงลำพัง ฉะนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพาบุตรสาวเข้าไปด้วยแล้วกำชับว่าอย่าหันมองไปรอบ ๆ และอย่าพูดคุยกับผู้อื่นเรื่อยเปื่อย
หยุนเชวี่ยไม่ได้ใส่ใจคำสั่งของบิดามากนัก เนื่องจากตอนนี้ความอยากรู้อยากเห็นของนางสูงเทียมฟ้า เด็กสาวไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้ตนจะได้เดินอยู่ในเรือนจำที่ใช้คุมขังนักโทษประหาร นางเดินตามหยุนลี่เต๋อและมองสำรวจรอบข้างอย่างเงียบ ๆ
เรือนจำแห่งนี้แตกต่างจากเรือนจำที่นางเคยเห็นในโทรทัศน์เมื่อภพชาติที่แล้วยิ่งนัก ที่แห่งนี้มีพื้นที่คับแคบ ระยะความสูงระหว่างเพดานและพื้นไม่มาก พื้นที่ข้างในถูกแบ่งเป็นห้องคล้ายกรง ข้างในนั้นอบอวลด้วยกลิ่นอับชื้น อีกทั้งบรรยากาศยังมืดมิด หากไม่มีคบเพลิงหรือตะเกียงส่องนำทาง พวกเขาคงมองไม่เห็นทางข้างหน้าเป็นแน่
‘หากต้องถูกคุมขังในที่เช่นนี้เป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง ข้าขอตายไปเสียยังจะดีกว่า’ หยุนเชวี่ยครุ่นคิดในใจ ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียง ‘ตึง’ และเสียงโซ่เหล็กกระทบกัน เจ้าหน้าที่ผู้นำทางกันมากล่าวว่า “ถึงแล้ว รีบสั่งเสียเร็วเข้า เหลือเวลาไม่มากแล้ว” กล่าวจบ เขาก็แขวนตะเกียงไฟไว้บนผนังแล้วเดินกลับออกไป
แสงไฟสลัวส่องกระทบร่างของหยุนลี่จงที่นอนอยู่บนกองฟาง เขาหันมองผู้มาเยือนเล็กน้อย ผมเผ้าหลุดลุ่ยตกลงปกคลุมใบหน้าเกือบครึ่งจึงทำให้ไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของเขาชัดเจน