หมอหญิงยอดมือสังหาร - ตอนที่ 1203 การช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท
ตอนที่ 1203 การช่วงชิงตำแหน่งรัชทายาท
ฮ่องเต้ไท่ชูมองบุตรชายพลางขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะก้มหน้าลงอ่านฎีกาที่อยู่ในมือต่อไป ปัญหาเมื่อครู่นี้รวมถึงบุตรชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าถูกลืมไปเสียสิ้น เว่ยจวินมั่วเองก็ไม่สนใจ เขาเดินไปข้างๆ แล้วนั่งลงรอ เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งถ้วยชา[1]เต็มๆ ฮ่องเต้ไท่ชูจึงเงยหน้าขึ้นถามเขาด้วยสีหน้าซับซ้อนเล็กน้อย “เหตุใดเจ้าถึงไม่คัดลอกเองแล้วส่งมาเล่า”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “มันเป็นความคิดของอู๋สยาทั้งนั้น”
ฮ่องเต้ไท่ชูเยาะเบาๆ “นี่มันเรื่องของบ้านเมือง”
“เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่ฎีกา แต่เป็นคำแนะนำ” เว่ยจวินมั่วเอ่ย ฮ่องเต้ไท่ชูจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าฎีกาที่อยู่ในมือของเขาไม่ใช่ฎีกาที่ใช้รูปแบบตามปกติ แต่ใช้รูปแบบที่ใช้กันอยู่ในจวนฉู่อ๋อง ตรงมุมด้านล่างของหน้าปกหนังสือยังมีตัวอักษรคำว่าฉู่แบบโบราณปรากฏอยู่ด้วย
ฮ่องเต้ไท่ชูหน้านิ่ง “หมายความว่าอย่างไร”
“อ่านดูก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ อ่านจบแล้วกระหม่อมจะเอามันไป” เว่ยจวินมั่วเอ่ย
ฮ่องเต้ไท่ชูลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะทุบฎีกาลงบนโต๊ะก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย “ไปๆๆ! ข้าขอดูก่อนค่อยว่ากัน!” เว่ยจวินมั่วลุกขึ้นก่อนจะส่งสายตาเป็นเชิงว่า ‘ท่านก็ไม่พูดเสียแต่ทีแรก ไม่เช่นนั้นข้าก็ไปตั้งนานแล้ว’ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างสง่างาม
ฮ่องเต้ไท่ชูมองไปทางประตูด้วยอาการอ้าปากค้างงุนงงก่อนที่จะได้สติกลับมา แล้วด่าออกมาอย่างอารมณ์เสีย “เด็กสารเลว!” หากจูชูอวี้เป็นคนเขียนฎีกานี้ เขาคงอดกังวลใจไม่ได้ แต่พอกลายเป็นหนานกงมั่ว ฮ่องเต้ไท่ชูกลับไม่ได้รู้สึกกังวลใจอันใดเลย ประการแรกคือความทะเยอทะยานของจูชูอวี้ ประการที่สองคือเขาเชื่อใจในความสามารถของเว่ยจวินมั่ว อีกอย่างฮ่องเต้ไท่ชูก็ทรงมั่นใจในการมองคนของตนเองด้วย หนานกงมั่วและจูชูอวี้ไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน จึงได้แต่ทอดถอนใจกับโชคชะตาที่ดีของบุตรชาย ทั้งที่เป็นสมรสพระราชทานจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่กลับได้พบกับหนานกงมั่วที่มีความสามารถโดดเด่นเหนือคน ทั้งยังเป็นผู้หญิงที่มุ่งมั่นช่วยเหลือเขาอีก หากต้องไปพบกับคนอย่างจูชูอวี้จะเลวร้ายเพียงใดกัน แล้วถ้าหากเขาได้พบคนที่มีความสามารถอย่างหนานกงมั่ว แต่กลับไม่ได้มีใจเดียวกันกับเขาเล่า ก็คงจะยิ่งเลวร้ายขึ้นไปอีก
