หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1115 การสละชีวิตเพื่อแผ่นดินของหันหมิ่น (2)
ตอนที่ 1115 การสละชีวิตเพื่อแผ่นดินของหันหมิ่น (2)
หนานกงมั่วก้มลงไปมองคราบเลือดบนพื้นแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นมองหันหมิ่นที่สิ้นลมหายใจอยู่บนพื้น สำหรับหันหมิ่นโจวเซียงชายชราสองคนนี้ หนานกงมั่วไม่มีความทรงจำที่ดีแม้เพียงนิด แต่เมื่อเจอภาพอันน่าสลดใจก็อดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ ไม่คิดเลยจริงๆ ไม่คิดว่าปัญญาชนคร่ำครึเช่นนี้จะมีท่าทีรุนแรงเพียงนี้
“ท่านหัน” เซียวเชียนเยี่ยตะโกนเสียงดัง อยากลุกขึ้นมาจากเสลี่ยงของฮ่องเต้ทว่าเพราะร่างกายอ่อนแอจึงนั่งกลับลงไป เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นมาทันที “ท่านหัน ท่านหัน…เพราะข้า เพราะข้าไร้ความสามารถ”
“พี่หัน” ด้านหลังประตูวังหลวง เสียงของโจวเซียงดังขึ้นด้วยความโศกเศร้า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่เหล่าขุนนางที่เดิมถูกขังอยู่ที่ห้องทรงอักษรถูกเฉินอวี้พามายังประตูวัง แม้เมื่อครู่จะยืนอยู่ด้านใน ทว่าคำของเซียวเชียนเยี่ยเขากลับได้ยินมันทั้งหมด แม้ตลอดหลายปีมานี้โจวเซียงและหันหมิ่นจะมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันบ้าง แต่อย่างไรก็เป็นสหายกันมาตลอดชั่วชีวิต เมื่อเห็นหันหมิ่นพุ่งชนต่อหน้าจึงเศร้าเสียใจเป็นที่สุด
หลังจากเหตุการณ์อันน่าสลดใจ ความเงียบก็เข้าปกคลุมหน้าประตูวังหลวง
สายตานิ่งสงบของเยี่ยนอ๋องมองไปยังทุกคน “ตอนนี้ทุกคนก็ได้เห็นแล้ว ฝ่าบาทและเหล่าขุนนางต่างก็ปลอดภัย ส่วนหันหมิ่น…ถ่ายทอดราชโองการเท็จวางแผนฆ่าตัวตาย พวกเจ้ายังไม่ถอยไปอีกหรือ”
ผู้คนเงียบไปชั่วครู่ เริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ เยี่ยนอ๋องหันมาส่งสัญญาณให้กับเฉินอวี้ เฉินอวี้พยักหน้าตอบรับ เข้าใจในทันที สร้างเรื่องมาตั้งหลายวัน เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ถูกหลอกมา ใครเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย แน่นอนพวกเขาเข้าใจเป็นอย่างดี
ผู้คนที่หน้าประตูวังหลวงค่อยๆ หายไป เยี่ยนอ๋องหันกลับมาหาเซียวเชียนเยี่ย เอ่ย “รบกวนการรักษาบาดแผลของฝ่าบาท เรื่องที่นี่จบลงแล้ว เชิญฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักเถิด”
เซียวเชียนเยี่ยมองโจวเซียงและเหล่าขุนนางที่อยู่ไม่ไกล ก้มหน้าลง “รบกวนเสด็จอาแล้ว”
เยี่ยนอ๋องโบกมือ ทันใดนั้นเสลี่ยงของฮ่องเต้ก็ถูกยกขึ้นและมุ่งหน้าตรงเข้าวังไป
“ฝ่าบาท” โจวเซียงเอ่ยเรียกอย่างอดไม่ได้
เซียวเชียนเยี่ยหันกลับมา มองไปยังชายชราผมขาวด้านล่าง หลุบตาลง เอ่ย “ท่านโจว ข้าไร้ความสามารถ ดูแลตัวเองด้วย”
“ฝ่าบาท” โจวเซียงคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้อย่างหนัก เสลี่ยงของฮ่องเต้เคลื่อนผ่านหน้าเขาไปช้าๆ
