หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1146 การแต่งงานก็เป็นปัญหาใหญ่ (1)
ตอนที่ 1146 การแต่งงานก็เป็นปัญหาใหญ่ (1)
วันที่หนึ่งเดือนสิบ ในวังหลวงจัดพิธีแต่งตั้งฮองเฮาและนางสนมวังหลัง เมื่อพิธีเสร็จสิ้นลง ฮองเฮาจึงนำเหล่านางสนมย้ายเข้าไปอยู่ในวังหลัง กลายเป็นเจ้านายคนใหม่แห่งวังหลัง เช่นนี้เมืองจินหลิงที่เดิมทียังระส่ำระส่ายจึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง ผู้คนได้สติกลับมาต่างก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองสามเดือน ท้องฟ้าบนหัวพลันเปลี่ยนสี อีกทั้งไม่ได้นองเลือดเป็นสายน้ำอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้ เห็นอยู่ว่าเป็นการทำสงครามแย่งชิงกันสองลุงหลานในเชื้อพระวงศ์ สุดท้ายกลับแทบจะเรียกได้ว่าจบลงอย่างสันติ มีคนชอบ มีคนผิดหวัง ทว่าส่วนใหญ่กลับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกคล้ายยกภูเขาออกจากอก
เมื่อเทียบกับคุณชายเว่ยที่ยุ่งจนไม่อาจหยุดพัก หนานกงมั่วที่เป็นพระชายาวันๆ นั้นว่างไม่น้อย พวกเขาย้ายออกจากจวนองค์หญิงฉังผิงมายังจวนใหม่ฉู่อ๋องหลังจากพิธีแต่งตั้งฮองเฮา เดิมทีจวนฉู่กั๋วกงก็ไม่เลว หนานกงมั่วและเว่ยจวินมั่วก็ไม่ได้มีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งใดมากนัก เพียงเสริมจุดเล็กๆ น้อยๆ ให้เข้ากับคุณสมบัติของจวนอ๋อง ที่อยู่ของพวกเขายังเป็นเรือนจี้ชั่ง เด็กทั้งสองยังเล็กแน่นอนว่าอยู่ที่เรือนจี้ชั่งกับบิดามารดา ส่วนสองเรือนด้านข้าง หนานกงมั่วตัดสินใจรื้อถอนและสร้างเรือนหลังจวนฉู่อ๋องรวมไปถึงสวนดอกไม้เชื่อมต่อกับเรือนจี้ชั่ง อีกด้านนั้นเชื่อมรวมเข้ากับเรือนด้านหน้า สร้างเรือนไม่กี่เรือนขึ้นมา รออานอานโตแล้วย้ายไปอยู่จะได้กว้างสักหน่อย
เรื่องเหล่านี้หนานกงมั่วเพียงออกคำสั่งลงไป แน่นอนว่ามีคนปฏิบัติบัติตามอย่างเต็มที่ อีกทั้งเรื่องน้อยใหญ่ในจวนฉู่อ๋องก็ไม่จำเป็นต้องให้นางลำบาก เพราะเหตุนี้หนานกงมั่วจึงว่างขึ้นมา นึกถึงความวุ่นวายตลอดมายามอยู่โยวโจวและเฉินโจว พระชายาฉู่อ๋องที่ว่างอย่างหาได้ยากจึงรู้สึกไม่ชินอยู่บ้าง เพียงแต่เห็นคุณชายเว่ยที่ถูกฮ่องเต้เรียกตัวไม่ได้หยุดพัก หนานกงมั่วรู้สึกมีความสุขที่เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์
“เฮ้อ…” หนานกงมั่วหมอบอยู่บนโต๊ะ ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“ทำไมหรือ” เซี่ยเพ่ยหวนที่นั่งอยู่ข้างนางขมวดคิ้วถาม หนานกงมั่วเหลือบตาขึ้นมองนาง “รู้สึกเบื่อนิดหน่อย”
“เบื่อหรือ”