ยิ่งใกล้วันพระบรมราชสมภพของฮ่องเต้ไท่ชู เมืองหลวงจินหลิงก็ยิ่งครึกครื้นมากขึ้น เมื่ออ๋องจากต่างแดนทยอยเดินทางมาถึงจินหลิง ความครึกครื้นของเมืองก็ไปถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่านอ๋องที่ถูกส่งไปครองดินแดนไม่สามารถออกจากพื้นที่ศักดินาได้หากไม่มีราชโองการเรียกตัว พวกเขายิ่งไม่สามารถกลับเมืองหลวงได้ แม้แต่ราษฎรที่อยู่ใกล้องค์ฮ่องเต้ก็ไม่ได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้มาสิบกว่าปีแล้ว
นอกจากฉีอ๋องที่เป็นน้องชายร่วมมารดา น้องสิบเจ็ดหนิงอ๋องที่ยกธงช่วยฮ่องเต้ไท่ชูอย่างชัดเจนแต่ต้น และชิ่งอ๋องน้องสิบสี่ที่สนิทสนมกันมานานแล้ว ท่านอ๋องที่เหลือต่างก็มีความรู้สึกที่พูดได้ยากต่อพี่น้องที่ได้ขึ้นครองราชย์ในท้ายที่สุดผู้นี้ แต่ต่อให้พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนั้นพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจที่เซียวเชียนเยี่ยสืบทอดราชบัลลังก์ และพวกเขาก็ไม่มีความกล้าจะยกทัพก่อกบฏ จึงไม่อาจโทษที่คนอื่นได้ครอบครองแผ่นดินเช่นกัน
ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะมีความคิดเช่นไรต่อฮ่องเต้ไท่ชู หลังจากที่อ๋องจากต่างแดนมาถึงจินหลิงแล้ว พวกเขาต่างก็เข้าเฝ้าโอรสสวรรค์ตามมารยาท
ในอีกด้านหนึ่ง ทุกคนต่างก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่เว่ยจวินมั่ว เดิมทีเขาเป็นเพียงหลานชายที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจ แต่ใครจะไปรู้ว่าเพียงไม่นานเขาจะกลายเป็นคนที่ฮ่องเต้ให้ความสำคัญมากที่สุดไปแล้ว กระทั่งว่าเป็นองค์ชายที่มีโอกาสขึ้นเป็นรัชทายาทได้มากที่สุดด้วย แม้ว่าหลังจากที่ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นครองราชย์แล้ว พระองค์จะไม่เคยพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทเลยก็ตาม ขุนนางบุ๋นที่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของฃฮ่องเต้ไท่ชูย่อมไม่กล้าที่จะเอ่ยอันใดมาก ส่วนขุนพลทหารก็ไม่ได้คิดสิ่งใดมากมาย พวกเขาช่วยให้ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นครองบัลลังก์มาหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทเลย
ผู้สืบทอดของราชา อันดับสองของบ้านเมือง เรียกกันว่ารัชทายาท
