หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1197 ดูถูกพี่ภรรยาต้องได้รับผลกรรม!
ตอนที่ 1197 ดูถูกพี่ภรรยาต้องได้รับผลกรรม!
ตอนที่กลับไปถึงห้องโถง ฉินฮูหยินและฉินจื่อซวี่ก็ยังคงนั่งรออยู่ ส่วนฮูหยินน้อยฉินเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนฉินซีตั้งนานแล้ว หนานกงมั่วเห็นคนทั้งสองมองมาที่ตนเองเป็นตาเดียวก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่นางก็ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อยู่ดี “ฉินฮูหยิน คุณชายฉิน”
ฉินฮูหยินเหลือบมองไปที่ประตูก่อนจะขมวดคิ้วน้อยๆ
หนานกงมั่วรีบเอ่ยขึ้นที “ศิษย์พี่ทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้จึงรู้สึกไม่กล้าสู้หน้าฮูหยินขึ้นมา ขอให้ฮูหยินเข้าใจและให้อภัยเขาด้วย”
ฉินฮูหยินถอนหายใจพลางส่ายหน้า “เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้แล้ว พวกเราเพียงอยากรู้…” หนานกงมั่วคิดอยู่ครู่หนึ่งและบอกความจริงออกไปในที่สุด พร้อมกันนี้นางก็ยังเอ่ยถึงเรื่องที่เสียนเกอมีความเศร้าเรื่องบิดามารดาของเขา หลังจากที่ฉินจื่อซวี่ได้ยินแล้วก็ยิ่งโกรธมากขึ้น แม้ว่าเสียนเกอจะต้องพบเจอเรื่องร้ายใดๆ ก็ตาม พวกเขาสามารถเห็นอกเห็นใจและให้ความช่วยเหลือ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะสามารถทำตัวไร้มารยาทกับน้องสาวของเขาได้!
ฉินจื่อซวี่โค้งให้หนานกงมั่วด้วยใบหน้าบูดบึ้ง “ขออภัยพระชายาด้วย แม้ว่าคุณชายเสียนเกอจะเป็นผู้มีพระคุณของน้องสาวกระหม่อม แต่ชื่อเสียงของสตรีนั้นสำคัญยิ่งชีวิต แม้ว่าตระกูลฉินของเราจะไม่ได้เป็นตระกูลที่มีความคิดหัวโบราณเช่นนั้น แต่โลกนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับผู้หญิงอยู่แล้ว เรื่องนี้พระชายาก็น่าจะเข้าใจ”
หนานกงมั่วพยักหน้า
ฉินจื่อซวี่แค่นเสียงหยัน เอ่ย “ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างชัดเจนแล้วก็ให้มันจบลงตรงนี้เถิด เรื่องในวันนี้ก็ขอให้พระชายาและคุณชายเสียนเกอเก็บเป็นความลับ ตระกูลฉินเองก็จะกำชับไม่ให้บ่าวรับใช้เอ่ยออกไปด้วยเช่นกัน”
หนานกงมั่วถอนหายใจพลางมองไปทางฉินจื่อซวี่ ฉินฮูหยินก็มองไปที่บุตรชายตนเองด้วยความเป็นกังวล พวกเขาเชื่อมั่นในตัวพระชายาฉู่อ๋อง แต่โบราณว่าไว้กระดาษหรือจะห่อไฟได้ พวกเขาไม่สามารถบอกได้เลยว่าเรื่องนี้จะแพร่งพรายออกไปเมื่อใด ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็รู้ดีว่าที่จริงบุตรสาวก็มีใจให้กับเสียนเกออยู่บ้าง หากว่า…
“ท่านแม่ แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นนั้นไม่หวาน” ฉินจื่อซวี่เตือน
ฉินฮูหยินถอนใจและไม่เอ่ยอันใดอีก
