หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1148 หนานกงชวี่เป็นคนชั่ว (1)
ตอนที่ 1148 หนานกงชวี่เป็นคนชั่ว (1)
ไม่นานองครักษ์เงาที่ติดตามเซวียเสียวเสี่ยวไปก็กลับมา ใบหน้าของสตรีชุดดำขมวดมุ่นอยู่เล็กน้อย มีท่าทีอึกอักมองไปยังหนานกงมั่ว หนานกงมั่วไม่เข้าใจ “ทำไมหรือ นางไปที่ใด” กลับมาได้เร็วเพียงนี้ คิดว่าคงอยู่ในเมืองกระมัง เพียงไม่รู้ว่าเป็นคุณชายตระกูลใด หรือว่าเป็นคนที่เซวียเสียวเสี่ยวรู้จักหลังกลับมายังจินหลิงหรือ
องครักษ์ลังเลอยู่ชั่วครู่ เอ่ยเสียงเบา “ตอบพระชายา คุณหนูเซวียไปที่…จวนจิ้งอานโหวเจ้าค่ะ”
“หา” จวนจิ้งอานโหวฟังดูไม่คุ้นหู ทว่าไม่นานพลันนึกขึ้นมาได้ “เจ้าจะบอกว่า…”
องครักษ์พยักหน้า แสดงออกว่าพระชายาเข้าใจถูกแล้ว
ทั้งสามคนนิ่งอึ้งไปสักพัก เซี่ยเพ่ยหวนหัวเราะขึ้นมา “อู๋สยา ดูเหมือนเจ้าจะมีพี่สะใภ้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว”
หนานกงมั่วกะพริบตา “แต่ข้าจำได้ว่า…” พี่ใหญ่ของนางกับมาตรฐานของแม่นางเซวียห่างกันค่อนข้างไกลเลยทีเดียว เมื่อครั้งป้องกันเมืองอยู่ที่โยวโจว สตรีผู้นี้เห็นพี่ใหญ่ก็รีบวิ่งหนีทันที ฉินซีเองก็ตกใจ “คิดไม่ถึงว่า เสียวเสี่ยวจะชอบ…ข้านึกว่า…” นางยังนึกว่าเซวียเสียวเสี่ยวจะหาบุรุษที่ดูกำยำล่ำสันกว่านาง คุณชายใหญ่หนานกงแม้จะเก่งกาจ แต่วรยุทธ์เมื่อเทียบกับเซวียเสียวเสี่ยวดูเหมือนจะยังไม่พอนัก หากสองคนนี้ทะเลาะกันขึ้นมา…พบว่าตนเองคิดไปไกลแล้ว ฉินซีรีบส่ายศีรษะดึงความคิดตนเองกลับคืนมา
หนานกงมั่วเอ่ยถาม “นางเจอพี่ใหญ่หรือไม่”
องครักษ์ส่ายศีรษะ “จิ้งอานโหวไม่อยู่ในจวนเจ้าค่ะ แต่ว่าคุณหนูเซวียยังรออยู่ ดูเหมือนจะรอจนจิ้งอานโหวกลับมาเจ้าค่ะ”
เซวียเสียวเสี่ยวนิสัยร่าเริง เมื่อได้เริ่มทำอันใดแล้วก็มักทำให้จบ ในเมื่อนางตัดสินใจวิ่งไปหาหนานกงชวี่ คงไม่ล้มเลิกครึ่งๆ กลางๆ เป็นแน่ ยามนี้คงมีอันใดน่าดูแล้ว ต้องส่งคนไปเตือนพี่ใหญ่สักหน่อยหรือไม่
“มั่วเอ๋อร์ คิดอันใดอยู่หรือ” ฉินซีเอ่ยถามเสียงเบา
หนานกงมั่วเล่าความคิดของตนเองให้ฟัง ฉินซีครุ่นคิด เมื่อเทียบกับเซี่ยเพ่ยหวนนางรู้จักหนานกงชวี่ยิ่งกว่า ไม่ว่าจะอยู่โยวโจวหรือเฉินโจวก็เคยได้ยินพี่ชายของตนเอ่ยถึงอยู่บ้าง ฉินซีส่ายศีรษะ เอ่ย “ไม่ต้องหรอก จิ้งอานโหวคงไม่รู้ความคิดของเสียวเสี่ยว หากเจ้าส่งคนไปบอกเขา ไม่แน่เขาอาจจะหลบเลี่ยงก็เป็นได้ นั่นจะทำให้เสียวเสี่ยวต้องรอเสียเปล่าหรือไม่”
เซี่ยเพ่ยหวนเองก็เห็นด้วย “เสียวเสี่ยวช่างเป็นสตรีที่เปิดเผยอย่างหาได้อยาก นับว่าเหมาะสมกับคุณชายใหญ่หนานกง ไม่แน่ให้โอกาสพวกเขาสักครั้ง อาจมีผลที่น่าประหลาดใจก็เป็นได้”