เยี่ยนอ๋องมองเหล่าขุนนางที่คุกเข่าร้องห่มร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึก นี่เพราะเขาชนะ หากเขาพ่ายแพ้ คนที่ต้องคุกเข่าอยู่ตรงนั้นคงเป็นคนจวนเยี่ยนอ๋องแล้ว ไม่สิ บางทีพวกเขาอาจไม่มีโอกาสคุกเข่าร้องไห้ด้วยซ้ำ
“เสด็จพ่อ” เซียวเชียนชื่อมองใบหน้าซีดเซียวและเหนื่อยล้าของเยี่ยนอ๋องอย่างเป็นห่วง เพิ่งฟื้นมาได้สองวันก็ต้องออกมาข้างนอก สำหรับเยี่ยนอ๋องถือว่าหนักหนา มือข้างหนึ่งของเยี่ยนอ๋องจับไปที่แขนของเซียวเชียนชื่อ ใบหน้าเข้มเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่เป็นไร”
“ท่านอ๋อง หันหมิ่น…”
“ส่งกลับไปยังตระกูลหัน”
เยี่ยนอ๋องกำลังจะอ้าปากสั่งการนำไปโยนลงล่วนเฝิงกั่ง[1]ทว่าถูกคุณชายเว่ยชิงเอ่ยขึ้นก่อน เยี่ยนอ๋องจ้องคุณชายเว่ยเขม็งอย่างไม่พอใจ เอาไปโยนทิ้งยังดีแค่ไหนแล้ว หากเป็นเขาเมื่อก่อนไม่เฆี่ยนให้สาแก่ใจคงเป็นเรื่องแปลก เพียงแต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมาก เพียงส่งเสียงไม่พอใจในลำคอเบาๆ
เฉินอวี้เข้าใจทันที ส่งสัญญาณให้คนข้างกายนำศพของหันหมิ่นส่งกลับคืนตระกูลหัน
“เยี่ยนอ๋อง”
โจวเซียงเอ่ยขึ้นเสียงดัง
เยี่ยนอ๋องที่ฝืนตัวเองออกมาจัดการปัญหาใหญ่เพียงนี้ กำลังอยู่ในช่วงวิงเวียนไม่มีสติ แน่นอนว่าอารมณ์ก็ไม่ได้ดีนัก “ไสหัวไปให้หมด มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องไปแล้ว”
โจวเซียงชะงัก เห็นได้ว่าไม่คิดว่าเยี่ยนอ๋องจะปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้ แต่เมื่อครุ่นคิดเขาก็เข้าใจได้ เมื่อครู่ฝ่าบาทเอ่ยเช่นนั้นแล้ว หันหมิ่นเองก็ตายแล้ว หลายวันมานี้พวกเขาถูกขังอยู่ในห้องทรงอักษร ไม่รู้ว่าเบื้องลึกเกิดเรื่องสิ่งใดขึ้นบ้าง ต่อให้ปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่อาจทำอันใดได้แล้ว ต่อให้หลังจากนี้ฝ่าบาทคิดอยากกลับคำก็คงยากแล้ว ต้องรู้ว่าชื่อเสียงของเซียวเชียนเยี่ยในสายตาของราษฎรไม่ได้ดีนัก พวกเขาสามารถปลุกปั่นคนมาอยู่หน้าประตูวังหลวงได้มากมายเพียงนี้ก็เพราะอาศัยคำว่าครรลองครองธรรมเท่านั้น แต่ไม่อาจใช้ได้อีกแล้ว
คิดมาถึงตรงนี้ อารมณ์ดุร้ายของโจวเซียงก่อนหน้านี้พลันอ่อนลงไปไม่น้อย มองเยี่ยนอ๋องที่จับแขนเซียวเชียนชื่อสาวเท้าเดินผ่านตนเองเข้าวังหลวงไป
หนานกงมั่วมองดูภาพนั้น หัวใจหนักอึ้งขึ้นมา การต่อสู้เพื่ออำนาจของฮ่องเต้นั้นเดิมทีไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด ไม่มีอันใดมากไปกว่าการใช้อำนาจไปกับทุกอย่างเพียงเท่านั้น ต่างฝ่ายต่างยืนหยัดในจุดยืนของตนเองและต่อสู้จนต้องตายกันไปข้าง หันหมิ่นเองก็เป็นเช่นนั้น นายทหารที่เสียสละชีวิตตลอดสองปีที่ผ่านมาเองก็เช่นกัน ทหารในกองทัพโยวโจวที่เสียสละชีวิตก็เป็นเช่นนี้
ผู้ชนะเป็นกษัตริย์ ผู้แพ้เป็นโจร
เมื่อเข้ามาในวังหลวง เยี่ยนอ๋องนั่งลงบนเบาะนุ่มในตำหนัก สีหน้าอ่อนล้า ดวงตาที่มองไปยังบุตรชายทั้งสองกลับแหลมคม