หนานกงมั่วเองก็จนใจ แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “จื่อซวี่ล้อเล่นแล้ว หากเสียนเกอสามารถแต่งงานกับคุณหนูตระกูลฉินได้ก็นับเป็นโชคดีของเขาแล้ว เพียงหวังว่าจวนของท่านจะไม่รังเกียจที่เขาเป็นคนในยุทธภพไม่มีหลักแหล่ง จะมาเกาะบารมีพวกท่านเท่านั้น”
“คือ…”
ฉินฮูหยินนิ่วหน้าก่อนจะหันไปมองบุตรชาย ในขณะที่ฉินจื่อซวี่ก็กำลังหันไปมองมารดาเช่นกัน หลังจากผ่านไปสักพัก ฉินฮูหยินจึงเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้จะต้องหารือกับท่านพี่ก่อน”
“เรื่องนั้นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว” หนานกงมั่วเอ่ย “ข้าจะรอฟังข่าวดีจากฮูหยิน ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่จวนฉู่อ๋องจะจัดการกับผลลัพธ์ที่ตามมาจากเรื่องเมื่อวานเอง”
ขณะที่นางกำลังเอ่ย คุณชายเสียนเกอก็เข้ามาพอดี หนานกงมั่วยิ้มเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ข้าต้องการเยี่ยมซีเอ๋อร์สักเล็กน้อย พอจะเป็นไปได้หรือไม่”
ฉินฮูหยินย่อมตอบตกลง เพียงแต่นางยังต้องอยู่ที่นี่ต่อเพื่อพูดคุยกับเสียนเกอ จึงได้แต่ต้องเรียกมามาคนหนึ่งมานำทางหนานกงมั่วไป
ยาวนี้สาวใช้ข้างกายฉินซีทั้งหลายในเรือนซีอวี้เซวียนไม่ได้ตามมาด้วย เพราะฉินจื่อซวี่สั่งให้คนนำตัวพวกนางไปกักตัวไว้ก่อนตั้งแต่แรกแล้ว ภายในห้องของฉินซี ฮูหยินน้อยฉินกำลังพูดคุยเป็นเพื่อนนาง พอฮูหยินน้อยฉินได้ยินเสียงฝีเท้าของหนานกงมั่ว นางก็ลุกขึ้นและพยักหน้าให้หนานกงมั่วเล็กน้อย “พระชายาคุยกับน้องสี่เถิดเพคะ หม่อมฉันจะไปดูในครัวสักหน่อย เช้านี้น้องสี่ยังไม่ได้กินอันใดเลย”
“ขอบคุณฮูหยินน้อย”
ฮูหยินน้อยฉินยิ้มให้นางเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวจากไป
ภายในห้อง ฉินซีเงยหน้ามองหนานกงมั่ว ความตื่นตระหนกวาบขึ้นบนใบหน้าของนางทันที “มั่วเอ๋อร์…พี่ใหญ่ให้คนไปแจ้งข่าวเจ้าแล้วหรือ”
หนานกงมั่วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์พี่ของข้าดูเหมือนเทพเซียนอย่างนั้นก็จริง แต่แท้จริงแล้วไม่รู้ว่าเขากำลังหงุดหงิดเสียใจอยู่เพียงใด หากคุณชายฉินไม่บอกข้าก็คงไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว”
“ข้า…ข้า…” ฉินซีหน้าแดงราวกับถูกลูกตำลึงสุกพลางรีบอธิบาย “เราไม่ได้…เราไม่ได้ทำอันใดเลย! คุณชายเสียนเกอเองก็ไม่ได้ตั้งใจ ดูเหมือนว่าเขาจะเมา”
หนานกงมั่วถอนหายใจก่อนจะเดินไปที่นั่งลงที่เตียงและจับมือของฉินซีไว้ “ไยเจ้ายังเอ่ยเข้าข้างเขาอีกเล่า พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าเมื่อคืนมันเกิดอันใดขึ้น”
ฉินซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดนางก็พยักหน้าและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้หนานกงมั่วฟัง
