หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1145 น้องชาย น้องสาว (2)
ตอนที่ 1145 น้องชาย น้องสาว (2)
“ท่านแม่ เยาเยาจะเอาด้วย” เยาเยารีบเดินเข้าไปหยุดอยู่ด้านข้างพี่ชาย มองหนานกงมั่วตาปริบ หนานกงมั่วยิ้มหวาน ยื่นมือไปลูบศีรษะเล็กของบุตรสาว “เยาเยาก็ฉลาด”
องค์หญิงฉังผิงเองก็อดยิ้มให้กับครอบครัวทั้งสี่คนไม่ได้ “พวกเจ้าช่างหนีเก่ง วันนี้ประตูใหญ่ของเราแทบจะถูกเหยียบจนพังแล้ว”
หนานกงมั่วจูงมือเด็กทั้งสองซ้ายขวาแล้วเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามกับองค์หญิงฉังผิง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลำบากเสด็จแม่แล้วเพคะ”
องค์หญิงฉังผิงโบกมือ เอ่ย “ลำบากอันใดกัน ข้าเพียงให้ผู้ดูแลออกไปบอกพวกเขาว่าพวกเจ้าไม่อยู่ก็เท่านั้น คิดว่าเรื่องนี้พวกเจ้าเองคงรู้อยู่แก่ใจ ข้าคงไม่เอ่ยอันใดมาก เพียงแต่คนอื่นก็ช่างเถิด จวินเอ๋อร์…ตอนที่พวกเจ้าเพิ่งไปเสด็จพ่อของเจ้าส่งคนมาเชิญเจ้าเข้าวังหลวง”
หนานกงมั่วไม่เข้าใจ “จวินมั่วเพิ่งออกมาจากวังหลวงนี่เพคะ”
องค์หญิงฉังผิงถอนหายใจ “หลายวันนี้เกรงว่าคงมีเรื่องไม่น้อย คงได้ยินว่าหลังจากว่าราชการในราชสำนักแล้วเอ่ยวาจาเพียงไม่กี่ประโยคในห้องทรงอักษรเจ้าก็หายไปแล้ว” ยามนี้จะบอกว่าอยู่ในช่วงฟื้นฟูก็ว่าได้ ที่ใดบ้างไม่ต้องการคน โดยเฉพาะคนอย่างเว่ยจวินมั่วที่มอบหมายสิ่งใดให้ก็วางใจได้ น่าเสียดายที่เว่ยจวินมั่วเดิมทีก็ไม่ใช่คนขยันขันแข็ง ทำงานในมือของตนเองเสร็จก็เลิกงานกลับบ้าน เจ้ายังด่าเขาไม่ได้ด้วย เพราะงานที่เขาต้องทำก็ทำเสร็จแล้ว แต่งานที่คนอื่นใช้เวลาทั้งวันยังไม่อาจทำเสร็จได้เขากลับใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็จัดการเรียบร้อยแล้ว จะไม่ให้คนลอบกัดฟันได้อย่างไร
หนานกงมั่วเข้าใจ ยิ้มพลางเอ่ย “หม่อมฉันกลับคิดว่าดีนะเพคะ จวินมั่วใช่ว่าจะไม่ทำงาน ทำงานเสร็จแล้วก็ควรพักผ่อนมิใช่หรือเพคะ เยาเยาและอานอานยังเด็ก อบรมสั่งสอนลูกๆ เองก็ต้องการเวลา” ตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุดก็คือเนี่ยนหย่วนมิใช่หรือ หากไต้ซือเหลี่ยวหรานมีกรอบให้เขาสักหน่อย ไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้าใกล้กับสำนักหอธารา ไม่แน่ว่าเขาอาจจะกลายเป็นต้นกล้าของพุทธศาสนาก็ได้
คุณชายเว่ยพยักหน้าเห็นด้วย “อานอานและเยาเยาควรมีน้องชายหรือน้องสาวเพิ่ม”
หนานกงมั่วกลอกตาให้เขา องค์หญิงฉังผิงกลับพึงพอใจ เอ่ยเห็นด้วย “สมควรแล้วจริงๆ อย่างไรเยาเยาและอานอานก็ไม่เล็กแล้ว”
