ทะลุมิติไปเป็นสาวน้อยชาวสวน[农家小财主] - ตอนที่ 493 เยี่ยมนักโทษ
ตอนที่ 493 เยี่ยมนักโทษ
ตอนที่ 493 เยี่ยมนักโทษ
เนื่องด้วยเรือนจำไม่มีหน้าต่าง ภายในจึงมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใด
เมื่อใดที่ผู้คุมนำอาหารเย็นมาให้ เมื่อนั้นหยุนลี่จงก็สามารถรู้ได้ว่าเวลาหนึ่งวันกำลังจะผ่านพ้นไปอีกครั้งและวันที่ตนต้องถูกบั่นคอก็ใกล้เข้ามาอีกหนึ่งวัน แม้การใช้ชีวิตอยู่ในคุกจะยากลำบาก ทว่าเขาก็สวดภาวนาขอให้วันประหารมาไม่ถึง
ไม่รู้ว่าตนถูกคุมขังนานเท่าใด
เมื่อได้ยินเสียงประตูห้องขังเปิดออก ‘ตึง…’ หัวใจของหยุนลี่จงก็เต้นรัว ‘ตึก ตัก ตึก ตัก’ ความคิดมากมายพลันผุดขึ้นมาในความคิดอย่างรวดเร็ว
เดินทางสู่ลานประหาร!
เร็วเกินไป!
มิใช่ว่านักโทษต้องกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนเข้าสู่ลานประหารหรอกหรือ?
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าความรู้สึกเมื่อถูกมีดจ่อคอเป็นอย่างไร…
ชาติหน้ามีจริงหรือไม่? หากมีอยู่จริง เขาหวังว่าตนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่ต้องมาลงเอยเป็นลูกของชาวนาเช่นนี้…
ตนกำลังจะตายจริง ๆ สินะ!
ไม่ยุติธรรม!
ข้าราชการระดับสูงมากมายโลภกว่าเขา เลวร้ายกว่าเขา แต่เหตุใดถึงมีแค่ตนที่ถูกตัดสินโทษประหารเพียงผู้เดียว?
เขาไม่อยากตาย!
ขณะตกอยู่ในภวังค์ หยุนลี่จงเห็นว่าผู้คุมกำลังพูดบางอย่าง ร่างกายของเขาพลันแข็งทื่ออย่างควบคุมไม่ได้ แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันสาดกระทบร่างสูงใหญ่ รูม่านตาของเขาหดตัวลงเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัว
ก่อนที่เขาจะมองเห็นคนผู้นั้นอย่างเต็มตา หยุนลี่จงก็ตะโกนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือว่า “ไม่ยุติธรรม…” จากนั้นปีนลงจากกองฟางราวกับหุ่นกระบอกก่อนคุกเข่าคำนับด้านหน้าประตูห้องขัง
“พี่ใหญ่?” หยุนลี่เต๋อแทบจดจำพี่ชายไม่ได้ เขาเดินเข้าใกล้หยุนลี่จงสองสามก้าวก่อนเอื้อมมือออกไปอย่างลังเล
หยุนลี่จงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นที่ทั้งแข็งและเปียกแฉะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนอย่างช้า ๆ ภายใต้แสงไฟสีเหลืองจากตะเกียงน้ำมัน หยุนลี่เต๋อมองเห็นใบหน้าสกปรกมอมแมมและซูบตอบที่บิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกอย่างชัดเจน
“พี่ใหญ่!” ความรู้สึกมากมายผสมปนเปอยู่ภายในใจของหยุนลี่เต๋อ
หยุนลี่จงตกตะลึง ไม่นานแววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนจากหวาดกลัวเป็นโล่งใจ ทั้งยังมีร่องรอยความปีติที่รอดพ้นจากหายนะ เอวและไหล่ของเขาผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองพี่น้องนั่งลงคุกเข่าตรงหน้ากันและกัน
ผู้คุมปิดประตูห้องขังก่อนคล้องโซ่สองสามรอบแล้วเดินไปยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
“พี่ใหญ่ ลุกขึ้นเถอะ” หยุนลี่เต๋อประคองหยุนลี่จงให้ลุกยืนขึ้นพลางมองไปรอบ ๆ ภายในที่แห่งนี้ไม่มีเก้าอี้ยกเว้นกองฟางตรงมุมห้อง
