หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1155 ความฉลาดทางปัญญาสูง ความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ (2)
ตอนที่ 1155 ความฉลาดทางปัญญาสูง ความฉลาดทางอารมณ์ต่ำ (2)
อาจารย์อาเอ่ย “ทางที่ดีเจ้าอย่าได้เอ่ยเรื่องนี้กับเขา ทำเสียว่าไม่รู้เถิด”
“มีเรื่องเข้าใจผิดกันหรือไม่เจ้าคะ” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
อาจารย์ส่ายศีรษะ “บนโลกใบนี้ไหนเลยจะมีความเข้าใจผิดมากมายเพียงนี้ เรื่องนี้สืบชัดแจ้งตั้งแต่ศิษย์พี่ของเจ้าอายุเพิ่งเต็มสิบแปด ไม่มีอันใดต้องเอ่ยอีก”
หนานกงมั่วถอนหายใจ เห็นอาจารย์อาไม่เต็มใจเอ่ยถึง หลายปีมานี้ศิษย์พี่ก็ไม่เคยเอ่ยถึง เห็นได้ว่าไม่ยินยอมเอ่ยถึงอีกก็เท่านั้น จึงพยักหน้าลง “ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ แต่ว่าอาจารย์อา แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน ค่อยเป็นค่อยไปเถิดเจ้าค่ะ”
อาจารย์อาพยักหน้า เอ่ย “ข้ารู้ ก่อนหน้านี้เจ้าเด็กนั่นหนีออกไปนอกกำแพง อีกทั้งยังรักษาเยี่ยนอ๋องอย่างเต็มที่ พลังชีวิตได้รับบาดเจ็บ วรยุทธ์เท่าแมวสามขาของเขานั่น อยู่รักษาตัวในจินหลิงก่อนค่อยว่ากัน”
หนานกงมั่วปิดริมฝีปากหัวเราะ “น่าเสียดายที่ศิษย์พี่ไม่คิดรับน้ำใจของอาจารย์อาแม้เพียงนิด” คุณชายเสียนเกอโศกเศร้าจนแทบจะกลายเป็นดอกเห็ดแล้ว
หลังกลับเข้าเมือง หนานกงมั่วก็วุ่นกับการเตรียมงานเลี้ยง สวนทั้งสวนจำต้องจัดแจงใหม่ทั้งหมด สุราอาหารที่ต้องใช้ในงานเลี้ยง การร้องรำทำเพลงต่างๆ ก็จำต้องคัดสรรอย่างดี กระทั่งที่นั่งของแขกเหรื่อ ควรต้องส่งใครไปดูแล ต่างก็พิถีพิถันทั้งหมด ก่อนหน้านี้หนานกงมั่วก็เคยจัดงานเลี้ยงของตนเองหรือช่วยเหลือพระชายาเยี่ยนอ๋องอยู่บ้าง แต่การรับผิดชอบจัดงานเลี้ยงในระดับพระชายาเช่นนี้ยังนับว่าเป็นครั้งแรก กำลังหารือเรื่องอาหารกับชวีเหลียนซิงอยู่ในห้องหนังสือบ่าวรับใช้พลันเข้ามารายงานว่าจิ้งอานโหวมาขอพบ หนานกงมั่วเลิกคิ้วแปลกใจ รีบให้คนไปเชิญหนานกงชวี่เข้ามา
ทุกคนต่างก็ยุ่ง นับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนฉู่อ๋อง เป็นครั้งแรกที่หนานกงชวี่มาหา
“เหลียนซิง เจ้าไปทำงานก่อนเถิด” มองเห็นหนานกงชวี่เดินเข้ามา หนานกงมั่วจึงยื่นบัญชีในมือให้ชวีเหลียนซิงพลางเอ่ย ชวีเหลียนซิงพยักหน้า “บ่าวขอตัวเพคะ”
ห้องหนังสือเหลือเพียงสองพี่น้อง หนานกงมั่วลุกขึ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่ นั่งลงคุยกันเถิด”