หนานกงมั่วพยักหน้า หันไปออกคำสั่งกับองครักษ์ด้านข้าง “ดูอยู่ไกลๆ ก็พอ อย่ารบกวนพวกเขา” นางก็ชอบเซวียเสียวเสี่ยวเด็กสาวผู้นี้ คนที่เปิดเผยเฉลียวฉลาดมีสายตาแหลมคมนั้นมีไม่มาก ไม่ได้โง่เขลาอย่างหลินซื่อผู้นั้น หนานกงชวี่คงมีดวงตาร้อยดวงเกิดขึ้นในใจแล้ว แต่งภรรยาสักคนคงไม่ใช่เรื่องไม่ดีอันใด เพียงแต่…เซวียเสียวเสี่ยวเป็นคุณหนูเชื้อสายหลักของตระกูลเซวีย หนานกงชวี่กลับเคยแต่งงานมาแล้ว แม่ทัพเซวียและเซวียฮูหยินจะยอมยกลูกสาวมาเป็นภรรยาคนใหม่หรือ ฐานะของเซวียเสียวเสี่ยวนั้นสูงกว่าหลินซื่อไม่รู้กี่เท่า
“เจ้าค่ะ” องครักษ์ตอบรับ หมุนตัวเดินออกไปอีกครั้ง
“ซีเอ๋อร์ เมื่อครู่คุยเรื่องเซี่ยสามกับเสียวเสี่ยวแล้ว ส่วนเจ้าเล่า” หนานกงมั่วหันไปถามฉินซีด้วยรอยยิ้ม
ฉินซีชะงัก “ข้าหรือ ข้ามีอันใดต้องเอ่ยเล่า”
หนานกงมั่วถอนหายใจ “ยังไม่มีคนถูกตาก็ไม่เป็นไร คางคกสามขาหาได้ยาก แต่บุรุษสองขานั้นมีอยู่ทั่วไป พวกเราจะเลือกคนที่พึงพอใจได้อย่างแน่นอน”
ได้ยินเช่นนั้น ฉินซีก็ยกมือป้องปากหัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ แตกต่างจากเซี่ยเพ่ยหวน มีหลายอย่างที่ไม่ว่าจะเป็นพี่ชายหรือบิดามารดาก็ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ แต่เมื่อพูดคุยกับหนานกงมั่วกลับไม่มีสิ่งใดขัดขวางได้ เพราะไม่ว่าพวกนางจะเอ่ยวาจาที่น่าตกใจเพียงใด หนานกงมั่วก็ไม่ตกใจยิ่งไม่ว่าพวกนางเอ่ยวาจาไม่เหมาะสม กระทั่งช่วยออกความคิดแทนพวกนาง และพวกนางยิ่งไม่ต้องกลัวว่าคำเหล่านี้จะหลุดออกไป ทำให้ชื่อเสียงของตนเสียหาย ฉินซีเชื่อว่าได้รู้จักซิงเฉิงจวิ้นจู่นับเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตของตนแล้ว
หนานกงมั่วปรบมือแสดงท่าทาง “อย่างไร รอให้ข้าเลือกเวลาเลือกสวนได้แล้ว พวกเจ้าก็แต่งตัวสวยๆ รอไปทำให้เหล่าบุรุษทั้งหลายในงานต้องแตกตื่นเถิด”
ทั้งสองมองสบตากัน กลอกตาให้นางเงียบๆ
จวนจิ้งอานโหวที่เพิ่งมีเจ้านายคนใหม่เข้ามาอยู่ได้ไม่นาน หนานกงชวี่เพิ่งเดินเข้ามาในประตูก็ได้ยินผู้ดูแลเข้ามารายงาน “นายท่าน เมื่อบ่ายมีแม่นางท่านหนึ่งมาขอพบขอรับ”
“แม่นางหรือ” หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว เขารู้จักแม่นางคนใดในจินหลิงกัน อย่างหนานกงมั่ว ซังเนี่ยนเอ๋อร์แน่นอนว่าผู้ดูแลคงไม่เรียกพวกนางว่าแม่นางแล้ว
ผู้ดูแลพยักหน้าพลางเอ่ย “แม่นางผู้นี้สวมชุดสีแดง ไม่ได้ทิ้งชื่อเอาไว้ขอรับ เพียงบอกว่ามีเรื่องอยากขอพบท่านโหว”