ฉินซีเป็นคนนอนหลับยาก และในช่วงสองสามวันมานี้นางก็ป่วยเล็กน้อยด้วย นางดื่มยาตอนกลางวันและหลับไปด้วยความง่วงงุน พอตกกลางคืนนางจึงนอนไม่หลับ ช่วงนี้อากาศในยามกลางคืนค่อนข้างเย็น นางจึงไม่ได้ปลุกสาวใช้ที่คอยเฝ้าอยู่ เพียงแต่สวมเสื้อคลุมอย่างเงียบๆ และยืนชมพระจันทร์ใต้ชายคา ใครจะไปรู้ว่าคุณชายเสียนเกอจะปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งยังไม่ทันได้ถามอันใดสักคำก็ถูกเขาปิดปากทันที
แม้ว่าฉินซีจะพึงใจต่อเสียนเกอ แต่นางก็รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควรและทำเรื่องแตะเนื้อต้องตัวแบบนี้ไม่ลงอย่างเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้นนางยังได้กลิ่นสุราอย่างรุนแรงอีกด้วย มันเป็นกลิ่นของสุราหลีฮวาไป๋อายุห้าสิบปี นางจึงรีบผลักเสียนเกอออกในทันที เพียงแต่เรี่ยวแรงอันน้อยนิดของนางมีหรือจะสู้แรงของเสียนเกอได้ กว่าจะสะบัดศีรษะจนหลบพ้นออกมาได้ก็ไม่ง่ายเลย แต่ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยอันใดออกมานั้น คุณชายเสียนเกอก็หมดสติล้มลงกับพื้นดังโครมไปเสียก่อน เมื่อนั้นสาวใช้ที่อยู่ด้านในถูกเสียงล้มของคุณชายเสียนเกอปลุกให้ตื่นขึ้น พวกนางจึงรีบออกมาดูทันที กลางดึกเช่นนั้นจะให้ใครมาเตะคนเมาออกไปก็ไม่ได้ จะปล่อยให้เขานอนอยู่กลางลานบ้านก็ไม่ได้เพราะเพิ่งจะเป็นเดือนหนึ่ง จึงทำได้เพียงย้ายเขาเข้าไปข้างในโดยหวังว่าเขาจะตื่นแต่เช้าและจากไปเอง ใครจะรู้ว่าคุณชายเสียนเกอจะหลับยาวมาจนถึงตอนนั้น ยิ่งไม่มีใครรู้ว่าฉินจื่อซวี่จะบังเอิญมาเยี่ยมน้องสาวตั้งแต่เช้าพอดิบพอดี
หลังจากฟังที่ฉินซีเอ่ยแล้ว หนานกงมั่วก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เกรงว่าศิษย์พี่ของนางคงจะไม่ได้แค่ดื่มสุราหลีฮวาไป๋ธรรมดาๆ แต่น่าจะไปขโมยสุราหลีฮวาไป๋ที่อาจารย์หมักไว้ทำยามาดื่มด้วย อาจารย์ขี้เมาขนาดนั้นยังไม่กล้าเอามาดื่มสุ่มสี่สุ่มห้า…ตอนนี้หนานกงมั่วถึงกับรู้สึกว่าโชคดีแล้วที่เสียงร้องอันตกใจของฉินซีและฮูหยินฉินน้อยสามารถปลุกเขาได้ ไม่อย่างนั้นวันนี้เขาคงต้องเลือดกระฉูดไปสามฉื่อแล้ว
ฉินซีถอนหายใจ “เรื่องก็เป็นเช่นนี้ ข้าเข้าใจเจตนาของคุณชายเสียนเกอ พี่ใหญ่ก็เคยเอ่ยกับข้าแล้ว…เดิมทีก็ไม่ได้มีอันใดเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่จำเป็น…”
หนานกงมั่วจับมือของนางแน่นขึ้น เอ่ยถามอย่างจริงจัง “ซีเอ๋อร์ ถ้าหาก…ศิษย์พี่คิดจะแต่งกับเจ้า เจ้าจะยินดีแต่งกับเขาหรือไม่”
ฉินซีนิ่งงันไปทันที “ไม่…ไม่ต้อง คนรอบตัวข้าเชื่อถือได้กันทั้งนั้น อีกอย่างนอกจากพี่สะใภ้แล้วก็ไม่มีคนอื่นอีก…คุณชายเสียนเกอไม่จำเป็นจะต้อง…เพราะเรื่องนี้”
