ทะลุมิติทั้งครอบครัว - ตอนที่ 800-1 โชคดีทั้งหมดไปตกอยู่ที่เจ้า
ตอนที่ 800-1 โชคดีทั้งหมดไปตกอยู่ที่เจ้า
ซ่งฝูเซิงจงใจแกล้งลูกสาว
ลูกสาวเคยบอกเขาว่า วุ่นมาครึ่งค่อนวัน ไม่มีเรื่องของนางเลยสักนิด
ยิ่งฝูหลิงไม่สบอารมณ์ ซ่งฝูเซิงก็ยิ่งอยากแกล้ง
พวกเถาฮวากับเป่าจูวุ่นอยู่ในห้องครัว พวกเพ่ยอิงก็ไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะ ลูกสาวเขานั่งกินข้าวอยู่กับพวกเด็กๆ อย่างจินเป่าเอ้อร์หลัง
นั่งดื่มไวน์อยู่กับพวกเด็กผู้ชาย เขาอยู่ไกลๆ มองไป ลูกสาวของเขาเริ่มหน้าแดง
หมี่โซ่วได้ยินก็คิด กล้าใช้พี่สาวของเขาเลยเหรอ รีบลงจากเตียง
ปากของหมี่โซ่วยังไม่ทันได้กลืนเกี๊ยวลงคอก็รีบเหยียบส้นรองเท้าเข้าไปรับเกี๊ยวจากมือเฉียนเพ่ยอิง
ตอนวิ่งไปยังมีแอบมองลุงของเขา
ซ่งฝูเซิงที่อยู่ท่ามกลางเสียงโหวกเหวก จับตะเกียบ แอบไม่เข้าใจ ทำสีหน้าอะไรของเจ้า
หมี่โซ่วคิดในใจ
ท่านลุง ท่านทำเองเถอะ ทำพี่สาวข้าโมโหมากๆ ระวังนางจะรีบออกเรือน
พอถึงตอนนั้น สวมชุดที่ขั้นยศสูงกว่าท่านกลับบ้านมา คอยดูนะ ท่านจะร้องไห้หรือเปล่า
ดังนั้นแหย่พี่สาวข้าให้น้อยๆ หน่อย เขายังอยากให้พี่สาวอยู่บ้านด้วยกันไปอีกหลายปี
ท่านย่าหม่าฟังจบก็ชะเง้อคอจากในวงคนแก่หันไปมองซ่งฝูหลิง
ปากก็ด่าซ่งฝูเซิง “นั่งกินเหล้าของเจ้าไปเลย ยุ่งอะไรนักหนา ทำเป็นเป็นห่วงเมียให้ข้าฟังรึ”
“ท่านแม่ ข้าว่าท่านแม่ชักลำเอียงแล้ว ข้าก็แค่แกล้งเล่น อีกอย่าง ท่านแม่ก็มียศไม่ใช่เหรอ”
“ข้าจะมียศอะไรก็ต้องปรนนิบัติพั่งยา เจ้าใช้นาง ข้าก็ต้องลงจากเตียงไปทำแทน ไม่สู้ใช้ข้ามาเลยดีกว่า”
ทุกคนหัวเราะเสียงดัง
ต่างรู้ว่าขนาดอบขนมเค้ก ท่านย่าหม่ายังไม่ให้พั่งยายื่นมือเข้ามาช่วย
บอกว่ารูปแบบเยอะแล้ว ทำขนมเค้กน้ำผึ้งอะไรอีก คิดของใหม่ทำไม
ขนาดแบบเก่าพวกเขายังไม่เคยกิน จะมีแบบใหม่ไปทำไม
ให้พวกสาวใช้หัดทำกันจนคล่องก็พอ
แต่ซ่งฝูหลิงกลับไม่เห็นด้วย หลักๆ คือนางอยากกินเอง
จากนั้นซ่งฝูหลิงก็ทดลองทำ สาธิต สอนพวกสาวใช้ทำสิบกว่าก้อนแรก ท่านย่าหม่าเลยเอากลับบ้านมาให้ทุกคนลองกินก่อน
เล่นเอาทุกคนคิดว่าสงสัยดวงอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันตกแน่ ท่านย่าหม่าใจกว้างขนาดนี้
ช่วยหลายวันนั้นเด็กๆ เอาแต่ชมท่านย่าหม่า
ในความเป็นจริง ท่านย่าหม่าคิดว่า
ของที่พั่งยาทำห้ามขายให้คนนอกรู้หรือเปล่า
คนอื่นไม่คู่ควรกินของที่หลานสาวนางทำ
วันหน้าของที่หลานสาวนางทำจะเอาออกไปขายไม่ได้
วันหนึ่งถ้าหลานสาวคนเล็กเอาของที่ตัวเองทำออกมา เช่นนี่นก็ต้องให้เป็นของขวัญคนอื่นเท่านั้น
อีกทั้งต้องให้คนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและมีน้ำใจมากเป็นพิเศษ
…
เย็นวันนี้ทุกคนดื่มกันไปเยอะมาก
สภาพเหตุการณ์เป็นแบบที่ว่า
