หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1116 สำนึกผิด ราชโองการสละราชสมบัติ (1)
ตอนที่ 1116 สำนึกผิด ราชโองการสละราชสมบัติ (1)
หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วออกมาจากตำหนัก ส่วนพวกเซียวเชียนชื่อสองพี่น้องถูกยื้อเอาไว้ หนานกงมั่วทั้งสองก็ไม่เอ่ยถามมาก ไม่ว่าเยี่ยนอ๋องจะสั่งสอนบุตรชายหรือชี้แนะบุตรชาย เห็นได้ว่าพวกเขาต่างไม่เหมาะที่จะอยู่ชม มองใบหน้าซีดเซียวของเว่ยจวินมั่วแล้ว หนานกงมั่วจึงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล “ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดแล้ว ท่านกลับไปพักผ่อนดีหรือไม่” คุณชายเว่ยยิ้มบาง ยื่นมือมากุมมือของนางเอาไว้ “ข้าไม่เป็นไร”
“จะไม่เป็นไรได้เยี่ยงไร หากไม่เป็นไรเมื่อครู่ท่านคงหยุดหันหมิ่นเอาไว้ได้กระมัง” หนานกงมั่วเอ่ย ตอนนั้นนางยืนอยู่ข้างเว่ยจวินมั่ว เพียงแต่ตำแหน่งไม่เหมาะจะลงมือ แต่นางมองเห็นเว่ยจวินมั่วเคลื่อนไหวเล็กน้อยยามที่หันหมิ่นพุ่งเข้าชนกำแพง ทว่ากลับหยุดลง หันหมิ่นเด็ดเดี่ยวและว่องไว หากร่างกายเว่ยจวินมั่วปกติคงจะหยุดเขาเอาไว้ได้ แต่ตอนนี้ร่างกายของเว่ยจวินมั่วอ่อนแอ เกรงว่ากำลังที่มียังมีไม่ถึงครึ่งของยามปกติ ไร้ประโยชน์หากจะลงมือ ทำได้เพียงยืนดูหันหมิ่นพุ่งตัวชนกำแพงวังหลวงจนตาย
เว่ยจวินมั่วยิ้มบาง เอ่ย “ต้องให้เวลาในการฟื้นฟูวรยุทธ์ แต่ข้าก็ไม่ได้แย่อย่างที่เจ้าคิด ไม่ต้องกังวล อู๋สยา”
หนานกงมั่วถอนหายใจออกมา เอ่ย “คงเป็นเพราะข้าไม่ชินกับท่านที่เป็นเช่นนี้” คุ้นชินกับเว่ยจวินมั่วที่แข็งแกร่ง เว่ยจวินมั่วในยามนี้ที่แม้แต่กับนางยังไม่อาจสู้ได้ ทำให้นางไม่ชินเลยจริงๆ
เว่ยจวินมั่วส่งเสียงในลำคอเบาๆ “ข้าจะดีขึ้นในไม่ช้า”
“ก็ต้องแบบนั้นสิ หากเสด็จแม่มาถึงแล้วท่านยังเป็นเช่นนี้ จะไม่ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงเอาหรือ” หนานกงมั่วเอ่ย
ทั้งสองจูงมือไปถึงตำหนักของเซียวเชียนเยี่ย ในตำหนักยังคงเงียบเหงาเช่นเดิม เซียวเชียนเยี่ยนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ ท่าทางอ่อนแรง หนานกงมั่วมองเห็นว่ากระบอกตาของเขาแดงก่ำ ราวกับเพิ่งร้องไห้ไป เซียวเชียนเยี่ยมองเห็นทั้งสองอีกครั้ง กลับไม่มีความโกรธอย่างที่ผ่านมา เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “พวกเจ้ามาแล้ว”
เว่ยจวินมั่วจูงมือหนานกงมั่วนั่งลงอีกฝั่ง เซียวเชียนเยี่ยมองสำรวจเว่ยจวินมั่วชั่วครู่จึงเอ่ยว่า “เจ้าดูเหมือน…เพิ่งดีขึ้นจากการป่วยหนัก อีกทั้งเสด็จลุงเยี่ยนอ๋อง…ดูเหมือนหลายวันมานี้ คงจะไม่ใช่แค่พวกเจ้าที่อยากตกปลาตัวใหญ่”