ความสำคัญของสถานะฃรัชทายาทนั้นชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว การแต่งตั้งรัชทายาทนั้นแสดงให้เห็นว่าราชวงศ์มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยทำให้ประชาชนสงบใจลงได้ ในขณะเดียวกัน หากฮ่องเต้ไม่สามารถปกครองได้ รัชทายาทก็สามารถดูแลบ้านเมืองในนามของพระองค์ หลีกเลี่ยงการแย่งชิงอำนาจในหมู่องค์ชายทั้งหลาย แม้ว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะมีอำนาจมาก แต่พระองค์ก็ทรงแต่งตั้งโอรสองค์โตขึ้นเป็นรัชทายาทไม่นานหลังจากที่ขึ้นครองบัลลังก์ แต่น่าเสียดายที่ชะตาขององค์รัชทายาทไม่ค่อยจะดีนัก เขาเป็นรัชทายาทอยู่ได้ไม่กี่สิบปีก็ต้องจากไปก่อนฮ่องเต้พระองค์ก่อนเสียอีก
ครั้งนี้หลังจากที่ฮ่องเต้ไท่ชูขึ้นครองราชย์ ขุนนางบุ๋นกลับไม่ได้เร่งเร้าให้ฮ่องเต้ไท่ชูแต่งตั้งรัชทายาทอย่างเคย เป็นเพราะสาเหตุใดนั้น คนที่มีสายตาเฉียบแหลมย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ หากพวกเขาเร่งเร้าฮ่องเต้ในเวลานี้ ฮ่องเต้ก็จะต้องแต่งตั้งโอรสองค์โตอย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่ไม่ต้องการให้เว่ยจวินมั่วเป็นรัชทายาทนั้นมีมากกว่าคนที่อยากเห็นเขาเป็นรัชทายาท ดังนั้นทุกคนที่คิดไปในทางเดียวกันจึงไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน ฮ่องเต้ไท่ชูเองก็ยินดีที่จะทำเป็นไม่สนใจเช่นกัน เขามีเรื่องที่ต้องทำมากมาย และเขาก็คงไม่ตายภายในปีหรือสองปีหรอก เหตุใดจะต้องไปพูดคุยเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นกับพวกปราชญ์น่าเบื่อพวกนั้นด้วย ฮ่องเต้ไท่ชูเองก็ไม่เคยสนใจตำแหน่งรัชทายาท เขาย่อมไม่รู้สึกว่าตำแหน่งนี้สำคัญเพียงนั้นอยู่แล้ว ที่จริงเขาก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจพี่ชายรัชทายาทของตนอยู่บ้าง ทั้งที่เป็นรัชทายาทมาตั้งหลายสิบปี แต่ก็ทำสิ่งใดไม่สำเร็จสักอย่าง อย่างน้อยๆ เขาก็ต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ไม่ต้องพูดถึงที่เขาต้องอยู่ใต้อำนาจของเสด็จพ่อด้วยความหวาดกลัวตัวสั่น อึดอัดใจยิ่งกว่าพวกเขาที่ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่ข้างนอก
ฮ่องเต้ไท่ชูและขุนนางบุ๋นบรรลุข้อตกลงที่จะไม่พูดเรื่องนี้ได้อย่างน่าประหลาด แต่ท่านอ๋องจากต่างถิ่นไม่ได้รู้เรื่องด้วยนี่ พวกเขาเป็นขุนนางก็จริง แต่ก็ยังเป็นอ๋องที่เป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย จึงมีสิทธิ์มีเสียงพูดเรื่องในราชวงศ์มากกว่าพวกขุนนางทั่วไป ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แต่กลับไม่แต่งตั้งรัชทายาท แถมยังเก็บองค์ชายทั้งหลายไว้ใกล้ตัวไม่ยอมส่งไปครองดินแดน เกิดสิ่งใดขึ้นเล่า
ดังนั้นอ๋องจากต่างแดนทั้งหลายจึงได้รวมตัวหารือกันอยู่นาน และถวายฎีกาแก่ฮ่องเต้เพื่อเรียกร้องให้แต่งตั้งรัชทายาท
ขุนนางในราชสำนักทั้งหมดดูเหมือนเพิ่งจะรู้สึกตัวกันขึ้นมาเมื่อได้เห็นฎีกาของเหล๋าอ๋อง ใช่แล้ว ฝ่าบาทครองราชย์มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาทเลย ดังนั้นเหล่าขุนนางข้าราชบริพารจึงได้คึกคักกันขึ้นมาทันที