หนานกงชวี่พยักหน้านั่งลง หนานกงมั่วก็เดินมานั่งลงตรงข้างหนานกงซวี่ เอ่ย “ข้าให้คนส่งเทียบเชิญไปให้พี่ใหญ่เห็นแล้วหรือไม่ ถึงตอนนั้นอย่าลืมมาเร็วสักหน่อย นี่เป็นงานเลี้ยงแรกที่ข้าเป็นคนจัด”
หนานกงชวี่ยิ้มบาง “ดูเหมือนเจ้าจะปรับตัวได้ไม่เลว”
หนานกงมั่วถือถ้วยชายิ้มเอ่ย “ทักษะการปรับตัวของข้าดีมาตลอด”
หนานกงชวี่พยักหน้า นี่เป็นความจริง ไม่ว่าอยู่ที่ใดน้องสาวผู้นี้ล้วนปรับตัวได้เป็นอย่างดี ราวกับไม่ต้องให้ใครต้องเป็นห่วงนาง หนานกงมั่วมองเขา ยิ้มหวานพลางเอ่ย “พี่ใหญ่มาหาข้าด้วยตนเองในเวลานี้ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ”
หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว เงียบไปชั่วครู่แล้วจึงเอ่ย “ข้าจะแต่งงาน”
“หา” หนานกงมั่วตกใจ ไม่อาจตั้งสติได้ในระยะเวลาอันสั้น
หนานกงชวี่เห็นนางไม่เอ่ยวาจา หนานกงมั่วส่ายศีรษะรีบเอ่ยถาม “เช่นนั้นก็ยินดีกับพี่ใหญ่ เจ้าสาวคือผู้ใดกันหรือ”
หนานกงมั่วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย คนพวกนี้ชอบทำให้ต้องเป็นห่วงเรื่องการแต่งงานของพวกเขา สุดท้ายนางกำลังวางแผนจะจัดงานเลี้ยงจับคู่ให้ชายหญิงที่เหลืออยู่ ก็มีคนวิ่งมาบอกว่าจะแต่งงานแล้ว อีกทั้งเซวียเสียวเสี่ยว นึกถึงหญิงสาวสดใสร่าเริงคนนั้น หนานกงมั่วรู้สึกเสียดาย หนานกงชวี่เอ่ยเสียงเรียบ “คุณหนูตระกูลเซวีย”
“เซวีย…เซวียเสียวเสี่ยวหรือ” หนานกงมั่วตกใจ
หนานกงชวี่พยักหน้า มองนางด้วยความแปลกใจ เดิมทีมั่วเอ๋อร์อารมณ์มั่นคง
หนานกงมั่วเอ่ย “ไม่ใช่ว่าท่าน…ปฏิเสธนางแล้วหรือ” นี่มันอันใดกัน ได้ยินมาว่าเซวียเสียวเสี่ยวเศร้าสร้อยเสียใจอยู่ที่บ้านมาเป็นเวลานาน แม้แต่เซวียฮูหยินยังเป็นห่วงไม่น้อยสอบถามไม่ได้อันใด หนานกงมั่วอยากไปเยี่ยม แต่กังวลว่าหากเซวียเสียวเสี่ยวเห็นนางแล้วจะนึกถึงหนานกงชวี่ขึ้นมา ทำได้เพียงขอให้ฉินซีและเซี่ยเพ่ยหวนไปเยี่ยมนาง เซี่ยเพ่ยหวนกลับมาบอกว่าหญิงสาวนั้นดูเงียบขรึม
หนานกงชวี่เลิกคิ้ว “ข้าเคยปฏิเสธนางตั้งแต่เมื่อใด การแต่งงานเรื่องเช่นนี้ ให้สตรีเอ่ยก่อนคงไม่เป็นการดี แน่นอนว่ารอข้าเตรียมตัวเรียบร้อยก่อนจึงจะไปสู่ขอได้”
“ดังนั้น…ตอนนี้ท่านเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วหรือ” หนานกงมั่วเอ่ยถามอย่างไร้เรี่ยวแรง
หนานกงชวี่หยิบกระดาษออกมาหนึ่งแผ่นยื่นให้นาง “นี่คือรายการสินสอดที่ข้าเตรียมเอาไว้ เจ้าช่วยข้าดูสักหน่อยยังขาดเหลืออันใด ข้าจะไปจัดการเป็นพอ”
หนานกงมั่วกระตุกมุมปาก เพียงรับรายการมาวางไว้บนโต๊ะไม่ได้ดู ทว่ามองไปยังหนานกงชวี่แล้วเอ่ยถามจริงจัง “พี่ใหญ่ ข้ารู้ได้หรือไม่ ว่าครั้งนั้นท่านเอ่ยเช่นไรกับเซวียเสียวเสี่ยว”