เซียวเชียนเยี่ยถูกขังอยู่ที่นี่ แน่นอนว่าข่าวคราวไม่ได้รวดเร็วนัก นับตั้งแต่วันนั้นที่หนานกงมั่วมา เขาก็ไม่เคยได้รับข่าวคราวจากด้านนอกอีกแล้ว ดังนั้นแม้สัมผัสได้ถึงความตึงเครียดเป็นบางครั้งจากทหารยามที่เข้าออก แต่ก็ไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดเรื่องอันใด เซียวเชียนเยี่ยยิ่งคาดไม่ถึงว่าเยี่ยนอ๋องจะแกล้งป่วยเพื่อปล่อยให้หันหมิ่นสร้างเรื่องวุ่นวายในจินหลิง อีกทั้งยังสร้างราชโองการปลอมเพื่อให้หันหมิ่นติดกับ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเยี่ยนอ๋องเองก็ไม่ได้แกล้งป่วย เขามองออกว่าสีหน้าของเว่ยจวินมั่วไม่ดีนัก แน่นอนว่าดูออกถึงความอ่อนแอไร้กำลังของเยี่ยนอ๋อง แต่ก็ถูกต้องแล้ว หากเยี่ยนอ๋องแสร้งป่วย ไม่แน่ว่าจะหลอกหันหมิ่นได้
เว่ยจวินมั่วเงียบไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วมองเซียวเชียนเยี่ยไม่เอ่ยสิ่งใด การตายของหันหมิ่นแน่นอนว่าโจมตีเซียวเชียนเยี่ยไม่น้อย
เซียวเชียนเยี่ยไม่สนใจ มองทั้งสองพลางเอ่ยเสียงหยัน “ข้าช่างนับถือความกล้าของเสด็จลุงเยี่ยนอ๋อง ในสถานการณ์เช่นนั้นเขายัง…เมื่อครู่ เขาไม่กลัวว่าข้าจะเปิดโปงเขา”
หนานกงมั่วเอ่ยถาม “ฝ่าบาทจะทำหรือเพคะ”
เซียวเชียนเยี่ยพูดไม่ออก หลุบตาลงไม่รู้คิดสิ่งใด ห้องทรงอักษรเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
หนานกงมั่วถอนหายใจมองเซียวเชียนเยี่ย เมื่อเทียบกับเยี่ยนอ๋องแล้ว เซียวเชียนเยี่ยยังขาดลักษณะนิสัยและความสามารถของการเป็นกษัตริย์นัก เซียวเชียนเยี่ยอ่อนแอ ไม่เด็ดขาด ความสามารถยังธรรมดา แม้ว่าเขามีความระแวดระวังและมุ่งมั่นแต่ก็ไร้ซึ่งความอดทน หากตอนนั้นเขาตายอยู่ในศาลบูรพกษัตริย์จริงๆ บางทีอาจทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขาแข็งแกร่งและยอมตายดีกว่ายอมจำนน แต่เมื่อถึงยามต้องตายท้ายที่สุดความแข็งแกร่งและความมุ่งมั่นของเซียวเชียนเยี่ยพลันหมดลง และเป็นเรื่องยากที่เขาจะทำมันอีกครั้ง การต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การไม่ตายไม่เลิกราไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ อีกทั้งเซียวเชียนเยี่ยยังมีความกังวลอยู่มาก ทั้งๆ ที่เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์ ทั้งๆ ที่เคยทอดทิ้งชายาและมารดาเพื่ออำนาจ แต่เซียวเชียนเยี่ยไม่ได้รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับฮองเฮาหรือไทเฮา เขาก็รู้สึกละอายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นมักรู้สึกละอายใจไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ต้องให้พวกนางมาตกอยู่ในสภาพนี้เพราะตนเองอีกครั้ง เซียวเชียนเยี่ยคงต้องใช้เวลามากมายเพื่อปลอบใจตนเอง อาจจะตกอยู่ในหลุมของความเจ็บปวดและละอายใจไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
เยี่ยนอ๋องใช้คำเดียวกันที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์เซียวเชียนเยี่ยมาใช้กับบุตรชายทั้งสอง ยามควรโหดร้ายก็โหดร้ายไม่เพียงพอ ยามต้องอดทนก็อดทนไม่เพียงพอ
