หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1119 องค์หญิงกลับสู่เมืองหลวง (2)
ตอนที่ 1119 องค์หญิงกลับสู่เมืองหลวง (2)
หลายปีมานี้ นางเองไม่ใช่ไม่เคยคิดจะบอกเรื่องชาติกำเนิดกับเขา แต่เพราะหนึ่งคือเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเขา สองคือความเห็นแก่ตัว ยิ่งเวลาผ่านไป จวินเอ๋อร์ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นับวันนางก็ยิ่งพูดไม่ออก กระทั่งเคยคิดว่าบางทีนี่อาจถูกเก็บเป็นความลับไปตลอดชีวิตก็เป็นได้
แต่ว่าตอนนี้…พี่สามได้ตัดสินใจด้วยตนเองแล้ว จะปล่อยให้บุตรชายคนโตของตนต้องอยู่ข้างนอกได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นในเมื่อชาติกำเนิดของจวินเอ๋อร์มีผู้คนรับรู้แล้ว การไม่มีฐานะที่ชัดเจนจะยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น ดังนั้น…บุตรชายผู้นี้นางไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีกแล้ว
องค์หญิงฉังผิงซับน้ำตา ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เด็กโง่ ต่อไปต้องเรียกเสด็จอาแล้ว”
“เสด็จแม่” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเข้ม
องค์หญิงฉังผิงยื่นมือมาตบหลังมือของเขาเบาๆ เอ่ย “แม่รู้ความต้องการของเจ้า เพียงแต่…จะช้าจะเร็วเจ้าก็ต้องกลับไป หลายปีมานี้พี่สามลำบากมากนัก เจ้าอย่าโทษเขา อย่างไรต่อไปเจ้าก็ต้องเรียกเขาว่าเสด็จพ่อ”
“กระหม่อมไม่ได้โทษเขา” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
เขาไม่ใช่คนที่ใช้แต่อารมณ์ ปีนั้นสถานการณ์บีบบังคับ เสด็จลุงก็ไม่มีทางเลือก หากไม่ใช่เพราะว่ายามนี้เสด็จลุงสยบความวุ่นวายได้สำเร็จ เกรงว่าความลับนี้คงได้เก็บเป็นความลับตลอดไปแล้วจริงๆ
องค์หญิงฉังผิงพยักหน้า เอ่ย “เช่นนั้นก็ดี จริงสิ…พี่สะใภ้สาม…”
องค์หญิงฉังผิงกังวลเล็กน้อย แม้ว่าเมื่อก่อนพี่สะใภ้สามจะดีกับจวินเอ๋อร์และอู๋สยา แต่อย่างไรก็คนละสถานะ นับแต่โบราณมา บุตรชายของภรรยาเดิมยากที่จะเข้ากันได้กับภรรยาใหม่มาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นยิ่งเป็นเชื้อพระวงศ์
หนานกงมั่วมองท่าทีกังวลขององค์หญิงฉังผิง ก่อนจะยิ้มบางๆ เอ่ย “อีกสองวันเสด็จป้าก็มาถึงแล้วเพคะ เสด็จแม่วางใจเถิด เสด็จป้าเป็นคนมีเหตุผล ไม่ทำให้พวกเราลำบากใจเพราะเรื่องนี้อย่างแน่นอนเพคะ” องค์หญิงฉังผิงพยักหน้า เอ่ย “หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่จวินเอ๋อร์ ในเมื่อพี่สะใภ้สาม…ข้าหมายถึงเสด็จแม่เจ้าถึงจะเป็นอดีตพระชายา แต่ว่าหลายปีมานี้พี่สะใภ้สามเล็กเองก็ไม่ง่าย ต่อให้สถานะเปลี่ยนแล้ว พวกเจ้าก็ต้องเคารพนาง อย่าได้…”
“เสด็จแม่วางใจ พวกเราเข้าใจ”
องค์หญิงฉังผิงถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ “เรื่องนี้ พี่สามคิดจะทำเช่นไรกัน”