ท่อนขาของหยุนลี่จงไร้เรี่ยวแรงจนแทบยืนไม่ไหว เขายังคงจ้องมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาไม่เชื่อผ่านเส้นผมยุ่งเหยิงที่ตกลงปรกใบหน้า ขณะที่ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่ ข้ามาเยี่ยมท่าน นอกจากนี้ข้ายังนำสุราและอาหารมาด้วย พวกเรานั่งลงคุยกันเถิด” หยุนลี่เต๋อรู้สึกได้ว่าขาของตนสั่นเทาอย่างหนัก
“เจ้ารอง…” หยุนลี่จงเอ่ยปาก ดวงตาของเขาเลื่อนไปจับจ้องกล่องอาหารที่วางอยู่ตรงหน้าประตูห้องขัง ทันใดนั้นเขาก็กล่าวออกอย่างสิ้นหวัง “เจ้ามาเยี่ยมข้ารึ เจ้าไม่ได้ตั้งใจมาเยี่ยมข้า… เจ้ามาส่งอาหารมื้อสุดท้ายของข้า เจ้ากำลังสมน้ำหน้าข้า…”
“พี่ใหญ่ อย่าคิดเช่นนั้นสิ เรานั่งลงและดื่มสุราด้วยกันก่อนดีหรือไม่?” หยุนลี่เต๋อประคองพี่ชายให้นั่งลง จากนั้นเปิดฝากล่องอาหารแล้วนำชามอาหารออกมาทีละอย่าง ซึ่งประกอบไปด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อสี่ชาม ขนมหวานสองจาน และน้ำเต้าที่บรรจุสุราชั้นดี เขาวางจอกสุราลงกับพื้นพลางกล่าวว่า “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นอาหารที่พี่ใหญ่โปรดปราน ท่านลองชิมดูสิ”
แม้จะกินอาหารเน่าเสียและขึ้นรามาหลายเดือน ทว่าตอนนี้หยุนลี่จงไม่มีความกระตือรือร้นที่จะขยับตะเกียบ เขานั่งนิ่งขณะมองหยุนลี่เต๋อด้วยสายตาโศกเศร้าและสิ้นหวัง
“พี่ใหญ่” น้ำตาของหยุนลี่เต๋อไหลพราก จากนั้นเล่าเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตระกูลหยุนภายในหนึ่งปีให้หยุนลี่จงฟัง “ท่านพ่อจากไปแล้ว เขาหลับใหลแล้วไม่ตื่นมาอีกเลย ไม่แม้แต่จะกล่าวคำสั่งเสีย ท่านพ่อจากไปเร็วยิ่งนัก เขาลำบากมาทั้งชีวิต ยังไม่ทันที่จะได้อยู่อย่างสุขสบายก็ตายไปก่อน เหลือไว้เพียงความทรงจำเท่านั้น…”
“ส่วนเจ้าสามถูกตัดสินให้ถูกเนรเทศออกจากเมือง ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว ข้าก็ยังไม่ได้ยินข่าวคราวของเขา ยิ่งไปกว่านั้นชิ่วเอ๋อ… ชิ่วเอ๋อก็จากไปแล้วเช่นกัน ตอนที่สิ้นใจ นางตั้งท้องได้ประมาณเจ็ดถึงแปดเดือน พี่ใหญ่…” หยุนลี่เต๋อเงยหน้าขึ้นสบตาหยุนลี่จงพลางดื่มสุรา “ข้าไปตามหานางที่จวนตระกูลจาง ไม่นานพวกเขาก็ส่งนางกลับมา หยุนชิ่วเอ๋อเสียสติไปแล้ว คนตระกูลจางโทษว่าเป็นความผิดของท่าน… พี่ใหญ่ ข้าอยากถามว่าเหตุใดท่านถึงทำเช่นนี้?”
“ชิ่วเอ๋อ… ตายแล้ว?” เมื่อกล่าวถึงหยุนชิ่วเอ๋อ สีหน้าของหยุนลี่จงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่ความรู้สึกผิดและต้องการสารภาพ แต่เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหลังจากถูกเปิดโปงความชั่วช้า
“นางจมน้ำตาย ตอนที่เห็นศพนางครั้งแรก ข้าแทบจำไม่ได้… พี่ใหญ่ แม้ชิ่วเอ๋อจะดื้อด้านไปบ้าง แต่อย่างไรนางก็เป็นน้องสาวที่ท่านเลี้ยงดูมากับมือ!” ในเมื่อหยุนชิ่วเอ๋อตายไปแล้ว หยุนลี่เต๋อจึงไม่ต้องการกล่าวโทษหยุนลี่จง แต่ทุกครั้งที่นึกถึงนางขึ้นมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะบันดาลโทสะ
เขาเป็นพี่ใหญ่ แต่กลับส่งนางไปตายด้วยมือตนเอง!