หนานกงมั่วถอนใจ “ถ้าหากข้าเอ่ยว่าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เลย เจ้าก็คงไม่เชื่อ การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญ ศิษย์พี่ของข้าก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนนิสัยดีอันใด ข้าจึงจะไม่โน้มน้าวเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเลือกอย่างไร ข้าก็จะสนับสนุนเจ้า อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะนิสัยไม่ดี แต่เขาก็เป็นคนที่รักษาวาจาของตนเองเสมอ หากเขาแต่งกับเจ้า ก็จะต้องดีต่อเจ้าแน่ เจ้า…”
ฉินซีพยักหน้า “ข้ารู้ ข้า…” ใบหน้าที่ซีดเซียวเล็กน้อยของฉินซีแสดงอาการทำอันใดไม่ถูกออกมาอย่างหาได้ยากนัก ถึงอย่างไรนางก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องแบบนี้ก็ต้องลังเลใจอยู่ดี หากนางไม่ได้มีใจให้เสียนเกอเรื่องนี้ก็จะง่ายหน่อย เพราะถึงอย่างไรฝ่ายหญิงส่วนใหญ่ในยุคสมัยนี้ที่มีโอกาสได้พบหน้าฝ่ายชายก่อนแต่งงานสักสองสามครั้งก็นับว่าโชคดีแล้ว แต่เพราะตัวนางเองมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ จึงยิ่งทำให้นางกลัวมากขึ้นไปอีก
เขาไม่ได้รักนาง หากเขาไม่รักนางไปตลอด สุดท้ายแล้วนาง…จะเกลียดเขาหรือไม่นะ
หนานกงมั่วก็เข้าใจความจริงนี้ จึงไม่กล้าเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายมากเกินไป ของแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวคิดเองตัดสินใจเอง
เรื่องนี้ไม่สามารถตัดสินใจกันได้ในเวลาอันสั้น หนานกงมั่วปลอบโยนฉินซีอยู่พักหนึ่งแล้วก็ขอตัวจากไป ความคิดของฉินซีคงสับสนวุ่นวาย หากนางยังอยู่ที่นี่ต่อไปฉินซีก็คงไม่สามารถจะคิดอันใดเงียบๆ ได้ เมื่อหนานกงมั่วกลับไปที่ห้องโถงก็พบว่าสีหน้าของฉินฮูหยินดีขึ้นกว่าเมื่อครู่นี้มาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการสนทนากับเสียนเกอคงทำให้นางพอได้ใจบ้าง แม้ว่าอาจจะไม่ได้พอใจอย่างที่สุด
ความจริงแล้วคนตระกูลฉินก็มีความประทับใจที่ดีต่อคุณชายเสียนเกออยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นผู้มีพระคุณของฉินซี หากไม่ได้เกิดเรื่องนี้ขึ้นเสียก่อน แต่เป็นการขอแต่งงานไปตามขั้นตอนปกติ ตระกูลฉินก็คงยินดีอยู่แล้ว หนานกงมั่วกล่าวคำอำลาฉินฮูหยินแล้วกลับไปที่จวนฉู่อ๋อง คุณชายเสียนเกอเองก็ตามนางกลับมาอย่างเงียบๆ ด้วยเช่นกัน ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองต่างเงียบกันไปเป็นเวลานานก่อนที่หนานกงมั่วจะอดถามออกมาอย่างปวดหัวไม่ได้ “ศิษย์พี่ ท่านคิดเช่นไรกันแน่”
เสียนเกอตอบ “ข้าจะรับผิดชอบ”
หนานกงมั่วกลอกตาใส่เขา “คุณหนูตระกูลฉินจะตายหรือหากท่านไม่รับผิดชอบ พูดจริงๆ นะ หากท่านไม่ได้มีใจจริงๆ ก็อย่าทำร้ายสตรีเลย ตระกูลฉินไม่ใช่คนที่จะล่วงเกินได้”
เสียนเกอเอ่ย “ข้าจะแต่งกับนาง”
หนานกงมั่วอยากจะกุมหัวร้องไห้ นางทำเวรกรรมอันใดไว้นี่ แต่ละคนถึงได้เป็นแบบนี้กันหมด!