เนิ่นนาน ก่อนจะได้ยินเสียงเซียวเชียนเยี่ยเอ่ยขึ้นอย่างเหนื่อยล้า “เจ้าเอ่ยถูก…ข้าทำไม่ได้ เจ้าไปบอกกับเสด็จอาเยี่ยนอ๋อง…ข้าแพ้แล้ว ต้องการอย่างไรก็แล้วแต่เขาเถิด ข้าเพียงหวังว่า…เขาจะใจดีกับเสด็จแม่และพวกท่านโจว”
หนานกงมั่วตกใจ ไม่คิดว่าเซียวเชียนเยี่ยจะตรงไปตรงมาเช่นนี้
เซียวเชียนเยี่ยเองก็ไม่คิดว่าตนเองจะเอ่ยเช่นนั้นออกไป แต่เมื่อเอ่ยออกไปแล้วเขากลับรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก มองไปยังเว่ยจวินมั่วที่นั่งตัวตรงราวกับต้นไม้ ความจริงบางทีการปล่อยวางก็เป็นเรื่องง่าย ช่วงเวลาที่ยากที่สุดคือยามที่เลือกจะปล่อยวาง เมื่อก่อนเขาพยายามยืนหยัด เพียงจินตนาการถึงหลังจากตนเองพ่ายแพ้ก็รู้สึกเจ็บปวด แทบอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด คุกเข่าต่อหน้าเยี่ยนอ๋องที่เรียกตนเองว่าข้าราชบริพาร กระทั่งมีวันที่ต้องเฝ้ามองดูหน้าเว่ยจวินมั่ว เขาไม่อาจจินตนาการได้ว่าหากตนเองต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นจะเป็นอย่างไร ดังนั้นแม้รู้ว่าตนเองไม่มีโอกาสชนะก็ยังกัดฟันยืนหยัดต่อไป กระทั่งสุดท้ายคิดว่าจะตายไปพร้อมกับเยี่ยนอ๋อง แต่ว่าตอนนี้…ก็เหมือนจะสิ้นสุดเพียงเท่านี้แล้ว
อย่างน้อย…อย่างน้อยก็มีคนตายน้อยลง เสด็จแม่ ฮองเฮา อีกทั้งลูกทั้งสอง อีกทั้งท่านโจวที่ต้องลำบากเพราะเขามานานหลายปี…
ส่วนตัวเขา ตายก็เคยตายแล้ว จะมีอันใดได้อีก
แม้ไม่รู้ว่าเซียวเชียนเยี่ยคิดสิ่งใดอยู่ แต่สีหน้าของเซียวเชียนเยี่ยยิ่งจมลึกลงเรื่อยๆ หนานกงมั่วลอบถอนหายใจอยู่ในใจ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราคงไม่รบกวนฝ่าบาทแล้ว” หนานกงมั่วเอ่ย
เซียวเชียนเยี่ยส่งเสียงในลำคอ เอ่ย “ให้คนส่งพู่กันและหมึกมา ข้าจะเขียนสำนึกผิดและราชโองการสละราชสมบัติ”
เมื่อเซียวเชียนเยี่ยปล่อยวางแล้ว กลับง่ายจนน่าตกใจ เห็นหนานกงมั่วมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง เซียวเชียนเยี่ยจึงขมวดคิ้ว เอ่ย “ทำไม พวกเจ้าไว้ชีวิตข้าไม่ใช่เพราะสิ่งนี้หรอกหรือ หรือว่าเจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อว่าที่เว่ยจวินมั่วช่วยข้าเป็นเพราะข้าเป็นญาติพี่น้องอย่างนั้นหรือ หรือจะบอกว่าเสด็จลุงเยี่ยนอ๋องไม่คิดสนใจบัลลังก์เลยสักนิด ยกทัพเพื่อช่วยแผ่นดินต้าเซี่ยจริงๆ อย่างนั้นหรือ คำโกหกหลอกลวงราษฎรเช่นนี้ไม่ต้องเอามาเอ่ยกับข้าหรอก จอมปลอม”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทยังรู้จักด้วยหรือว่าอันใดคือจอมปลอม” ก็จอมปลอมจริงๆ หากบอกว่าเยี่ยนอ๋องไม่สนใจบัลลังก์คงเป็นเรื่องน่าขัน เพียงแต่ผ้าปกปิดความอัปยศ ใครต่างก็ต้องการชิ้นสองชิ้น เซียวเชียนเยี่ยเองก็ใช้ไปไม่น้อย
เซียวเชียนเยี่ยเข้าใจความหมายของนาง ส่งเสียงหยันไม่เอ่ยสิ่งใดอีก