หนานกงมั่วย่นคิ้ว เอ่ย “ก่อนหน้านี้เสด็จลุงได้ยอมรับจวินมั่วต่อหน้าผู้คนไปแล้วเพคะ แต่อย่างไรก็ยังไม่เป็นทางการ ดังนั้นเสด็จลุงตั้งใจรับจวินมั่วกลับมาอย่างเป็นทางการในวันพระราชพิธี แต่ว่า…” กษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ แผนภูมิหยกประจำราชวงศ์ของเยี่ยนอ๋องอย่างไรก็ต้องเขียนใหม่ เช่นนี้ก็พอดีกับที่ต้องเขียนชื่อของเว่ยจวินมั่วเข้าไปด้วย แต่ว่าเรื่องนี้แม้เยี่ยนอ๋องจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเว่ยจวินมั่วกลับไม่สนใจ เซียวเชียนชื่อสามพี่น้องแน่นอนว่ายิ่งไม่สบอารมณ์ รู้ว่าจวินมั่วเป็นพี่ชายแท้ๆ ของตนเป็นอีกเรื่อง แต่การเห็นเสด็จพ่อให้ความสำคัญและกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้นั่นย่อมเป็นอีกเรื่อง อย่างไรเสด็จพ่อในสายตาของพวกเขาก็สูงส่งมาแต่ไหนแต่ไร
องค์หญิงฉังผิงเองก็จนปัญญา “เรื่องที่พี่สามอยากทำ ไม่เคยมีใครห้ามได้” องค์หญิงฉังผิงไม่มีทางห้าม ไม่เพียงไม่ห้าม อีกทั้งยังสนับสนุนเต็มที่ คนล้วนแต่เห็นแก่ตัว หากชาติกำเนิดของจวินเอ๋อร์ยังเป็นความลับก็ช่างเถิด แต่เมื่อมีคนเปิดเผยออกมาแล้วไม่ว่าอย่างไรจวินเอ๋อร์ก็ต้องมีสถานะที่ชัดเจน มิเช่นนั้นต่อไป…เกรงว่าคงเป็นความโชคร้ายแล้ว ระหว่างพี่สะใภ้กับหลานชาย องค์หญิงฉังผิงยืนอยู่ฝั่งใดก็เห็นได้อย่างชัดเจน
มองท่าทางเย็นชาของเว่ยจวินมั่ว องค์หญิงฉังผิงหัวเราะ เอ่ย “ทำไมหรือ ยังทะเลาะกับพี่สามอยู่หรือ เจ้าเด็กคนนี้นิสัยเย็นชามาตั้งแต่เด็กแต่กลับดื้นรั้น แต่ว่าจวินเอ๋อร์ ต่อให้มีความผิดแต่ก็เป็นความผิดของคนรุ่นก่อนที่ไร้ความสามารถ ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า เจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของพี่สามและพี่สะใภ้สาม คิดว่าพี่สะใภ้สามเห็นเจ้าได้กลับคืนสู่ครอบครัวที่แท้จริงเองก็คงดีใจ”
สีหน้าของเว่ยจวินมั่วพลันอ่อนลง เอ่ยอย่างจนใจ “เสด็จแม่ กระหม่อมไม่…”
“ได้ แม่รู้แล้ว” องค์หญิงฉังผิงเอ่ย “เช่นนั้นก็เชื่อฟัง อย่าทำให้แม่เป็นห่วง”
เห็นท่าทางทำอันใดไม่ถูกอย่างหาได้ยากของคุณชายเว่ย หนานกงมั่วลอบขำอย่างอดไม่ได้
องค์หญิงฉังผิงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง พูดคุยเพียงเล็กน้อยก็เริ่มเหนื่อย หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วเองก็ไม่กล้าให้นางเหนื่อยจนเกินไป จึงไปส่งนางกลับเรือนที่เพิ่งทำความสะอาดด้วยตนเอง
เมื่อพาองค์หญิงฉังผิงไปส่งแล้ว ทั้งสองคนจึงจูงมือกันเดินมายังห้องหนังสือในเรือนหน้า พวกฉินจื่อซวี่มารออยู่ในห้องหนังสืออยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นทั้งสองเดินเข้ามา ฉินจื่อซวี่ก็ลุกขึ้นยกมือประสานให้กับทั้งสอง เอ่ย “ยินดีกับคุณชายเว่ย ยินดีกับจวิ้นจู่”
หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “โอ้ ยินดีเรื่องอันใดกัน”