หนานกงมั่วโอดครวญ “อานอานไปเรียนที่สำนักศึกษา เยาเยาก็ไปเล่นที่บ้านตระกูลซัง เหลือข้าเพียงคนเดียวแล้ว” แม้อานอานจะนิสัยเงียบสงบ ทว่ามีเป้าหมายยิ่งใหญ่ หลายวันก่อนบอกว่าอยากไปเรียนที่สำนักศึกษา เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่ปฏิเสธ ดังนั้นเด็กน้อยที่ไม่อาจเดินได้ไกลก็ถูกทหารองครักษ์พาออกนอกเมืองไปเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลเซี่ยทุกวัน แม้แต่ฮ่องเต้อยากพบยังต้องรอเวลา ส่วนเยาเยา ซังเจี้ยวกลับไปอยู่บ้านตระกูลซังกับแม่ทัพซังหรงแล้ว เยาเยาก็ไปเล่นที่บ้านตระกูลซังทุกวัน สุดท้ายเหลือหนานกงมั่วที่พบว่าตนเองต่างหากที่ถูกทอดทิ้งอย่างน่าสงสาร นางจึงต้องออกมาชวนพวกเซี่ยเพ่ยหวนไปเดินเล่น
ฉินซีที่นั่งอยู่ซ้ายมือของเซี่ยเพ่ยหวนอดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้ “คนอื่นเป็นพระชายาต่างก็ยุ่งวุ่นวาย แต่เจ้ากลับเบื่อหน่ายแล้ว”
หนานกงมั่วเลิกคิ้วแล้วมองไปยังอีกคน เซวียเสียวเสี่ยวพยักหน้าติดๆ แสดงออกว่าเห็นด้วยกับคำของฉินซี “พระชายาฉู่อ๋อง ท่านคงไม่ใช่ว่า…สื่อสารไม่เป็นหรือไม่ มิสู้ พวกเราไปศึกษาจากเซี่ยฮูหยินหรือฉินฮูหยินดีหรือไม่”
“เอ๋” หนานกงมั่วมีสีหน้าไม่เข้าใจมองไปยังเซวียเสียวเสี่ยวที่มองมาที่ตนด้วยความสงสาร เซวียเสียวเสี่ยวเอ่ย “พระชายาเจิ้งอ๋องนางไม่ชวนคนมาชมดอกไม้ก็ชวนมาดื่มชาทุกวัน จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกอันใดเช่นนั้น ยามนี้คนในจินหลิงต่างก็บอกว่าพระชายาเจิ้งอ๋องเข้าหาง่าย จิตใจดี เฉลียวฉลาด แล้วดูท่านสิ นอกจากพวกเราก็ไม่มีใครสนใจท่าน” คิดดูแล้วก็น่าสงสาร เป็นพระชายาจนมาถึงขั้นนี้แล้ว
หนานกงมั่วฟุบลงกับโต๊ะ กลอกตาอยู่เงียบๆ นางไม่ได้อยากมานั่งดื่มชาน่าเบื่อกับสตรีเหล่านั้น นอกจากนี้เว่ยจวินมั่วนั้นยังไปล่วงเกินไปเสียหมด ใครจะกล้ามาชวนนางชมดอกไม้ดื่มชาเล่า
เซี่ยเพ่ยหวนที่รู้จักนิสัยนางดีกลับไม่รู้สึกสงสาร เพียงเอ่ย “ข้ารู้ว่าเจ้าคร้านจะต้อนรับคนเหล่านั้น เพียงแต่…เสียวเสี่ยวเอ่ยก็ไม่ผิด ยามนี้ชื่อเสียงของพระชายาเจิ้งอ๋องนั้นกลับดีขึ้นตามน้ำ”
หนานกงมั่วเอ่ยเสียงเฉื่อย “พวกนางคงไม่รู้กระมังว่าตอนนี้ตระกูลจูนั้นเหลือเพียงความว่างเปล่าแล้ว”
เซี่ยเพ่ยหวนยิ้มเอ่ย “ต่อให้ยามนี้ตระกูลจูจะเหลือเพียงความว่างเปล่า แต่ก็ยังมีตำแหน่งเจิ้งอ๋องและพระชายาเจิ้งอ๋องอยู่ บางคนก็คงนำเงินไปมอบให้ถึงบ้าน”
“ก็นั่นน่ะสิ” หนานกงมั่วพยักหน้า
ฉินซีหัวเราะพร้อมเอ่ยเสียงเบา “เพียงแต่ พวกเจ้าว่าพระชายาเจิ้งอ๋องยอมผูกมิตรกับคนเหล่านั้นด้วยความเต็มใจจริงหรือ ไยข้าจึงได้ยินว่าเมื่อฮูหยินเหล่านั้นไปชมดอกไม้อันใดที่จวนเจิ้งอ๋อง ซ้ำยังพาเหล่าคุณหนูงดงามไปด้วย”
เซี่ยเพ่ยหยวนครุ่นคิด “ไม่ยอมก็ไม่ได้กระมัง” ความจริงไหนเลยจูชูอวี้จะตัดสินใจได้ เจิ้งอ๋องแสดงออกชัดเจนว่าต้องการรับคนเข้าจวน อีกทั้งชาติตระกูลยังไม่อาจต่ำต้อย เดิมทีชาติตระกูลของจูชูอวี้ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก รอจนมีพระชายารองที่มีชาติตระกูลดีกว่านางเข้ามา จะกดเอาไว้ได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง
หนานกงมั่วหาวสองครั้ง เอ่ยอย่างเกียจคร้าน “มีเวลาเอ่ยถึงเรื่องของคนอื่น มิสู้มาคุยเรื่องของพวกเจ้า”
เซวียเสียวเสี่ยวไม่เข้าใจ “พวกเราทำไมหรือ”
หนานกงมั่วยิ้มตาหยี เอ่ย “เซวียฮูหยินได้หาคุณชายที่น่าพึงพอใจให้แม่นางเสียวเสี่ยวของเราแล้วหรือ”
เซวียเสียวเสี่ยวใบหน้าแดงก่ำขึ้นมา “พระชายาฉู่อ๋อง”
หนานกงมั่วมองคนโสดทั้งสามที่ใบหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยเสียงเบา “ข้าเอ่ยความจริง ยามนี้ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดแล้ว หันกลับมาดู เรื่องที่ต้องจัดการแน่นอนว่าเป็นเรื่องเหล่านี้ เราก็มิใช่คนอื่นคนไกล มีอันใดที่ข้าช่วยพวกเจ้าได้ลองว่ามา นี่เป็นเรื่องสำคัญในชีวิต” ยุคสมัยนี้มองใครไม่ถูกตาก็เตะทิ้งเสีย
ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยเพ่ยหวนหรือว่าฉินซี เซวียเสียวเสี่ยว ยามนี้เรียกได้ว่าอายุมากแล้ว ปกติแล้วต่อให้เป็นครอบครัวของตนเอ่ยถามเรื่องเหล่านี้ก็ยังต้องซ่อนเร้น ส่วนใหญ่เอ่ยถึงเงื่อนไขคนมองว่าเหมาะสมหรือไม่ น้อยนักจะถามว่าพวกนางชอบหรือไม่ อย่างไรความคิดนี้ การแต่งงานแบบคลุมถุงชนก็มีไม่น้อย ก่อนแต่งงานได้เจอหน้าอีกฝ่ายสักครั้งสองครั้งก็นับว่าไม่เลวแล้ว
เซี่ยเพ่ยหวนกลับนิ่งสงบ นางโตกว่าหนานกงมั่วเล็กน้อย ยามนี้กลับยังเป็นสตรีในห้องหอรอออกเรือน คำนินทาว่าร้ายได้ฟังมาไม่น้อย กระทั่งวางแผนจะไม่แต่งงานไปชั่วชีวิตก็เคยมี ยามนี้แน่นอนว่าปล่อยวางแล้ว คนที่อยู่ตรงนี้เองก็มิใช่คนที่จะเอ่ยวาจาเรื่อยเปื่อย เซี่ยเพ่ยหวนกลับเอ่ยตามตรงด้วยรอยยิ้ม “ตามความต้องการของท่านพ่อท่านแม่และท่านย่า วางแผนเอาไว้ว่าจะเลือกหนึ่งในผู้ที่ผ่านการสอบขุนนางในปีหน้า ไม่จำเป็นต้องเลือกครอบครัวที่เหมาะสม ขอเพียงมีความสามารถและเป็นคนดีก็พอแล้ว”
เซวียเสียวเสี่ยวดวงตาวาวขึ้นมา “นี่คือต้องการ เอ่อ…จับอะไรนะ…”
ฉินซียกมือป้องปากหัวเราะ เอ่ย “ดูรายชื่อจับลูกเขย[1]หรือ ตระกูลเซี่ยไหนเลยต้องทำเช่นนั้น…เกรงว่าเซี่ยโหวและเซี่ยฮูหยินคงมีตัวเลือกอยู่ในใจแล้วกระมัง”
เซี่ยเพ่ยหวนเองก็งุนงง เอ่ย “มารดาของข้าก็เอ่ยอยู่บ้าง เพียงแต่…ข้ายัง…” มองทั้งสามคนที่นั่งอยู่ เซี่ยเพ่ยหวนยิ้มขมขื่น เอ่ย “อายุข้าก็เท่านี้แล้ว ไม่สนใจว่าจะต้องรอ ท่านพ่อและเหล่าพี่ชายให้ความสำคัญแน่นอนว่าดี เพียงแต่ข้า…” อายุเพียงนี้แล้ว หากมีข้อผิดพลาดก็คงได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม เรื่องออกเรือน ต้องระมัดระวังสักหน่อย ยอมไม่มีเสียจะดีกว่าหากต้องเจอคนไม่ดี แน่นอนว่าเซี่ยเพ่ยหวนไม่ใช่คนจะยอมปล่อยไปตามกรรมอย่างแน่นอน
[1] ดูรายชื่อจับลูกเขย เป็นวัฒนธรรมการแต่งงานอย่างหนึ่งในสมัยโบราณ ครอบครัวร่ำรวยจะออกมาเลือกบัณฑิตที่สอบได้ไปเป็นลูกเขยในวันประกาศรายชื่อผลการสอบคัดเลือก