จะแต่งตั้งใครขึ้นเป็นรัชทายาท? นั่นคือปัญหา
นอกจากองค์ชายห้าที่ยังเด็กแล้ว องค์ชายที่เหลือทั้งสี่ล้วนแต่เป็นโอรสที่เกิดแต่พระชายาเอก ตามหลักการแล้วก็ควรแต่งตั้งโอรสที่เกิดจากพระชายาเอกหรือโอรสองค์โต ฉู่อ๋องเป็นทั้งโอรสที่เกิดจากชายาเอกและโอรสองค์โตย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ก็มีคนพูดขึ้นมาว่า ถึงอย่างไรฉู่อ๋องก็เพิ่งจะได้รับการยอมรับในภายหลังนี่เอง ย้อนกลับไปในตอนนั้นภูมิหลังของเขาไม่เป็นที่ยอมรับของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ไม่เช่นนั้นเหตุใดฝ่าบาทและฮองเฮาจึงต้องมอบเขาให้องค์หญิงใหญ่เลี้ยงดูด้วยเล่า การแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาทจะเป็นการไม่เคารพต่อฮ่องเต้พระองค์ก่อน หากพูดถึงองค์ชายรอง นอกจากฉู่อ๋องแล้ว เซียงอ๋องก็ยังนับว่าเป็นโอรสองค์โตได้ แต่เซียงอ๋องนิสัยอ่อนโยนไม่เด็ดขาด เกรงว่าจะไม่สามารถเป็นรัชทายาทได้ แล้วก็มีใครบางคนพูดถึงองค์ชายสามและองค์ชายสี่ แต่ไม่ว่าจะเอ่ยอย่างไรก็มีคนคัดค้านอยู่ดี ในที่สุดการประชุมเช้าในห้องพระโรงก็วุ่นวายเสียงดังยิ่งกว่าในตลาดเสียอีก ฮ่องเต้ไท่ชูที่นั่งอยู่เบื้องบนฟังจนเส้นเลือดเต้นกระตุก จ้องมองขุนนางที่พูดพล่ามไม่หยุดด้วยสายตาดุดัน
เซียวเชียนจย่งที่ยืนอยู่ข้างหลังพี่รองของตนอับอายจนกลายเป็นไอ้โง่คนหนึ่งไปแล้ว เขาก้มหน้าลงแอบด่าพวกเสด็จลุงเสด็จอาและขุนนางพวกนั้นอย่างรุนแรง จะปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขสักกี่วันไม่ได้เลยหรือ เสด็จพ่อเพิ่งจะขึ้นครองราชย์เอง การมีหรือไม่มีรัชทายาทสำคัญเพียงนั้นเลยหรือ ต่อให้สำคัญมาก แต่พวกท่านจะรอให้ข้าออกไปจากจินหลิงก่อนค่อยเอ่ยเรื่องนี้กันไม่ได้หรืออย่างไร เขาไม่ได้สนใจตำแหน่งรัชทายาทนั่นเลยสักนิด!
หนิงอ๋องที่ยืนอยู่ท่ามกลางอ๋องศักดินากวาดตามองเหล่าองค์ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้ม สุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่เว่ยจวินมั่ว ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่าเว่ยจวินมั่วจะจัดการกับเรื่องนี้เช่นไร หนิงอ๋องไม่เชื่อว่าเว่ยจวินมั่วจะไม่สนใจเรื่องนี้เลย ต่อให้เป็นเขาก็ไม่มีโอกาสนั้น หากเขาอยู่ในลำดับต้นๆ แล้วเสด็จพ่อให้โอกาสเขาเหมือนกับที่พี่สามให้โอกาสองค์ชายทั้งหลายแบบนี้ เขาเองก็คงอดที่จะลองดูไม่ได้แน่ๆ
“หุบปากให้หมด!” ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยอย่างอารมณ์เสียพลางกวาดตามองพี่น้องที่น่ารำคาญพวกนั้น “นี่มันท้องพระโรง ไม่ใช่ตลาด! หากมีเวลามานั่งเอ่ยไร้สาระเช่นนี้ ไม่รีบไปทำเรื่องที่ควรทำให้เรียบร้อยให้ข้าเสียดีกว่า!”