ในบ้านมีผู้ชายเยอะ พอรวมตัวกันทีก็นั่งได้สิบกว่าโต๊ะ
แต่ละโต๊ะก็เป็นพี่น้องกัน เงยหน้ามองฟ้ากระดกเหล้า ดื่มเสร็จก็คุยกัน
เล่นเอาเจ้าตัวล้างผลาญกับเหนียนเหนียนน้อยงอแง พวกผู้ชายมองทารกน้อยร้องไห้ก็ชี้ พลางหัวเราะเสียงดัง
ทารกน้อยร้องไห้สักพัก ไม่ต้องรอให้ใครมากล่อม ส่งเสียงหัวเราะทั้งที่น้ำตายังคาอยู่ หึหึ หึหึ
ท่านลุงซ่งที่ดื่มจนหน้าแดงพูดขึ้น “ทำอย่างไรดี พวกเราเพิ่งมาถึงยังไม่ทันตั้งรกรากก็ต้องย้ายบ้านอีกแล้ว ข้าชักเข้าใจแล้ว คนเราถ้ายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีทางได้สงบสุข”
คำพูดนี้พูดด้วยความดีใจ
“ใช่ ย้ายบ้าน!” ลุงใหญ่ซ่งตะโกนเสร็จก็ยิ้มเอาสองมือจับหน้า
เป็นครั้งแรกที่เขาตะโกนเสียงดังขนาดนี้ แถมยังพูดจาโอ้อวด แต่ก็แอบมีเขินอายอยู่บ้าง
ซ่งฝูเซิงได้ยินเสียงตะโกนก็ตั้งใจหันไปมองลุงใหญ่ เดิมทีเขาคิดว่าวันนี้ลุงใหญ่จะดื่มแล้วร้องไห้เสียอีก
อย่างไรเสียนั่นก็เป็นแบบฉบับของลุงใหญ่
โดยทั่วไปเวลามีเรื่องน่าดีใจอะไรลุงใหญ่ดื่มๆ อยู่ก็ร้องไห้พลางพูด ‘ปู่เจ้า พ่อเจ้า ไม่มีวาสนาได้อยู่ดู’
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าวันนี้คนที่ร้องไห้จะเป็นสามีของยายรองซ่ง ลุงรองซ่ง
อยู่ๆ ลุงรองซ่งก็จับมือซ่งฝูเซิง
“มือนี้ มือน้อยๆ นี้…
…เฮ้อ ครอบครัวเรานับว่าได้พึ่งบารมีมากเลยนะ…
…ตอนนี้ได้นั่งดื่มเหล้ากับขุนนางขั้นสี่อย่างเจ้า ได้อาศัยอยู่ชายคาเดียวกันกับขุนนางขั้นสี่ทุกวัน…
…ขุนนางขั้นสี่เรียกข้าว่าลุงรอง…
…ข้าสงสัยจริงๆ ว่าพอข้าตายไปแล้วเล่าให้ทุกคนฟัง พวกเขาคงคิดว่าข้าคุยโว”
เกาถูฮูเห็นลุงรองซ่งเริ่มแล้ว เขาก็ไหลตามน้ำต่อ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงกอดคอซ่งฝูเซิงพลางพูด “ก็ใช่น่ะสิ ใครจะไปคิดว่าขอแค่ผ่านชีวิตลี้ภัยมาได้ ข้าจะกลายเป็นญาติของครอบครัวขุนนาง”
ซ่งฝูเซิงรู้สึกงง คนในครอบครัวเขานี่อย่างไรกันนะ ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก็ชอบดึงเขาเข้าไปเอี่ยว
ถ้าพวกเด็กๆ มาเอี่ยวก็ว่าไปอย่าง แถมคนพูดกลับมีแต่พวกคนแก่
ซ่งฝูเซิงอยู่ในท่าเหมือนแบกเกาถูฮู เขาเองก็ดื่มจนหน้าแดง แต่ปากกำลังพูดกับท่านลุงซ่งอย่างจริงจัง
“ตำแหน่งนายอำเภอยังคงเป็นของข้า พวกเราก็ยังคงใช้เรือนหลังได้อยู่ ท่านลุงซ่ง ข้าคิดว่าทางนี้มีเรื่องต้องทำเยอะมาก ให้คนในครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ คนส่วนน้อยที่ไม่มีงานทำ อยู่ว่างๆ ก็ค่อยให้ตามข้าไปที่ว่าการเขต”
ในขณะที่ทุกคนกำลังหูผึ่งรอฟังว่าท่านลุงซ่งจะประกาศให้ใครอยู่ที่นี่จะได้คัดค้านได้ทันเวลา
ท่านลุงซ่งก็พูดด้วยความรีบร้อน “ข้าว่าง ข้าต้องไป”