เซียวเชียนชื่อและเซียวเชียนเหว่ยยืนก้มหน้าลงต่ำอยู่ตรงหน้าไม่กล้าเอ่ยวาจา
หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วเองที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็ไม่เอ่ยสิ่งใด หนานกงมั่วขมวดคิ้วมองใบหน้าของเว่ยจวินมั่วด้วยความห่วงใย ลอบบ่นนิสัยชอบเอาตนเองไปเสี่ยงของเยี่ยนอ๋องอยู่ในใจ ครั้งนี้ผลออกมาไม่เลว แต่ว่า…ทำจนต้องให้คนที่ครึ่งเป็นครึ่งตายสองคนต้องลากสังขารออกมาช่วยเช่นนี้จะดีจริงหรือ มิน่าศิษย์พี่มักบอกว่าเยี่ยนอ๋องไม่เหมือนคนอายุยืนยาว คนที่ไม่ถนอมชีวิตตนเองจะอายุยืนยาวได้หรือ
เว่ยจวินมั่วยื่นมือมากุมมือของนางเอาไว้ ส่ายศีรษะเบาๆ บอกว่าตนเองไม่เป็นไร
หนานกงมั่วถอนหายใจ หยิบยาหนึ่งเม็ดยัดเข้าไปในปากของเขา
เนิ่นนานเยี่ยนอ๋องจึงเอ่ยปาก “พวกเจ้าสองคน มีสิ่งใดอยากเอ่ยหรือไม่”
เซียวเชียนชื่อคุกเข่าลงกับพื้น เอ่ยเสียงเบา “ลูกไร้ความสามารถ ขอเสด็จพ่อได้โปรดลงโทษ”
เซียวเชียนเหว่ยคุกเข่าตามลงไปด้านข้างเซียวเชียนชื่อ เยี่ยนอ๋องเอ่ยถามเขา “เจ้าทำได้หรือ”
เซียวเชียนเหว่ยเงียบไปชั่วครู่ เอ่ยเสียงเบา “ลูกไร้ความสามารถ”
เยี่ยนอ๋องส่งเสียงหยัน “ไร้ความสามารถหรือ ข้าเห็นว่าเจ้ามีความอดทนยิ่งนักนี่”
สีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยซีดขาว กัดฟันไม่ตอบโต้
เยี่ยนอ๋องไม่จ้องมองพวกเขาอีกต่อไป เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “เพียงไม่กี่วัน ทำจนกรมต่างๆ ต้องหยุดงาน เจ้าหน้าที่ขุนนางกว่าครึ่งในราชสำนักต้องลาหยุด ประชาชนกว่าครึ่งจินหลิงต้องมาปิดล้อมวังหลวง หากข้าฟื้นมาช้าไปกว่านี้ พวกเจ้าจะถูกคนไล่ออกจากจินหลิงไปเลยหรือไม่ เพราะข้าให้อำนาจพวกเจ้าไม่มากพอ หรือมีใครไม่เชื่อฟังพวกเจ้าหรือ หรือมีคนลอบก่อกวนพวกเจ้าเล่า”
ทั้งสองก้มหน้า ทั้งขายหน้าทั้งอับอาย หากมีเรื่องเหล่านี้ พวกเขายังสามารถหาเหตุผลมาปลอบใจตนเองได้ แต่เพราะไม่มีจึงยิ่งรู้สึกอัปยศมากขึ้น ทำให้พวกเขาไม่ยอมรับไม่ได้ว่าพวกเขามีความสามารถไม่เพียงพอ
ไยเสด็จพ่อจึงจัดการปัญหาได้อย่างง่ายดาย แต่พวกเขากลับอับจนหนทาง
ทั้งสองครุ่นคิดปัญหานี้อยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ หากเป็นตนเอง จะจัดการปัญหาได้ง่ายเพียงนี้หรือไม่
เยี่ยนอ๋องมองสำรวจทั้งสองคน ไม่ตำหนิพวกเขาต่อ ทว่าเคลื่อนสายตามาหยุดอยู่ที่เว่ยจวินมั่ว เอ่ย “เจ้าช่างใจอ่อนกับหันหมิ่นนัก คนตายก็ตายแล้ว เจ้าคิดว่าเพราะบุญคุณเล็กๆ น้อยๆ นี่ จะทำให้คนตระกูลหันและลูกศิษย์ของหันหมิ่นยอมรับน้ำใจจากเจ้าหรือ”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “กระหม่อมไม่จำเป็นต้องให้พวกเขารับน้ำใจ”
“อ้อ” เยี่ยนอ๋องเลิกคิ้ว “เช่นนั้นเจ้าทำเพื่ออันใด”
เว่ยจวินมั่วมองเขาเล็กน้อย “กระหม่อมเพียงไม่ชอบระบายอารมณ์กับศพ” คนตายไปแล้ว โยนศพหันหมิ่นทิ้งไปให้สัตว์ป่ากัดแล้วอย่างไร
“ข้าชอบ” เยี่ยนอ๋องเอ่ยอย่างหงุดหงิด