ฉินจื่อซวี่มองทั้งสองคน สุดท้ายสายตามาหยุดอยู่ที่เว่ยจวินมั่ว ถอนหายใจเอ่ย “ข้าน้อยคิดว่าตนเองมีสายตาที่ดี ยามนี้เพิ่งรู้ว่าตามัวแล้ว ไม่คิดว่า ไม่คิดว่าคนที่ตนรับใช้จะเป็นโอรสมังกร” ยามนี้แม้ยังไม่ใช่ แต่เยี่ยนอ๋องขึ้นครองบัลลังก์เป็นเรื่องที่แน่นอน รอเยี่ยนอ๋องขึ้นครองบัลลังก์แล้วคุณชายเว่ยที่เป็นบุตรชายคนโตของเยี่ยนอ๋องอีกทั้งมีผลงานมากมาย เรื่องได้รับแต่งตั้งเป็นชินอ๋องแน่นอนว่าไม่เกินจริง ฉินจื่อซวี่ชื่นชมเว่ยจวินมั่วนั้นเป็นความจริง เพียงแต่ตอนนั้นเขาคิดว่าในฐานะหลานชายคนสำคัญของเยี่ยนอ๋องถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นจวิ้นอ๋องก็เพียงพอแล้ว แม้ว่าหลานจะมีฐานะไม่สู้บุตรชายที่เป็นองค์ชาย แต่ก็ช่วยให้เว่ยจวินมั่วหลุดออกจากสงครามแย่งชิงบัลลังก์ ไม่เพียงเท่านี้ ถึงตอนนั้นบุตรชายไม่กี่คนของเยี่ยนอ๋อง ไม่ว่าใครอยากได้ตำแหน่งรัชทายาทต่างก็ต้องมาดึงเว่ยจวินมั่วไปเป็นพวก ตระกูลฉินติดตามเว่ยจวินมั่วดีกว่าติดตามคุณชายเหล่านั้นมาก ใครจะคิดว่าเยี่ยนอ๋องยังไม่ทันขึ้นครองบัลลังก์ ตัวตนของเว่ยจวินมั่วจะเปลี่ยนไปราวกับพลิกแผ่นดินเช่นนี้
หนานกงมั่วยิ้มบางไม่เอ่ยวาจา ฉินจื่อซวี่เองก็ไม่คิดเอ่ยเรื่องนี้ต่อ เพียงเอ่ยพอเป็นพิธีเท่านั้น เขาติดตามเว่ยจวินมั่วมานานแล้ว ในเมื่อคนสนิทคุยกันแน่นอนว่าเป็นกันเองกว่าคนอื่นอยู่บ้าง
ทุกคนนั่งลง สายตาของหนานกงมั่วมองไปยังชวีเหลียนซิง เอ่ยถาม “เหลียนซิง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
ชวีเหลียนซิงพยักหน้าเบาๆ เอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง “ขอบคุณจวิ้นจู่ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ไม่มีอันใดน่าเป็นห่วงแล้วเจ้าค่ะ”
ฉินจื่อซวี่เลิกคิ้ว “วาจานี้ของแม่นางชวีดูเหมือนจะเบาไปบ้าง ท่านผู้เฒ่าบอกอยู่ว่า…”
“คุณชายฉิน” ชวีเหลียนซิงเอ่ยอย่างไม่พอใจ ฉินจื่อซวี่ยักไหล่เพียงยิ้มไม่เอ่ยสิ่งใด หนานกงมั่วเลิกคิ้ว “เหลียนซิง”
ชวีเหลียนซิง เอ่ย “ไม่มีอันใดจริงๆ เจ้าค่ะ เพียงแต่มีปัญหากับหัวใจบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้หนักหนาอันใดจริงๆ เจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วพยักหน้า ตอนนั้นบาดแผลชวีเหลียนซิงสาหัส หากมิใช่เพราะมีอาจารย์ที่มีวิชาแพทย์เยี่ยมยอด จะฟื้นหรือไม่ก็ไม่อาจบอกได้ เพียงเวลาไม่กี่เดือนสามารถฟื้นตัวกลับมาได้เพียงนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว “ต่อไปต้องระวังให้มาก”
ชวีเหลียนซิงเอ่ย “ข้ารู้ จวิ้นจู่ไม่ต้องเป็นกังวลเจ้าค่ะ”
หนานกงมั่วเงียบไปชั่วครู่ เอ่ยถาม “มีข่าวของหมิงฉินหรือไม่”
ฉินจื่อซวี่ส่ายศีรษะ มองไปยังหนานกงมั่ว เอ่ย “เวลานานเพียงนี้ แม่นางหมิงฉินกลับไม่มีข่าวใดๆ เกรงว่า…คงจะไม่รอดแล้ว จวิ้นจู่คง…” ความจริงพวกเขายังคงสงสัยกับการหายไปของหมิงฉิน แต่ไม่ว่าจะเป็นซังเจี้ยวหรือว่าเยาเยา หรือหนานกงไหวก็ไม่มีใครมีข่าวเกี่ยวกับหมิงฉินเลยแม้เพียงนิด พวกเขาทำได้เพียงยอมรับว่าหมิงฉินหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรตอนนั้นก็วุ่นวาย หากหมิงฉินตายอยู่ที่ใดทว่าตามหาศพไม่เจอก็ไม่อาจรู้ได้