ลุงใหญ่ซ่งว่าตามทันที “ข้าต้องหิ้วกระเป๋าให้ผู้เฒ่า ตอนนี้ข้าเป็นคนของเขา ใช้ภาษาขุนนางของพวกเจ้าเรียกว่าอะไรนะ อ๋อ ใช่ เลขา ข้าต้องไปกับเขา”
เกาถูฮู “ข้าก็อยากไปเมืองใหญ่ด้วย พั่งยา คำพูดนั้นพูดว่าอย่างไรนะ”
ซ่งฝูหลิงกำลังแทะขาไก่อยู่อีกโต๊ะหนึ่ง “คำพูดไหนเหรอปู่เกา”
“ก็ประมาณว่า ไปเมืองใหญ่ถึงจะได้ดี ก่อนหน้านี้เจ้ายังพูดอยู่เลย”
“ใช่ เจ้าสาม ได้ยินหรือยัง ครั้งนี้อาเกาต้องเป็นกลุ่มแรกที่ตามเจ้าไป คราวก่อนเจ้าทิ้งข้าไว้ ข้าจะไปเมืองใหญ่ด้วย ไปเลี้ยงหมู”
ทางฝ่ายพวกผู้หญิงก็ไม่ได้อยู่ว่าง
แต่พวกนางไม่ได้กลุ้มเรื่องไม่มีประโยชน์พวกนั้นในเวลาที่น่าดีใจแบบนี้
ในสายตาของพวกนาง เวลานี้มันใช่เวลาคุยเรื่องเครียดๆ เหรอ
เวลานี้ควรอาศัยตอนเมากล้าคิดให้เยอะๆ ปลดปล่อยอารมณ์
“เอ๊ะ พวกเราน่ะ วันหน้าไปอยู่ในเมือง เจ้าว่าคนข้างนอกจะรู้ไหมว่าพวกเราเป็นคนในครอบครัวของผู้ว่าการเขต”
“ไม่หรอก คงค่อยๆ รู้กัน ก็เหมือนคนที่นี่แหละ”
“หาวิธีทำให้คนรู้เร็วๆ ไม่ได้เหรอ เช่นนั้นเอาแบบนี้ ข้าคิดไว้แล้ว พวกเราใส่ชุดที่แม่ทัพเล็กให้ แล้วพวกเราแปดคนไปเดินบนถนนสักรอบดีไหม”
“เดินเรียงแถวน่ะเหรอ โอ๊ย แค่จินตนาการภาพนั้นข้าก็รับไม่ได้แล้ว ฮ่าๆๆ ตัวสั่นไปหมด”
“แน่นอน เดินอย่างภาคภูมิใจแบบซ่วนเหมียวจื่อบ้านข้า เอาให้ไหล่สะบัด”
ยายหวังยังยิ้มพลางชี้ท่านย่าหม่า “พี่หม่า พอถึงตอนนั้นพี่ยืนตรงกลาง ใส่ชุดพระราชทานนะ”
ท่านย่าหม่าหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่า “เหลวไหล ชุดพระราชทานเป็นชุดของทางการ ใส่ออกไปเดินเล่นบนท้องถนนได้ที่ไหนกัน แต่ให้ยืนตรงกลางน่ะได้ ใส่ชุดขนจิ้งจอกก็เด่นไม่แพ้กัน”
พูดถึงชุดพระราชทาน “พี่หม่า ยกชุดมาให้พวกเราลูบดูหน่อยสิ ช่วงสองวันนี้ท่านลุงซ่งชอบบอกว่าขุนนางที่มาจากเมืองหลวงยังไม่กลับ ฮึบไว้ อย่าดีใจออกหน้าออกตา พวกข้ายังไม่ได้ดูให้ดีๆ เลย”
“ได้ นั่นน่ะ สะใภ้ใหญ่ ช่วยยกชุดพระราชทานมาให้แม่หน่อย อยู่ข้างต้นใบเงินใบทอง ไม่ต้องหยิบม้วนหนังสือมาหรอก เดี๋ยวเลอะเทอะ”
ทำพูดไป พอชุดพระราชทานปรากฏ ทางพวกผู้ชายก็ลดเสียงทันที
คนไหนที่ไม่ถูกซ่งฝูเซิงเรียกก็เริ่มหันไปสนใจฝั่งพวกยายๆ แล้ว
เก่อเอ้อร์นิวดื่มจนหน้าแดง ลูบอย่างทะนุถนอม “ไข่มุกที่อยู่บนเครื่องสวมหัวนี้ เม็ดหนึ่งน่าจะแพงมากหรือเปล่า”
ลูบไข่มุก เรอเหล้า จากนั้นก็พูด
ได้ยินว่าต่อไปนางจะทะเลาะกับน้องสะใภ้ไม่ได้แล้ว
ถ้ากล้าด่าน้องสะใภ้แบบเมื่อหลายสิบปีก่อน พอน้องสะใภ้สวมชุดพระราชทานนี้ก็สามารถให้มือปราบมาจับตัวนางได้
ต่อให้ไม่มีมือปราบ ก็สั่งบ่าวรับใช้โบยนางได้ โดยไม่ต้องสนว่าจะโบยจนมีสภาพไหน
ได้ยินพวกยายหวังบอกว่า อย่าว่าแต่โบยเลย วันหน้าน้องสะใภ้ทำผิดกฎบ้านเมืองก็ไม่เป็นไร เพราะมียศติดตัว พวกที่ว่าการต่างๆ เอาผิดไม่ได้ ก่อนจะเอาผิดต้องถอดยศก่อน