หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1160 ผู้ชม (1)
ตอนที่ 1160 ผู้ชม (1)
การแต่งงาน คือการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีของสองตระกูล ไม่ว่าฝั่งไหนก็ไม่อาจหลบๆ ซ่อนๆ จัดการ แม้ยังไม่มีการสู่ขอวางสินสอดอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่อาจปกปิดต่อคนอื่นได้ อย่างไรการจัดเตรียมสินสอดของตระกูลหนานกงหรือการที่หนานกงมั่วไปเยือนเซวียฮูหยินด้วยตนเองย่อมไม่อาจปิดบังต่อเหล่าผู้คนในเมืองที่คอยใส่ใจได้
ในจวนเจิ้งอ๋อง ได้ยินข่าวนี้เซียวเชียนเหว่ยเงียบไปนานไม่เอ่ยวาจา จูชูอวี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างมองเขาอยู่ก็รู้ว่าเขาอารมณ์ไม่ดีนัก เพียงเอ่ยเกลี้ยกล่อม “คุณชายใหญ่หนานกงยามนี้ถูกแต่งตั้งเป็นจิ้งอานโหว ตำแหน่งสูงมีอำนาจ เห็นได้ว่าอยู่ในใจของฮ่องเต้ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแต่งงาน ตระกูลที่มาเกี่ยวดองกับจวนจิ้งอานโหวแน่นอนว่าไม่อาจเป็นตระกูลธรรมดาทั่วไป จวนจิ้งอานโหวเกี่ยวดองกับตระกูลเซวียก็ยังดีกว่าเกี่ยวดองกับขุนนางที่มีเสียงในราชสำนักนะเพคะ”
เซียวเชียนเหว่ยเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ดีหรือ ข้าดูไม่ออกว่าดีอย่างไรแม้เพียงนิด นั่นคือเซวียเจินนะ ยามนี้จูหงอยู่ที่ชายแดน ผู้ใต้บังคับบัญชาของเสด็จพ่อที่ออกความคิดเห็นได้ก็มีเพียงเซวียเจินและเฉินอวี้แล้ว”
จูชูอวี้ไม่ยี่หระ เอ่ยเสียงเรียบ “ต่อให้ตระกูลหนานกงไม่เกี่ยวดองกับตระกูลเซวีย ท่านอ๋องยังคาดหวังให้เซวียเจินมาเข้ากับเราได้หรือ”
เซียวเชียนเหว่ยชะงัก เงียบไปไม่เอ่ยวาจา จูชูอวี้เอ่ย “ในกองทัพ ท่านอ๋องกับฉู่อ๋องใครสูงใครต่ำทุกคนต่างก็เห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าท่านอ๋องจะพยายามเพียงใดเกรงว่าคงไม่ได้ช่วยอันใด” ความจริงนี่ไม่ใช่ปัญหาว่าแม่ทัพในกองทัพจะเข้าข้างผู้ใด ในกองทัพใช่ว่าเซียวเชียนเหว่ยจะไม่มีใครสนับสนุน เพียงแต่หากต่อสู้กับคนของเซียวเชียนชื่อนั้นไม่มีปัญหา แต่เมื่อเทียบกับเว่ยจวินมั่ว คนเหล่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเว่ยจวินมั่วเกรงว่าคงไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องความสามารถทางการรบของเซียวเชียนเหว่ยและเว่ยจวินมั่ว ตนเองไม่มีความสามารถ มีผู้สนับสนุนมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เวลานานไปเกรงว่าแม้แต่คนสนับสนุนเองก็คงเริ่มสงสัยว่าตนเองสายตามีปัญหา
เซียวเชียนเหว่ยยังคงโกรธ “จะมองดูอยู่อย่างนี้หรือ…”
จูชูอวี้พยักหน้าเอ่ย “ใช่แล้วเพคะ มองดูอยู่อย่างนี้”
เซียวเชียนเหว่ยหรี่ตาลง มองพิจารณาจูชูอวี้สีหน้าไม่น่ามองเล็กน้อย จูชูอวี้ไม่สนใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอ๋อง อย่างไรคนในกองทัพก็ไม่อาจยื่นมือเข้ามายุ่งได้ หรือว่าท่านคิดว่าเรื่องเช่นนี้จะมีเพียงท่านผู้เดียวที่ร้อนใจหรือ”