เว่ยจวินมั่วมองเขานิ่ง ไม่เอ่ยตอบอันใด
หนานกงมั่วถอนหายใจ “เสด็จลุง อย่างไรหันหมิ่นก็เป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เป็นปัญญาชนแห่งยุค แม้ว่า…อืม แต่ในสายตาของผู้คนคงคิดว่าเขาตายเพราะทดแทนบุญคุณเสียมากกว่า หากพระองค์โยนร่างของเขาทิ้งไป เช่นนั้นจะให้บัณฑิตทั้งหลายคิดเช่นไรเพคะ” ไม่ว่าจะภักดีต่อใคร เรื่องความภักดีก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ต่อให้เป็นศัตรู ศัตรูที่มีความจงรักภักดีอย่างไรก็น่ายกย่องยิ่งกว่าศัตรูที่เหี้ยมโหดไร้ความเมตตา แน่นอนว่าพวกเขาไม่ต้องยกย่องหันหมิ่น แต่อย่างน้อยต้องเหลือเกียรติสุดท้ายให้เขา เรื่องนี้สำหรับเยี่ยนอ๋องแล้วมิใช่เรื่องยากอันใด
เยี่ยนอ๋องส่งเสียงหยัน “เจ้าช่างเอ่ยน่าฟัง หากต่อไปคนต่างคิดว่าหันหมิ่นเยี่ยมยอดเล่า”
หนานกงมั่วยกมือขึ้นมา “หากขุนนางใต้การปกครองของเสด็จลุงทุกคนต่างเป็นนกสองหัว เสด็จลุงพอใจหรือเพคะ” ยามนี้พวกเขายอมจำนนต่อเยี่ยนอ๋อง พรุ่งนี้ยังสามารถหักหลังเยี่ยนอ๋องไปเข้ากับคนอื่น ความจงรักภักดีมิใช่สิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้ อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ
เยี่ยนอ๋องเงียบไปนาน มองทั้งสองคนที่นั่งเคียงคู่อยู่ตรงหน้า จากนั้นมองบุตรชายทั้งสองที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
“ช่างเถิด พวกเจ้าลุกขึ้นมาเถิด” เยี่ยนอ๋องเอ่ยเสียงเข้ม
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” พวกเซียวเชียนชื่อทั้งสองลุกขึ้นพร้อมเอ่ยขอบคุณ
เยี่ยนอ๋องส่ายศีรษะมองทั้งสองที่ดวงตาแดงก่ำและดูผอมกว่าหลายวันก่อนมาก ชี้ไปยังเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกล เอ่ยว่า “นั่งลงคุยกัน” ทั้งสองคนพ่นลมหายใจออกมา เสด็จพ่อเอ่ยเช่นนี้ ความโกรธคงลดลงไปแล้วกระมัง แม้ความโกรธของเสด็จพ่อในครั้งนี้จะดูลดลงไปรวดเร็ว แต่ก็คงเป็นเรื่องที่ดีกระมัง
เยี่ยนอ๋องยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว ออกคำสั่ง “แม้จะจัดการหันหมิ่นแล้ว แต่เรื่องหลังจากนี้ยังคงมีไม่น้อย ได้รับการสั่งสอนในครั้งนี้แล้ว พวกเจ้าทั้งสองก็จำเอาไว้ อู๋สยา คนของตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยเจ้าเห็นว่าอย่างไร”
หนานกงมั่วเอ่ย “คุณชายเซี่ยเจ็ดและฉังเฟิงพาพวกเขาไปจัดการธุระแล้วเพคะ แม้จะยังใหม่ แต่ก็ไม่เป็นปัญหาที่จะดูแลเอาไว้ แต่อย่างไรก็เป็นราชสำนักใหญ่ จะทำงานได้ตามปกติก็ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ขุนนางในราชสำนักด้วยเพคะ”
เยี่ยนอ๋องพยักหน้า “สองวันนี้ลำบากเจ้าดูแลเรื่องนี้ อีกสองวันข้าก็คงดีขึ้นแล้ว ขอเพียงไม่วุ่นวายก็พอ อีกทั้งเซียวเชียนเยี่ย…”
หนานกงมั่วพยักหน้าเบาๆ “เสด็จลุงวางใจเถิด หม่อมฉันรู้เพคะ”
“เช่นนี้ก็ดี เจ้าจัดการข้าก็วางใจ ไปเถิด”
“เพคะ”
[1] ล่วนเฝิงกั่ง คือสุสานที่ฝั่งศพสะเปะสะปะ หรือจุดทิ้งศพ