“ทำไม”
เสียนเกอไม่ตอบ เขาเพียงแต่มองหน้านาง
หลังจากนั้นไม่นาน หนานกงมั่วก็ยกมือยอมแพ้อย่างจนปัญญา “ศิษย์พี่ ศิษย์น้องอย่างข้าจะพยายามเชื่อในตัวท่านอย่างเต็มที่ ท่านเองก็น่าจะรู้ใช่หรือไม่ว่าในฐานะสามีคนหนึ่ง ท่านควรต้องทำสิ่งใดบ้าง” เสียนเกอส่งเสียงหยันออกมาเบาๆ พลางเหล่ตามองหนานกงมั่ว ค่อยเหมือนคุณชายเสียนเกอคนเดิมขึ้นมาบ้าง จากนั้นหนานกงมั่วจึงเอ่ย “แต่ก็ต้องแล้วแต่ตระกูลฉิน หากตระกูลฉินตอบตกลงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าตระกูลฉินไม่เห็นด้วย…ศิษย์พี่ ฉินจื่อซวี่ก็คงจะไม่ชอบท่านนักหรอก”
คุณชายเสียนเกอเบ้ปาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเขาไม่เห็นฉินจื่อซวี่อยู่ในสายตา
หนานกงมั่วเย้ยหยันในใจ ดูถูกพี่ภรรยา ท่านจะต้องได้รับผลกรรมและข้าก็จะไม่เห็นใจท่านด้วย
เว่ยจวินมั่วกลับมาและได้ยินข่าวนี้ก็อึ้งไปทันที “เสียนเกอจะแต่งกับคุณหนูฉินสี่หรือ”
“ถูกต้องแล้ว” หนานกงมั่วพยักหน้า ไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้เว่ยจวินมั่วฟัง หากเรื่องการแต่งงานครั้งนี้ไม่เกิดขึ้นจริงเช่นนั้นแล้วเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็จะกลายเป็นความลับตลอดไป ต่อให้การแต่งงานเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของฉินซีแล้วยิ่งมีคนรู้น้อยเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น เว่ยจวินมั่วเปลี่ยนเสื้อผ้าไปพลางพยักหน้าไปพลาง “อย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน”
“หือ?” หนานกงมั่วนิ่วหน้าด้วยความงุนงงเล็กน้อย
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “ข้าคิดว่าเขาจะเป็นโสดไปตลอดชีวิตเสียอีก พอถึงเวลานั้นเขาก็ต้องมาแย่งเยาเยาและอานอานกับพวกเรา” หนานกงมั่วกลอกตาอย่างเงียบๆ แต่แล้วก็เห็นว่าเว่ยจวินมั่วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นอาภรณ์ม่วงมังกรเงิน แม้ว่าจะไม่ใช่ชุดสำหรับใส่ในราชสำนัก แต่ปกติแล้วเว่ยจวินมั่วก็ไม่ค่อยแต่งตัวสง่างามเป็นทางการเช่นนี้ จึงอดเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “ท่านจะออกไปข้างนอกหรือ”
เว่ยจวินมั่วหันกลับมาส่งเสื้อผ้าให้นางเช่นกัน “ผู้นำเผ่าหว่าหลากำลังจะมาถึงแล้ว เสด็จพ่อให้ข้าไปรับ เจ้าก็ไปด้วยกันเถิด กลางคืนยังต้องมีงานเลี้ยงต้อนรับอีก”
หนานกงมั่วประหลาดใจ “จำเป็นต้องเป็นทางการเพียงนี้เลยหรือ ทูตจากหนานเย่ว์ก่อนหน้านี้ และอานจี้ที่เพิ่งมาถึงเมื่อวาน เสด็จพ่อก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอันใดเลย”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “หว่าหลาแสดงความจำนงจะยอมอยู่ในอาณัติของต้าเซี่ย ทางนั้นส่งหนังสือมาก่อนแล้ว เสด็จพ่อวางแผนจะแต่งตั้งเขาเป็นจวิ้นอ๋องจึงต้องให้เกียรติเขาหน่อย” หนานกงมั่วนิ่งคิดเล็กน้อยแล้วก็ตระหนักได้ว่า “เป็นเผ่าที่ไปช่วยท่านขนาบตีเป่ยหยวนตอนนั้นหรือไม่ เสด็จพ่อต้องการยกทัพไปเป่ยหยวนอย่างนั้นหรือ” เว่ยจวินมั่วพยักหน้าพลางเอ่ย “แต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก สองปีนี้เรายังต้องพักฟื้นดูแลให้ดีไปก่อน ต่อให้คิดจะยกทัพก็ต้องเป็นเรื่องอีกสองปีให้หลัง กงอวี้เฉินที่อยู่เป่ยหยวนก็ดูเหมือนจะทำงานได้ดี คงไม่ปล่อยให้เป่ยหยวนดึงเผ่าหว่าหลาไปเป็นพวกหรือทำลายพวกเขาได้”
หนานกงมั่วพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นเขาก็คู่ควรกับการต้อนรับขับสู้อย่างยิ่งใหญ่หน่อยจริงๆ”
ทั้งสองเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำให้สดชื่น จากนั้นจึงพาเจ้าหน้าที่ของกรมพิธีการและหงหลู่ซื่อไปต้อนรับหัวหน้าเผาหว่าหลาที่นอกเมือง
อีกฝ่ายก็ไม่ได้ปล่อยให้พวกเขารอนาน หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เห็นกลุ่มคนที่แต่งตัวเหมือนพวกเร่ร่อนขี่ม้ามาเป็นขบวนยาวเหยียดนับร้อยคน นอกจากผู้คุ้มกันที่ถืออาวุธแล้ว ยังมีสาวใช้และเกวียนบรรทุกของขวัญต่างๆ อีกหลายสิบคัน ผู้นำของพวกเขาคือชายวัยกลางคนในวัยสามสิบแปดสามสิบเก้าปีรูปร่างกำยำ ข้างๆ เขาคือหญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงามในอาภรณ์สีน้ำเงินท่าทางห้าวหาญอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เงาร่างของทั้งสองคนห่างกันเพียงแค่ระยะครึ่งตัวม้าเท่านั้น ทั้งสองกำลังขี่ม้าตรงมา
“นั่นคือผู้นำของวั่วตั๋วหลี่แห่งหว่าหลา เมิ่งมู่เท่อ” เว่ยจวินมั่วกระซิบข้างหูหนานกงมั่ว
หนานกงมั่วพยักหน้า เห็นได้ชัดว่าสองคนนี้ดูไม่เหมือนคนจากจงหยวน กลิ่นอายที่แข็งแกร่งและความกล้าหาญของชายผู้นี้ไม่อาจปกปิดได้เลย ผู้หญิงก็ดูห้าวหาญเช่นกัน จู่ๆ หนานกงมั่วก็นึกบางอย่างออก ดูเหมือนว่าหนานเย่ว์จะไม่ใช่ฝ่ายเดียวที่ต้องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับต้าเซี่ย
เมื่อเมิ่งมู่เท่อที่อยู่บนหลังม้าเห็นเว่ยจวินมั่ว เขาก็หัวเราะเสียงดังออกมาทันที พอลงจากหลังม้าได้พลันเอ่ย “ฉู่อ๋อง ไม่พบกันหนึ่งปี ท่านดูดีขึ้นกว่าเดิมอีกนะ”
หนานกงมั่วพบว่าเมิ่งมู่เท่อสามารถเอ่ยภาษาจงหยวนได้เป็นอย่างดีโดยไม่มีสำเนียงแปลกๆ เลย
เว่ยจวินมั่วพยักหน้าเล็กน้อย “ผู้นำหว่าหลาก็ยังคงสง่างามเช่นเดิม”
“มิกล้า” เมิ่งมู่เท่อยิ้ม รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจริงใจมากยิ่งขึ้น หว่าหลาประกอบด้วยชนเผ่าทั้งใหญ่น้อยหลายสิบเผ่า เผ่าของเขาเป็นเพียงเผ่าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาเผ่าทั้งหมดเท่านั้น แต่เมื่อเว่ยจวินมั่วเรียกเขาว่าผู้นำของหว่าหลาก็ทำให้เขามีความสุขมาก ในเมื่อเรียกเขาว่าข่านเช่นนี้ย่อมหมายความว่าต้าเซี่ยสนับสนุนให้เขารวมเผ่าหว่าหลาทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว
