หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1132 ข่มขู่ (1)
ตอนที่ 1132 ข่มขู่ (1)
บ่ายวันต่อมา เหล่าหนานกงมั่วก็ติดตามพระชายาเยี่ยนอ๋องเข้าวังหลวงไปเงียบๆ อย่างไรเยี่ยนอ๋องก็ยังไม่ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ต่อให้รับสตรีเข้าไปในวังหลวงเพื่อจัดงานพิธีก็คงไม่น่าฟังนัก ส่วนชายารองในจวนเหล่านั้น ยิ่งต้องรอให้เยี่ยนอ๋องได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเสียก่อน เมื่อแต่งตั้งพวกนางแล้วจึงจะเข้าวังหลวงได้
เมื่อเข้าวังหลวง สิ่งแรกที่ต้องทำคือไปถวายพระพรไทเฮาที่วังหลัง ไทเฮาเป็นพี่สะใภ้ของเยี่ยนอ๋อง รอเยี่ยนอ๋องขึ้นครองบัลลังก์แล้วก็ไม่อาจเรียกว่าไทเฮาได้อีกแล้ว แต่ต้องกลับไปอยู่ในฐานะพระชายาอดีตองค์รัชทายาทดังเดิม หรือถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นพระชายาชินอ๋องตามอดีตองค์รัชทายาท แต่อย่างไรก็ตาม เซียวเชียนเยี่ยยังคงอยู่ในตำแหน่ง นางก็ยังคงเป็นองค์ไทเฮา
นับตั้งแต่เซียวเชียนเยี่ยเขียนราชโองการสละราชบัลลังก์ เยี่ยนอ๋องก็ไม่ได้กักบริเวณเขาไว้แต่ในตำหนักไม่อาจไปไหนมาไหนอีกแล้ว เพียงแต่ขอบเขตการเคลื่อนไหวของเขาก็มีเพียงวังหลังเพียงเท่านั้น เพราะเหตุนี้เมื่อพระชายาเยี่ยนอ๋องเดินนำกลุ่มคนเข้ามา เซียวเชียนเยี่ยก็บังเอิญอยู่ด้วย
“ถวายพระพรไทเฮา” ทุกคนเอ่ยและทำความเคารพโดยพร้อมเพรียง
ไทเฮายิ้มบาง เอ่ย “พระชายาเยี่ยนอ๋องไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบคุณพระนาง” พระชายาเยี่ยนอ๋องลุกขึ้น มองไปยังไทเฮาด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ในอดีตพี่สะใภ้น้องสะใภ้ คนหนึ่งเป็นพระชายารัชทายาท คนหนึ่งเป็นพระชายาเยี่ยนอ๋อง เดิมทีความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่เลว แต่ยามนี้ห่างหายกันไปหลายปี คนหนึ่งเป็นไทเฮาที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง อีกคนคือมารดาของแผ่นดินที่กำลังจะขึ้นครองตำแหน่งจะไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนได้อย่างไร
ไทเฮามองผู้คน กลับส่งยิ้มให้หนานกงมั่ว เอ่ย “น้องสะใภ้สาม ทุกคนนั่งลงเถิด”
พระชายาเยี่ยนอ๋องลอบถอนหายใจ เอ่ยขอบคุณไทเฮา หันไปหาเซียวเชียนเยี่ยที่นั่งอยู่ด้านข้าง “ถวายพระพรฝ่าบาท”
ใบหน้าซูบผอมของเซียวเชียนเยี่ยซีดขาว มองเห็นพระชายาเยี่ยนอ๋องก็ไม่มีท่าทีโกรธแค้น มีเพียงการกระตุกยิ้มมุมปากอย่างไม่เต็มใจนัก เอ่ย “อาสะใภ้สามไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่งเถิด”
ทุกคนเริ่มนั่งลงประจำตำแหน่ง บรรยากาศในห้องโถงพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา ราวกับไม่รู้ว่าจะเอ่ยเช่นไร
องค์หญิงหลิงอี๋มองทุกคน ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ พรุ่งนี้ต้องจัดงานพิธีแล้ว พวกเรามากับพี่สะใภ้สามเพื่อดูว่าต้องการความช่วยเหลืออันใดหรือไม่เพคะ” รอยยิ้มดูไม่ถูกที่ถูกเวลานัก แต่หากไม่ยิ้มก็ยิ่งทำให้ดูเย็นชาและแข็งกร้าวมากขึ้น แม้องค์หญิงหลิงอี๋จะหลีกเลี่ยงคำที่อ่อนไหว รอยยิ้มบนใบหน้ากลับดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
ไทเฮากลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพียงเอ่ยตอบ “เป็นพวกเจ้าที่รอบคอบ ยามนี้ข้าเองก็ไม่มีกะจิตกะใจนัก เรื่องในวังหลังคงต้องรอบกวนพวกเจ้าแล้วน้องสาม”
พระชายาเยี่ยนอ๋องเอ่ยอย่างนอบน้อม “เป็นหน้าที่เพคะ ทำให้พี่สะใภ้ใหญ่ต้องลำบากแล้ว”
ไทเฮาส่ายศีรษะ หันกลับไปมองฮองเฮาที่นั่งอยู่ทางด้านหลัง เอ่ย “เจ้าไปช่วยพระชายาเยี่ยนอ๋องเถิด เรื่องในวังเจ้าคุ้นเคยคงพอช่วยเหลือได้บ้าง”
ฮองเฮาพยักหน้า เอ่ย “ลูกน้อมรับคำสั่งเพคะ”
“ไปเถิด” ไทเฮาไม่มีกะจิตกะใจนัก พูดคุยเพียงเล็กน้อยก็ไล่พวกนางพร้อมทั้งเซียวเชียนเยี่ยออกมาด้วยกัน เดิมทีตำหนักของไทเฮาก็อยู่มุมทางทิศตะวันตกของวังหลัง แม้พื้นที่กว้างขวางเงียบสงบ แต่ก็อยู่ไม่ใกล้ราชสำนักด้านหน้านัก ไม่ใช่สถานที่เหมาะสำหรับจัดการธุระ ทุกคนเองก็ไม่อาจรบกวนการพักผ่อนของไทเฮาได้ ฮองเฮาจึงเชิญไปที่ตำหนักของพระองค์เอง
เซียวเชียนเยี่ยไม่อาจอยู่กับเหล่าสตรีได้นานนัก อีกทั้งไม่อยากฟังพวกนางเอ่ยถึงพิธีสละราชสมบัติ จึงเดินออกมาจากตำหนักของไทเฮาแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักของพระสนมจูเฟย ฮองเฮามองแผ่นหลังของเซียวเชียนเยี่ยที่เดินจากไป ไม่เอ่ยสิ่งใดก่อนจะหันกลับมาสนทนากับพระชายาเยี่ยนอ๋องและองค์หญิงทั้งสองต่อ ฮองเฮาเข้าใจสถานะในตอนนี้ของตนเองดี หลังจากบิดาฆ่าตัวตายแม้ตระกูลหยวนจะไม่ได้ล่มสลายแต่ก็ตกต่ำ แม้ว่าในช่วงเวลานี้เยี่ยนอ๋องจะยังไม่ลงมือกับเซียวเชียนเยี่ย แต่หากนานไปก็คงไม่แน่แล้ว สิ่งที่ฮองเฮาคิดได้ในตอนนี้คือปกป้องบุตรชายของตนเอง ให้เขาได้เติบโตขึ้นมาอย่างสงบสุข ต่อให้เพื่อบุตรชาย นางก็ไม่อาจแสดงท่าทีต่อต้านคนจวนเยี่ยนอ๋องได้ ไม่เพียงนางทำไม่ได้ อนาคตนางก็ไม่อาจปล่อยให้บุตรชายของนางเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา เดิมทีบัลลังก์อำนาจก็เป็นเพียงภาพลวงตาสำหรับบุตรชายอายุเพียงห้าหกขวบ สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้นั่นต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
ยามนี้ทั่วทั้งวังหลังนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศอ้างว้าง ตำหนักของฮองเฮาเองก็เป็นเช่นนี้
“บัญชีรายชื่อของวังหลังทั้งหมดต่างก็อยู่ที่นี่เพคะ อาสะใภ้สามและเสด็จอาทั้งสองเชิญดูเถิด” กองม้วนหนังสือกองใหญ่ถูกว่าอยู่บนโต๊ะในห้องหนังสือ เห็นได้ว่าฮองเฮานั้นได้เตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว
พระชายาเยี่ยนอ๋องพยักหน้า เอ่ย “ลำบากฮองเฮาแล้ว เวลากระชั้นชิด พวกเราคงรบกวนอยู่ที่นี่แล้ว”
ฮองเฮายิ้มบาง เอ่ย “อาสะใภ้สามเอ่ยหนักไปแล้ว เชิญเพคะ”