“หมายความเช่นไร” เซียวเชียนเหว่ยขมวดคิ้ว หรือยังต้องคาดหวังกับเซียวเชียนจย่งและเซียวเชียนชื่ออีกหรือ ต่อให้เซียวเชียนเหว่ยไร้จิตใจแต่ก็พบว่าสองพี่น้องร่วมท้องมารดาของเขานั้นได้เดินคนละเส้นทางกับตนแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงเซียวเชียนชื่อ หลายปีมานี้ทั้งสองคนต่างก็ได้ลอบต่อสู้กันอยู่เงียบๆ มานานหลายปี เซียวเชียนจย่งไม่มีใจอยากเป็นใหญ่ เดิมดีควรเป็นตัวเลือกที่ดีในการดึงมาเป็นพวก แต่ไม่คิดว่าจะถูกเว่ยจวินมั่วดึงไปก่อนแล้ว เซียวเชียนจย่งสนิทสนมกับเว่ยจวินมั่วยิ่งกว่าเขาที่เป็นพี่น้องร่วมมารดาเสียอีก คิดมาถึงตรงนี้ เซียวเชียนเหว่ยจึงหงุดหงิดอยู่ในใจ
จูชูอวี้เม้มริมฝีปากแล้วจึงเอ่ย “นับแต่อดีตเป็นต้นมาขุนพลก็มีปากเสียงเบา เสด็จพ่อทำสงครามไปทั่วหล้าอาศัยขุนพล แต่การจะปกครองแผ่นดินต้องอาศัยขุนนาง แต่หลังจากที่เสด็จพ่อขึ้นครองบัลลังก์ คนที่ได้รับอำนาจสูงส่งล้วนเป็นขุนพล เหล่าขุนนางเหล่านั้นจะพึงพอใจได้หรือ ตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น พวกเขาจำต้องระมัดระวัง แต่ความไม่พอใจเช่นนี้ไม่อาจเก็บกดเอาไว้ตลอดไปได้ รอเวลานานไปเหล่าขุนนางจะไม่กลัวอำนาจทหารเจริญก้าวหน้ากว่าหรือ เสด็จพ่อไม่จำเป็นต้องมีขุนนางมาถ่วงดุลอำนาจหรือ จวนฉู่อ๋องร่วมมือกันกับเหล่าขุนพล แน่นอนว่าเป็นที่ไม่พอใจต่อขุนนางไม่น้อย” ยิ่งไปกว่านั้นเว่ยจวินมั่วและหนานกงมั่วยังทำตัวสูงส่ง เหล่าขุนนางส่วนใหญ่ต่างหยิ่งยโส แน่นอนว่าไม่เอาใบหน้าที่ร้อนผ่าวของตนไปแปะกับก้นเย็นของคนอื่น
เซียวเชียนเหว่ยหลุบตาลง “ความหมายของเจ้าคือ พวกเราควรดึงขุนนางมาเป็นพวกหรือ”
จูชูอวี้ยิ้มพลางเอ่ย “ท่านอ๋องก็ทำเช่นนี้มาโดยตลอดมิใช่หรือ” ความจริงไม่ใช่เซียวเชียนเหว่ยไม่เข้าใจหลักการนี้ เพียงแต่เขาไม่ยอมรับว่าตนเองไม่อาจมีกำลังมากกว่านี้ในกองทัพได้ก็เท่านั้น ขึ้นหลังม้าต่อสู้ทั่วแผ่นดิน ลงจากหลังม้าปกครองทั้งแผ่นดินทุกคนต่างรู้ดี แต่สำหรับคนอย่างพวกเขา ยิ่งเข้าใจหลักการหนึ่ง บอกว่าหากไม่มีกำลังทางทหาร ต่อให้เจ้านั่งบนตำแหน่งนั้นแล้วก็สามารถถูกดึงลงมาได้ทุกเมื่อ
เพียงแต่ยามนี้ นอกจากไม่สนใจก็ทำอันใดไม่ได้แล้ว
“ข้าไม่เชื่อว่าเสด็จพ่อจะนั่งมองเขาดึงขุนพลในกองทัพไปเป็นพวกได้” เซียวเชียนเหว่ยกัดฟันเอ่ย
จูชูอวี้หยิบป้ายหนึ่งออกมา เอ่ย “ท่านอ๋อง ท่านดูสิ่งนี้”
เซียวเชียนเหว่ยรับป้ายมาดู ขมวดคิ้วเบาๆ “ป้ายของโจวเซียงหรือ”