เมิ่งมู่เท่อมองชายผู้เคร่งขรึมตรงหน้า ในใจก็ยังรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย ตอนที่เขาร่วมมือกับเว่ยจวินมั่ว นอกเหนือจากการที่เขาถูกเว่ยจวินมั่วบีบบังคับและต้องการใช้โอกาสนี้ลดทอนความแข็งแกร่งของราชสำนักเป่ยหยวนแล้ว ในใจของเขาก็ยังมีวิญญาณของนักเสี่ยงโชคด้วย ตอนนี้เขาไม่มีความทะเยอทะยานในแผ่นดินจงหยวน เขาเพียงต้องการรวมหว่าหลาให้เป็นหนึ่งเดียวและกลายเป็นราชาแห่งทุ่งหญ้า แต่ตอนนี้อำนาจทั้งหมดนอกกำแพงอยู่ฝ่ายเดียวกันโดยมีราชสำนักเป่ยหยวนกุมอำนาจสำคัญที่สุด หากพวกเขาไม่อยากถูกกลืนกินโดยเป่ยหยวนที่กำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ ก็จำต้องขอความช่วยเหลือจากคนภายนอก และต้าเซี่ยก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เดิมทีเขาก็ไม่ค่อยจะสนใจเยี่ยนอ๋องเท่าใดนัก เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเพียงอ๋องคนหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นเพียงการวางเดิมพันครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่เขากลับนึกไม่ถึงว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่ปี คนที่บุกเข้ามาคุกคามเขาเพียงลำพังในคืนที่หิมะตกจะกลายเป็นชินอ๋องแห่งต้าเซี่ยไปได้ ส่วนเยี่ยนอ๋องก็สามารถเอาชนะฮ่องเต้และกุมอำนาจไว้ได้ในที่สุด
เมิ่งมู่เท่อรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจ ในขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มจิตวิญญาณการต่อสู้ของเขาให้แข็งแกร่งขึ้น
“ท่านนี้คือพระชายาฉู่อ๋องหรือ” เมิ่งมู่เท่อมองหนานกงมั่วที่ยืนอยู่ข้างๆ เว่ยจวินมั่ว ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจ
“นางเป็นภรรยาของข้า” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
หนานกงมั่วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ยินดีต้อนรับท่านผู้นำหว่าหลา”
“ขอบคุณพระชายา” เมิ่งมู่เท่อแสดงความเคารพแบบหว่าหลาอย่างสุภาพก่อนจะเอ่ย “นี่คือน้องสาวที่รักที่สุดของข้า ตงจู”
“ยินดีต้อนรับองค์หญิงตงจู” หนานกงมั่วยิ้ม ที่ทุ่งหญ้านอกกำแพงไม่ได้แบ่งแยกอย่างละเอียดเหมือนในจงหยวน ขอเพียงเป็นบุตรสาวของผู้นำเผ่าก็เรียกว่าองค์หญิงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมีองค์หญิงมากมายเป็นพิเศษ ในเมื่อเมิ่งมูเท่อบอกว่าองค์หญิงตงจูผู้นี้เป็นน้องสาวสุดที่รักของเขา นางก็เพียงว่าไปตามนั้นก็พอ จู่ๆ ใครมันจะส่งน้องสาวสุดที่รักมาแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์กันเล่า
“พระชายา”
องค์หญิงตงจูยิ้มอย่างสดใสเต็มที่
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เสด็จพ่อรออยู่ที่วังหลวงแล้ว ท่านทั้งสองเดินทางไกลลำบากมาตลอดทาง เชิญ”
“ฉู่อ๋อง พระชายา เชิญ” เมิ่งมู่เท่อกล่าวอย่างสุภาพ จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็หมุนตัวเข้าเมือง มุ่งหน้าไปยังวังหลวง