“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายนาง… เจ้ารอง เชื่อข้าสิ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำร้ายนาง! ข้าไม่คิดว่านางจะตาย!” หยุนลี่จงคลานเข้าไปในมุมห้องอันมืดมิดอย่างเชื่องช้าเพื่อหลบหลีกสายตาข่มขู่ของหยุนลี่เต๋อ จากนั้นกล่าวแก้ตัวเป็นพัลวัน “นาง… มิใช่ว่านางใฝ่สูงและอยากแต่งงานกับตระกูลเศรษฐีหรือ? นางเต็มใจแต่งงานกับเขา… ยิ่งไปกว่านั้นท่านพ่อท่านแม่เป็นคนรับเงินสินสอดห้าร้อยตำลึงมิใช่หรือ? ชิ่วเอ๋อ… ชิ่วเอ๋อเป็นคนงาม…”
“พี่ใหญ่! ท่านรู้สึกผิดมากหรือไม่!” หยุนลี่เต๋อผิดหวังในตัวของพี่ชายไม่น้อย เขาเขวี้ยงจอกสุราลงพื้นพร้อมตวาดอย่างโกรธแค้น “ท่านโกหกและส่งน้องสาวที่คลานตามกันมาไปให้ชายที่ป่วยใกล้ตาย หลอกลวงนางไม่พอยังหลอกลวงท่านพ่อท่านแม่ให้มีความสุข นั่นคือสิ่งที่ท่านทำในฐานะพี่ใหญ่หรือ! ท่านส่งชิ่วเอ๋อลงนรกเพราะต้องการเงินและตำแหน่งขุนนาง ท่าน!”
หยุนลี่เต๋อกำหมัด เม้มริมฝีปากแน่นพร้อมกลืนประโยค ‘ไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉาน’ ลงลำคอ สุราที่เพิ่งดื่มเข้าไปทำให้โทสะของเขาพุ่งสูง ทั้งยังทำให้ลำคอและหน้าท้องของเขาเจ็บปวดอีกด้วย
“ข้าไม่ได้ตั้งใจฆ่าหยุนชิ่วเอ๋อจริง ๆ ข้าคิดว่าคุณชายใหญ่จะหายป่วยก่อนที่ชิ่วเอ๋อเดินทางไปถึง ชิ่วเอ๋อไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอย่างสุขสบายหรอกหรือ? ข้าอยากให้นางมีความสุขด้วยใจจริง ข้าอยากให้นางแต่งงานกับเศรษฐีตามที่วาดฝันไว้ เจ้ารอง เจ้าต้องเชื่อพี่ใหญ่นะ พี่ใหญ่ไม่มีเจตนาทำร้ายใคร…” ต่อหน้าผู้ที่รู้ความจริง หยุนลี่จงยังคงโกหกเพื่อเอาตัวรอด คล้ายว่าทันทีที่ยอมรับผิด เขาจะถูกทุบตีจนตายและไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดังเดิม
“ถ้าท่านทำเพื่อชิ่วเอ๋อจริง เหตุใดต้องปิดบังท่านพ่อท่านแม่?” หยุนลี่เต๋อถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“…” หยุนลี่จงพูดไม่ออก
ภายในห้องขังอันมืดมิดและอับชื้น ไม่รู้ว่าที่แห่งนี้มีงู แมลง หนู หรือมดที่กำลังกัดแทะหัวใจของผู้คนอยู่หรือไม่
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ อารมณ์คุกรุ่นของหยุนลี่เต๋อก็เย็นลง เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ลืมมันไปเถิด… พูดเรื่องนี้ไปนางก็ไม่ฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ต้าหลางแต่งงานแล้ว เมียของเขาเป็นคนดีมีคุณธรรม เขาทำงานช่วยพ่อตาอยู่ที่โรงย้อมผ้าและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เดิมทีต้าหลางต้องการมาพบท่าน… แต่เคราะห์ร้ายพ่อตาป่วยกะทันหันจึงต้องอยู่ดูแล อีกทั้งเฉี่ยวหลานไม่สามารถดูแลโรงย้อมผ้าเพียงคนเดียวได้ ฉะนั้นเขาจึงฝากข้อความมาถึงท่านเพื่อให้กำลังใจ…” หยุนลี่เต๋อไม่มีความสามารถในการโกหก น้ำเสียงของเขาจึงเจือความลังเลเล็กน้อย หลังจากกล่าวจบ เขาก็เหลือบมองหยุนลี่จงที่นั่งอยู่ในความมืด