หนานกงชวี่เอ่ยวาจาที่บอกกับเซวียเสียวเสี่ยววันนั้นไปหนึ่งรอบ ใบหน้างดงามของหนานกงมั่วพลันทะมึน มองพิจารณาหนานกงชวี่ขึ้นลงอยู่นาน ไม่ง่ายกว่าจะกลืนวาจาที่เกือบจะออกมาจากปากกลับลงไป ชาติที่แล้วเซวียเสียวเสี่ยวไปทำกรรมอันใดไว้ถึงได้มาชอบท่าน หากครั้งแรกเว่ยจวินมั่วกล้าทำกับข้าเช่นนี้ ข้าจะทำให้เขาได้รู้ว่าไยดอกไม้ถึงได้แดงเช่นนั้น
“พี่ใหญ่” หนานกงมั่วสูดหายใจเข้าลึก เอ่ยอย่างสนิทใจ “ท่านเอ่ยวาจาคำละหนึ่งพันก้อนทองหรือ หรือว่าเอ่ยมากไปสองคำจะทำให้ท่านผอมลงสิบกว่าจิน ท่านทำกับนางเช่นนี้แล้ว ท่านเอาความคิดมาจากไหนว่านางจะแต่งกับท่านเล่า” ยามนี้ไปสู่ขอจะไม่ถูกเซวียเสียวเสี่ยวไล่ออกมาหรือ ไยตอนแรกนางถึงได้คิดว่าหนานกงชวี่มีความฉลาดทางปัญญาสูงกันเล่า นี่เห็นชัดว่าสู้หนานกงฮุยยังไม่ได้ด้วยซ้ำ
หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว มองหนานกงมั่วเงียบๆ เห็นชัดว่าไม่เข้าใจว่าไยนางจึงโกรธเช่นนี้
“พี่ใหญ่ไยท่านจึงคิดอยากแต่งกับเซวียเสียวเสี่ยว” หนานกงมั่วเอ่ยถาม
หนานกงชวี่เอ่ย “นางขอข้าแต่งงานแล้ว แน่นอนว่าข้าต้องแต่งกับนาง”
“หากวันนี้ท่านออกไปข้างนอก แล้วมีสตรีมาขอท่านแต่งงานอีกเล่า” หนานกงมั่วเลิกคิ้ว
หัวคิ้วของหนานกงชวี่ขมวดแน่นขึ้น “ข้าจะแต่งกับแม่นางเซวียแล้ว แน่นอนว่าไม่อาจตอบรับสตรีนางอื่นแล้ว”
ดังนั้น มาตรฐานของท่านคือใครมาขอท่านก่อนอย่างนั้นหรือ มาตรฐานเช่นนี้…ควรเตรียมตัวโสดไปตลอดชีวิตหรือไม่
หนานกงมั่วรู้สึกปวดศีรษะ “หากตระกูลเซวียไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร”
หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว มองไปยังหนานกงมั่ว เห็นได้ว่าเขาไม่เคยคิดถึงปัญหานี้ หนานกงชวี่ฉลาดจริงๆ แต่ความฉลาดของเขาเก้าในเก้าส่วนถูกใช้ไปกับการคิดแผนล้มบิดาของตนแล้ว หลายปีมานี้ใช้ไปกับสงครามอีก แม้หนานกงชวี่จะเคยแต่งงาน แต่จิ้งอานโหวที่อายุใกล้สามสิบไม่เคยครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน
เนิ่นนานจากนั้นหนานกงชวี่จึงเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าลองถามเป็นการส่วนตัวก่อนเถิด หากตระกูลเซวียไม่เห็นด้วย ก็คิดเสียว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น”
หนานกงมั่วโบกมือ บอกว่าเรื่องนี้นางจัดการได้ “ความจริงท่านควรแต่งงานตั้งนานแล้ว เมื่อวานเสด็จแม่เอ่ยกับข้าว่าเสด็จพ่อมีความคิดจะพระราชทานสมรสแก่ท่าน”
หนานกงชวี่ขมวดคิ้ว ไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงมองสินสอดบนโต๊ะ หนานกงมั่วเอ่ยยืนยันอีกครั้ง “ข้าจัดการได้”
“ลำบากมั่วเอ๋อร์แล้ว” หนานกงชวี่เอ่ย