ธุระที่ต้องจัดการในวังหลังความจริงไม่ได้มีมากมายนัก เพียงเวลากระชั้นชิดไปเท่านั้น หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจัดการกับนางกำนัลขันทีในวังหลััง รวมไปถึงจัดระเบียบผู้คนในวังหลัง เหล่านางสนมของเซียวเชียนเยี่ยหลังจากพิธีสละราชสมบัติในวันพรุ่งนี้แล้วก็ต้องติดตามเซียวเชียนเยี่ยออกไปจากวังหลวง แม้ยังไม่มีการกำหนดตำแหน่งของเซียวเชียนเยี่ยหลังจากนี้ แต่ได้จัดเตรียมจวนเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นจวนอ๋องที่ตรงตามหลักของจวนจวิ้นอ๋อง ผู้คนพอรู้อยู่แก่ใจว่าหลังจากเซียวเชียนเยี่ยลงจากบัลลังก์แล้วคงถูกแต่งตั้งเป็นจวิ้นอ๋อง การปฏิบัติต่อฮ่องเต้ที่สละราชบัลลังก์เช่นนี้ไม่นับว่าดูแคลน ฮ่องเต้ที่ถูกบีบให้ลงจากตำแหน่งนับแต่โบราณมาไม่มีพระองค์ใดที่มีตำแหน่งสูงนัก และเหล่าสนมของอดีตองค์รัชทายาทยังสามารถติดตามไทเฮาออกจากวังไปพร้อมกับเซียวเชียนเยี่ย แต่สนมของอดีตฮ่องเต้ยังต้องอยู่ในวังหลวง อีกทั้งตำหนักของชายารองและอนุภรรยาของเยี่ยนอ๋องหลังจากเข้าวังมาแล้ว ตำหนักของจวิ้นจู่ทั้งสอง อย่างไรก็เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่สิ่งเหล่านี้หากไม่จัดการให้ดีตั้งแต่แรกต่อไปคงต้องวุ่นวายไม่น้อย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องนางกำนัลและขันทีที่คอยปรนนิบัติรับใช้ เชื้อพระวงศ์ไม่อาจหนีจากบุคคลเหล่านี้ได้ แต่ว่าคนเหล่านี้คือคนเก่าคนแก่ที่เคยปรนนิบัติดูแลอดีตฮ่องเต้และเซียวเชียนเยี่ยมาก่อน อยากเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดก็ไม่อาจเป็นไปได้ เวลาเพียงเท่านี้จะไปหานางกำนัลขันมากมายเท่านี้มาจากที่ใด ฮ่องเต้ยังไม่ขึ้นครองราชย์ก็เลือกนางกำนัลแล้วคงไม่เหมาะสมนัก ดังนั้น หน้าที่การจัดสรรด้านนี้จึงยิ่งสำคัญ คนในห้องหนังสือยุ่งวุ่นวายขึ้นมาทันใด ทว่าตำหนักพระสนมจูเฟยอีกฝั่งกลับเงียบเชียบ
พระสนมจูเฟยกำลังนั่งเหม่อลอยมองสตรีงดงามทว่าซูบผอมในกระจกทองเหลืองอยู่เพียงลำพัง เซียวเชียนเยี่ยเดินเข้ามาก็ไม่มีผู้ใดรายงาน มองเห็นหญิงสาวร่างผอมที่นั่งอยู่คนเดียวในห้องว่างเปล่า
“จูเฟย”
จูเฟยชะงัก หันกลับไปมองเซียวเชียนเยี่ย นางนิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
เซียวเชียนเยี่ยคล้ายกลับไม่รู้ว่าควรเอ่ยอันใด ห้องทั้งห้องเงียบราวกับแม้แต่เข็มหนึ่งเล่มร่วงลงไปก็สามารถได้ยินได้อย่างชัดเจน สีหน้าจูเฟยมีแววฉงน บุรุษตรงหน้าคือสามีของนาง เคยเป็นนายของแผ่นดินนี้ แต่หลังจากพรุ่งนี้…ก็ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว นางเกิดมาต้อยต่ำ เป็นเชื้อสายรองของตระกูลจู แม้แต่บุตรเชื้อสายหลักอย่างจูชูอวี้ก็อาจไม่คู่ควรกับหวงจั่งซุน แม้ว่าพี่ใหญ่ของนางผู้นั้นเองก็ไม่เห็นหวงจั่งซุนผู้นี้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ ตอนนี้ยืนยันได้ชัดเจนแล้วว่าจูชูอวี้นั้นฉลาดเฉลียวมาแต่ไหนแต่ไร นางทิ้งโอกาสแต่งเข้าจวนหวงจั่งซุน ทิ้งโอกาสการเป็นพระสนมผู้สูงส่งแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้รองจวนเยี่ยนอ๋อง เมื่อครั้งจูชูอวี้แต่งออกไปในจินหลิงมีใครบ้างที่ไม่ลอบยิ้มหยันอยู่ในใจ แต่ตอนนี้เล่า ฐานะตำแหน่งพลันสลับเปลี่ยน จูชูอวี้กลายเป็นพระชายาขององค์ชายพระองค์ใหม่ อนาคตต้องได้เป็นพระชายาชินอ๋องอย่างแน่นอน เพียงแต่…นึกถึงสิ่งที่ตนทำก่อนหน้านี้ มุมปากของจูเฟยก็ยกยิ้มจางๆ ขึ้นมา