หนานกงชวี่เอ่ยอย่างงุนงง “ไม่รู้จัก ไม่ต้องสนใจ” เอ่ยจบก็เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนด้านใน จวนโหวขนาดใหญ่นอกจากหนานกงชวี่ที่เป็นเจ้านายก็มีผู้ดูและบ่าวรับใช้ จวนดูว่างเปล่าและเงียบเหงาอยู่บ้าง ผู้ดูแลเองก็จนปัญญา ท่านโหวของตนเป็นผู้มีอำนาจใหม่ในจินหลิง เป็นขุนนางที่ร่วมสยบความวุ่นวายอีกทั้งยังเป็นพี่ภรรยาของฉู่อ๋อง ดีไปทุกอย่างเพียงไม่มีนายหญิงคอยช่วยเหลืออยู่เคียงข้าง อย่าว่าแต่นายหญิงเลย แม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงสักคนก็ไม่มี น้ำใจที่ถูกส่งมายังจวนต่างไม่มีใครจัดการได้ ดังนั้นผู้ดูแลจึงหวังว่านายท่านจะแต่งฮูหยินสักคนเข้ามาจึงจะดี
“รายงานท่านโหว ด้านนอกมีแม่นางท่านหนึ่งมาขอพบขอรับ” ผู้ดูแลยังไม่ทันอ้าปากเอ่ยสิ่งใดอีก เด็กชายคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงานอย่างรวดเร็ว
“เป็น…คนก่อนหน้านี้หรือ” ผู้ดูแลเอ่ยถามอย่างลังเล คงไม่ใช่ว่าท่านโหวของพวกเขาดึงดูดแม่นางหลายคนมาเยือนกระมัง
เด็กหนุ่มรีบพยักหน้า ผู้ดูแลรีบหันไปมองหนานกงชวี่ หนานกงชวี่หันกลับมาขมวดคิ้ว บ่าวรับใช้รีบเอ่ย “แม่นางผู้นั้นบอกว่านางแซ่เซวียขอรับ”
“เซวียหรือ ให้นางเข้ามา” หนานกงชวี่เอ่ยเสียงเข้ม
“ขอรับ”
เซวียเสียวเสี่ยวถูกคนเชิญเข้ามาในจวนจิ้งอานโหว นางเดินพลางมองซ้ายมองขวา ทั่วทั้งจวนเงียบสงบแตกต่างไปจากจวนใหญ่อย่างตระกูลเซวียที่ครึกครื้นเสียงดังโวยวายอยู่ทุกวัน หนานกงชวี่ไม่ได้เชิญนางเข้าไปนั่งดื่มชาด้านใน ทว่ารออยู่ในเรือนด้านหน้า ดังนั้นเซวียเสียวเสี่ยวที่เดินก้าวเข้ามาผ่านเงากำแพงไม่นานก็มองเห็นหนานกงชวี่ยืนรออยู่ในลานบ้าน
ก่อนหน้านี้เซวียเสียวเสี่ยวมาเสียเที่ยว แต่นางไม่ได้ล่าถอยกลับไปเพราะเหตุผลเท่านี้ ทว่าเลือกไปนั่งที่โรงน้ำชาเล็กๆ บนถนนใกล้ๆ จวนจิ้งอานโหว ถนนเส้นนั้นเป็นเส้นทางที่หนานกงชวี่ใช้เดินทางกลับมายังจวนจิ้งอานโหว รอมากว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็มองเห็นหนานกงชวี่กลับมา เซวียเสียวเสี่ยวจึงเดินตามมา เพียงแต่รอได้เจอกับหนานกงชวี่ ความกล้าที่สะสมมาก่อนหน้านี้ราวกับลูกหนังที่ถูกเจาะลมแฟบลงไปอย่างรวดเร็ว
“เอ่อ…หนานกงชวี่…” เซวียเสียวเสี่ยวบิดนิ้วมือเอ่ยติดขัด
หนานกงชวี่พยักหน้าด้วยท่าทางราบเรียบ “แม่นางเซวีย”
เซวียเสียวเสี่ยวหน้าแดงระเรื่อราวกับอาภรณ์สีแดงที่นางสวมใส่ ถูกหนานกงชวี่มองจึงเกิดความรู้สึกกดดันขึ้นมา พลันเอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว “หนานกงชวี่ ท่านจะแต่งงานกับข้าหรือไม่”