หนานกงมั่วโบกมือ ไม่เอ่ยเรื่องนี้อีก เพียงมองฉินจื่อซวี่ เอ่ย “คุณชายฉินจากเมืองหลวงไปหลายปี จะกลับไปจวนตระกูลฉินก่อนหรือไม่”
เอ่ยถึงเรื่องนี้ ใบหน้าของฉินจื่อซวี่พลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันใด จะว่าไป เขาก็จากบ้านไปหลายปีแล้ว คิดถึงคนในบ้านจริงๆ แต่ฉินจื่อซวี่ก็ยังไม่ลืมเรื่องสำคัญ “มาถึงจินหลิงแล้ว ไม่รีบร้อนขอรับ มีสิ่งใดต้องการให้ข้าจัดการหรือไม่” แน่นอนว่าฉินจื่อซวี่รู้ คุณชายเว่ยรีบเร่งให้พวกเขากลับเมืองหลวง แน่นอนคงเป็นเพราะคนไม่พอใช้
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าหารือกับเสด็จลุงแล้ว ช่วงนี้เจ้าไปรับตำแหน่งแทนเหอเหวินลี่สักพัก”
ฉินจื่อซวี่ชะงัก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเหอเหวินลี่เป็นใครใบหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นมา ยกมือประสานเอ่ยกับเว่ยจวินมั่วอย่างนอบน้อม เอ่ย “ขอบคุณคุณชายเว่ย”
ผู้ว่าการเขตอิ้งเทียนเป็นขุนนางขั้นสาม สำหรับอายุของฉินจื่อซวี่นั้นไม่น้อยไป ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้ว่าการเขตอิ้งเทียน แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่ก็อยู่ภายใต้ฝ่าพระบาทของโอรสสวรรค์ หากไม่ใช่คนที่ทำให้ฝ่าบาทเชื่อใจก็ไม่อาจทำหน้าที่นี้ได้ ทันทีที่เข้ามาเป็นขุนนางก็อยู่ขั้นสาม คงมีเพียงสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ถึงจะมีได้ ต้องรู้ว่าเหล่าผู้ผ่านการสอบที่อายุไล่เลี่ยกับฉินจื่อซวี่หากไม่ใช่คนที่ผ่านการสอบก็ต้องมีที่พึ่งอยู่ด้านหลัง ยามนี้หากไม่อยู่ในสำนักฮั่นหลินก็ถูกส่งไปเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ ขั้นหกขั้นเจ็ด
เว่ยจวินมั่วมองเขา เอ่ย “เสด็จลุงมอบตำแหน่งนี้ให้เจ้าเพราะเชื่อใจเจ้า หลังจากนั้นไม่กี่ปี เจ้าจะได้เป็นเจ้าหน้าที่อิสระ ฉินจื่อซวี่ หลายปีมานี้เจ้าทำได้ดีในเฉินโจว ข้าไม่หวังว่าเจ้ากลับมาถึงจินหลิงแล้วจะไม่ได้ทำอันใด”
ฉินจื่อซวี่คารวะเว่ยจวินมั่วหนึ่งครั้ง เอ่ย “จื่อซวี่เข้าใจ ขอบคุณคุณชายที่สนับสนุน” คุณชายเว่ยบอกว่าเป็นความเชื่อใจที่เยี่ยนอ๋องมีต่อเขา ความจริงเขากับเยี่ยนอ๋องเคยเจอหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ไหนเลยจะเอ่ยถึงความเชื่อใจได้ เยี่ยนอ๋องเพียงเชื่อใจเว่ยจวินมั่วเท่านั้น ยามนี้ฉินจื่อซวี่เป็นขุนนางขั้นสาม อนาคตออกไปอยู่ข้างนอกแน่นอนว่าไม่อาจต่ำกว่านี้แล้ว หมายความว่าต้องเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง อนาคตเป็นสิ่งที่ไร้ขีดจำกัด กล่าวได้ว่าคุณชายเว่ยได้เอาพรมมาปูตรงหน้าให้ฉินจื่อซวี่แล้ว หากฉินจื่อซวี่ยังไม่รู้จักความเหมาะสมทว่ากลับไปเข้าร่วมกับความวุ่นวายไม่รู้จักความก้าวหน้า สิ่งที่รอเขาอยู่คงไม่ใช่อนาคตที่สดใสแล้ว วาจานี้ของคุณชายเว่ย ถึงจะเป็นคำชม ทว่าก็เป็นคำเตือนอีกด้วย
ในใจของฉินจื่อซวี่นั้นซาบซึ้งใจเป็นที่สุด คนฉลาดเหมือนกัน เมื่อเทียบกับการที่ต้องคอยหยั่งเชิง เขาชอบคุณชายเว่ยที่เฉียบขาดเช่นนี้มากกว่า