จูชูอวี้พยักหน้า “ท่านอ๋องรู้ หม่อมฉันเคยไหว้ใต้เท้าโจวเป็นปู่บุญธรรม ตามหลักแล้วนับว่าเป็นญาติ ติดต่อกันบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพียงแต่ยามนี้ฐานะของใต้เท้าโจวนั้นอ่อนไหว หม่อมฉันเกรงว่าจะทำให้ท่านอ๋องต้องลำบาก ดังนั้นจึงมาถามท่านอ๋อง” เซียวเชียนเหว่ยขมวดคิ้วครุ่นคิด อย่างไรโจวเซียงก็เป็นขุนนางเก่าแก่ขั้นหนึ่งระดับสูงมาสามยุคสมัย เห็นแก่เซียวเชียนเยี่ยฮ่องเต้พระองค์ใหม่ไม่ได้กำจัดเขา เพียงไม่สนใจเขาเท่านั้น แต่อย่ามองว่ายามนี้โจวเซียงอยู่ที่บ้านว่างๆ คนผู้นี้มีผลต่อราชสำนักรวมไปถึงเหล่าปัญญาชนไม่อาจดูถูกได้ ไม่เอ่ยถึงสหายเก่าแก่หลายสิบปีของเขา ยังมีเหล่าลูกศิษย์ทั่วแผ่นดิน หลังจากหันหมิ่นตายไป เหล่าลูกศิษย์และสหายของหันหมิ่นต่างเชื่อฟังโจวเซียงเป็นส่วนใหญ่ หากสามารถรับคนเหล่านี้มาได้…แต่ว่าขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นเรื่องยุ่งยาก ฮ่องเต้ไม่ชอบโจวเซียง คนที่ใกล้ชิดกับเขามากเกินไปก็อาจทำให้ฮ่องเต้ไม่ถูกตาไปด้วย ต่อให้เขาเป็นองค์ชายก็ตาม
เซียวเชียนเหว่ยลังเล จูชูอวี้หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา เอ่ยว่า “ใต้เท้าโจวรู้ว่าพระองค์ลำบากใจ ดังนั้น…”
เซียวเชียนเหว่ยเหลือบมองจูชูอวี้ สุดท้ายจึงรับจดหมายมาเปิดอ่านเนิ่นนาน ก่อนที่เซียวเชียนเหว่ยจะเอ่ยเสียงเข้ม “ขอบคุณใต้เท้าโจวแทนข้า”
จูชูอวี้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ ท่านอ๋องวางใจ”
ห้องทรงอักษรในพระราชวัง ฮ่องเต้ไท่ชูนั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือมองพิจารณาเว่ยจวินมั่วที่ยืนอยู่ไม่ไกล เลิกคิ้วพลางเอ่ย “ได้ยินว่า จิ้งอานโหวจะแต่งงานแล้วหรือ”
เว่ยจวินมั่วเงยหน้าขึ้นมามองเขา พยักหน้า
ฮ่องเต้ไท่ชูส่งเสียงหยัน เอ่ย “ข้าเอ่ยกับฮองเฮาว่าคิดจะพระราชทานสมรสให้หนานกงชวี่ ฮองเฮายังเอ่ยไม่ทันจบเลย พระชายาของเจ้ากลับปฏิเสธ”
เว่ยจวินมั่วมองเขาไม่เอ่ยวาจา ใบหน้าราวกับกำลังบอกว่า เรื่องเช่นนี้พระองค์ไม่พอใจก็ไปหาอู๋สยา กระหม่อมไม่สนใจเรื่องเรือนหลัง ฮ่องเต้ไท่ชูใบหน้าทะมึน เอ่ยด้วยความหงุดหงิด “เจ้ารู้หรือไม่ สองวันมานี้มีคนถวายฎีกามาร้องเรียนกับข้ามากเท่าใด”
คุณชายเว่ยเลิกคิ้ว ฮ่องเต้ไท่ชูโยนฎีกาที่อยู่ด้านข้างออกไป “เอาไปดูเสีย”
เว่ยจวินมั่วยื่นมือไปรับพร้อมเปิดอ่าน ฎีกาไม่ได้มีอันใดมากไปกว่าบอกว่าตระกูลหนานกงและตระกูลเซวียเกี่ยวดองกันจะทำให้อำนาจของฉู่อ๋องในกองทัพมีมากขึ้น หากเกิดเรื่องอันใดขึ้นมา เกรงว่าจะสั่นคลอนต่อบัลลังก์ อ่านไม่ทันจบเว่ยจวินมั่วก็ม้วนฎีกาเก็บและโยนกลับคืนไปที่เดิม “ฝ่าบาทไม่วางใจเซวียเจินหรือหนานกงชวี่”
ฮ่องเต้ไท่ชูหยิบฎีกามา โยนไปด้านข้างด้วยความรังเกียจ “นี่เป็นปัญหาว่าเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ ไม่มีใครสอนเจ้าว่าสิ่งใดคือหลายปากย่อมละลายทองได้หรือ ปัญญาชนเหล่านี้ท่าทางคุณธรรม เสด็จพ่อน่าเกรงขามเพียงนั้นยังไม่อาจให้พวกเขาหุบปากได้ ข้าเองก็ไม่ได้คาดหวังให้พวกเขาทำงานหนักและทำงานได้ดีที่สุด เพียงแต่ก่อเรื่องวุ่นวายได้เร็วเพียงนี้ เพราะข้าดูใจดีเกินไปหรือไม่”