“น้องชาย น้องสาว” เยาเยาดวงตาเบิกโต เอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความยินดี
อานอานเองก็ดวงตาวาวมองไปยังท้องของหนานกงมั่ว “ท่านแม่ เอาน้องชาย”
หนานกงมั่วจนปัญญา ทำได้เพียงจ้องเขม็งไปยังคุณชายเว่ย ลูบศีรษะเล็กของบุตรชาย เอ่ย “น้องชายและน้องสาวยังไม่โตเลย”
“อ้อ” อานอานพยักหน้า “ในหนังสือบอกว่า เด็กต้องรอสิบเดือนถึงจะออกมา ปีหน้าก็มีน้องชายแล้ว”
“น้องสาว” เยาเยามองพี่ชายพร้อมเอ่ย
อานอานครุ่นคิด คิดว่าเป็นพี่ชายควรยอมให้น้องสาว “ก็ได้ เอาน้องสาวก่อน”
“…”
ราชสำนักในเช้าวันต่อมา ฮ่องเต้เรียกเว่ยจวินมั่วไปยังห้องทรงอักษร ต่อว่าเรื่องที่เขาหนีกลับไปเร็วอยู่เกือบสองชั่วยามกว่าจะพอใจจนหุบปากลง เว่ยจวินมั่วใบหน้าเรียบนิ่ง ราวกับคนที่เยี่ยนอ๋องตำหนิไม่ใช่เขา เห็นท่าทางของเขา ฮ่องเต้ไท่ชูพลันรู้สึกว่าความพึงพอใจเมื่อครู่ได้มลายหายไป เสียน้ำลายเปล่าไปกว่าครึ่งวัน
พระองค์ส่งเสียงหยัน เอ่ย “ข้านึกว่าเจ้ามีเรื่องสำคัญ ที่แท้เรื่องสำคัญของเจ้าคือไปเดินเล่นเป็นเพื่อนพระชายาที่เขาจื่ออวิ๋นอย่างนั้นหรือ”
เว่ยจวินมั่วเงยหน้ามองเขา ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกหรือ
ฮ่องเต้ไท่ชูกัดฟัน เอ่ยเสียงเย็น “ตอนนี้เจ้าเป็นองค์ชาย นิสัยทำสิ่งใดตามใจของเจ้าเก็บไปเดี๋ยวนี้ ยามนี้มีเรื่องมากมาย และให้เจ้าพวกนั้นที่กินเป็นแต่ข้าวได้เห็น บุตรชายของข้าแตกต่างไปจากพวกไร้ประโยชน์เหล่านั้น”
เว่ยจวินมั่วย่นคิ้ว มองไปยังฮ่องเต้ไม่เอ่ยสิ่งใด
ฮ่องเต้ไท่ชูนวดหัวคิ้ว เมื่อคืนตรวจฎีกากว่าค่อนคืน ยามนี้เขายังปวดศีรษะอยู่บ้าง โบกมือให้เว่ยจวินมั่วพลางเอ่ย “เอาล่ะ ข้าคร้านจะพูดกับเจ้า กรมคลังและกองทัพนอกเมือง เจ้ามีเวลาก็ไปดูสักหน่อย” ยามนี้ต้องปรับปรุงในทุกๆ ส่วนเพราะเกิดความเสียหายจากการทำสงคราม กองทัพนอกเมืองนั้นเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทำให้คนปวดหัวได้เช่นกัน ฮ่องเต้โยนทั้งสองเรื่องนี้มาให้เว่ยจวินมั่วด้วยกันไปเลย
“พระองค์ไม่คิดว่า…”
ฮ้องเต้ไท่ชูโบกมือ “ข้าไม่คิดอันใดทั้งนั้น นี่คือความเชื่อใจของข้าที่มีต่อเจ้า เจ้าต้องพยายาม คนหนุ่ม…ต้องฝึกฝนมากๆ จึงจะถูก”
“…” คุณชายเว่ยคิดว่าตนเองไม่มีอันใดจะเอ่ย หันหลังเตรียมเดินออกไป นึกถึงบางอย่างขึ้นได้จึงหยิบกล่องออกมาจากแขนเสื้อวางเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินออกไป ฮ่องเต้ไท่ชูเลิกคิ้ว เปิดกระปุกออกดูพลันชะงัก “เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้”
เว่ยจวินมั่วหันกลับมา เลิกคิ้วมองคนตรงหน้า
ฮ่องเต้ไท่ชูกลอกตา หลังจากประเมินอยู่ชั่วครู่จึงเอ่ยขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “นี่คืออันใด”
สามล้านตำลึง…โชคดีที่ตอนนี้เขาเป็นฮ่องเต้ เมื่อครั้งเขาเป็นเยี่ยนอ๋องยังไม่อาจควักเงินสามล้านออกมาได้ในคราวเดียว แม้แต่คลังหลวงในยามนี้ ทำสงครามมาหลายปีก็ว่างเปล่า สามล้านไม่นับว่ามากแต่ก็ไม่น้อยอย่างแน่นอน
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “อู๋สยามอบให้พระองค์ บอกว่าเป็นเงินปลอบขวัญเหล่าทหารที่ตายจากไป”
ฮ่องเต้ไท่ชูเลิกคิ้ว เขาเองก็กำลังปวดหัวกับทหารที่ตายไป ขุนพลชั้นสูงไม่เอ่ยถึง แม้แต่ทหารชั้นล่างสุดยังไม่อาจนิ่งเงียบไม่แสดงออกได้ แม้แต่ละคนนั้นไม่มาก แต่เมื่อรวมกันแล้วก็ไม่น้อย อีกทั้งยังไม่อาจละเลยบางส่วนได้ ในเมื่อกองทัพโยวโจวและกองทัพเฉินโจวต้องปลอบขวัญ ดังนั้นกองทัพของราชสำนักเองก็ต้องมี คลังของแผ่นดินนั้นไม่ได้มีเงินมากมายนัก อีกทั้งยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ ทุกครั้งที่มีบัญชีจากกรมคลังส่งมาเขาแทบนอนไม่หลับ
“ใจกว้างเพียงนี้ เรื่องเช่นนี้เจ้าทำด้วยตนเองได้” ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ย
เว่ยจวินมั่วมองเขาไร้ซึ่งคำพูด ฮ่องเต้ไท่ชูลูบปลายจมูก “เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว อู๋สยาหวังดี ข้าจะขอบคุณนางแทนทหารในกองทัพ อยากได้สิ่งใดหรือไม่ รีบเอ่ยมาเถิด”
เว่ยจวินมั่วเอ่ยเสียงเรียบ “เพียงหลังจากนี้พระองค์อย่าหาเรื่องให้อู๋สยาอีกก็พอแล้ว”
“เอ่ยสิ่งใดกัน” ฮ่องเต้ไท่ชูไม่พอใจ “ข้าเป็นถึงเจ้าแผ่นดินจะว่างไปหาเรื่องให้ลูกสะใภ้ได้เยี่ยงไร” แม้แต่จูชูอวี้นั้นหลายปีมานี้เขาเองก็ไม่ได้ไปหาเรื่องนางหรือไม่ คุณชายเว่ยไม่เอ่ยวาจา ฮ่องเต้ไท่ชูส่งเสียงหยันในลำคอ เอ่ยอย่างหงุดหงิด “ช่างเถิด ข้าจะจดจำเรื่องนี้เอาไว้ก็พอ เจ้าไปดูที่คลัง มีอันใดที่อู๋สยาชอบก็เอากลับไปให้นางเล่นเถิด”
เว่ยจวินมั่วยกมือขึ้นประสาน หันหลังกล่าวลาพร้อมเดินออกไป
มองแผ่นหลังเขาเดินออกไป ฮ่องเต้ไท่ชูก่นด่าด้วยเสียงหัวเราะอย่างทำสิ่งใดไม่ได้ แต่เมื่อมองดูตั๋วเงินสามล้านในมือกลับถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าเคร่งขรึมมีรอยยิ้มขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไรบุตรชายและบุตรสะใภ้ต่างก็ช่วยแบ่งเบาภาระของเขา ในเมืองจินหลิงคนที่สามารถควักเงินสามล้านออกมาไม่ได้มีเพียงแค่หนานกงมั่ว แต่คนที่จะยอมควักออกมา เกรงว่าคงไม่มีใครอีกแล้ว