ขุนนางที่ถูกต่อว่าเป็นหญิงปากตลาดหน้าแดงทันที แต่กลับยืนกรานหนักแน่น “ทูลฝ่าบาท การแต่งตั้งรัชทายาทเป็นเรื่องสำคัญ จะละเลยได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูแค่นเสียงเยาะออกมาเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวมองลงไปเบื้องล่าง “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ลูกๆ ของข้าก็อยู่ที่นี่หมดแล้ว พวกเจ้าพูดมาสิว่าจะให้แต่งตั้งใคร”
“…” ฮ่องเต้รับสั่งออกมาอย่างง่ายๆ เช่นนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะเล่นสนุกได้เลย เรื่องแบบนี้ควรจะพูดจากันดีๆ หารือกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่ใช่หรือ เหตุใดฝ่าบาทจึงได้รับสั่งราวกับว่า ‘พวกเจ้าบอกว่าใครก็คนนั้นแหละ อย่ามาพูดจาไร้สาระเสียเวลาข้า’ อย่างนั้นเล่า แต่คนที่พอมีสมองหน่อยก็จะรู้ได้ว่า ใครที่กล้าชี้นำว่าฝ่าบาทควรจะแต่งตั้งใครขึ้นมาเป็นรัชทายาทจะต้องมีปัญหาแน่
รอยยิ้มบนใบหน้าของฮ่องเต้ไท่ชูเย็นชาลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าขุนนางทั้งหลายราวกับเป็นใบ้ไปแล้ว “ทำไม่พูดกันเล่า เมื่อครู่นี้ยังพูดเก่งกันอยู่เลยนี่? ค่อยๆ พูดให้ข้าฟังทีละคน คนที่ไม่อยากจะพูดก็ค่อยๆ คิดอยู่ที่นี่ไป คิดได้เมื่อไหร่ก็ค่อยพูด”
“แค่กๆ” ลิ่นฉังเฟิงกระแอมเบาๆ เขายืนขึ้นก่อนจะพูดว่า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าการแต่งตั้งรัชทายาทเป็นเรื่องของราชวงศ์ ย่อมต้องให้ฝ่าบาทเป็นคนตัดสินใจเองพ่ะย่ะค่ะ”
ในฐานะขุนนางขั้นสาม เขาไม่ควรที่จะเอ่ยออกมาก่อน แต่ลิ่นฉังเฟิงคิดว่าตนเองไม่อยากเสียเวลาอยู่ในวังหลวงร่วมกับคนเหล่านี้ เขาเชื่ออย่างสนิทใจว่าฮ่องเต้จะสามารถทำให้คนที่ไม่ยอมเอ่ยออกมาอยู่ในวังหลวงไปได้เรื่อยๆ เฉินอวี้และเซวียเจินที่เงียบมาตลอดก็ยืนขึ้นเช่นกัน “กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทอันใดนั่น จะเป็นการรับประกันความปลอดภัยฮ่องเต้ไปได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อฮ่องเต้ยังอยู่ในวัยที่แข็งแรงเช่นนี้
เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงเริ่มรู้สึกตัว และเริ่มเห็นด้วยกับคำพูดของลิ่นฉังเฟิง แต่ก็ยังมีคนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วย ท่ว่าฮ่องเต้ก็ไม่สนใจความคิดเห็นของพวกเขา ทรงมองลงไปยังอ๋องศักดินาทั้งหลาย “พี่น้องทุกท่านคิดว่าอย่างไร”
ฉีอ๋องเอ่ย “ใต้เท้าลิ่นพูดถูก อีกอย่างการแต่งตั้งรัชทายาทเองก็ไม่ควรเร่งรีบ ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก เสด็จพี่ไยต้องรีบร้อนด้วย”
ชิ่งอ๋องพยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วยกับฉีอ๋อง หนิงอ๋องเลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ให้เสด็จพี่พิจารณาเองเถิด”
ฮ่องเต้ไท่ชูขึงตาใส่เขา แล้วเจ้าก็ยังไปทำตัวเหลวไหลกับพวกเขาอีก!
หนิงอ๋องยักไหล่ ว่างเกินก็น่าเบื่อ อีกอย่างข้าก็ไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว
แต่โจวอ๋องกลับก้าวเข้าไปข้างหน้าแล้วเอ่ย “ฝ่าบาท บ้านเมืองไม่อาจขาดผู้ปกครองได้ เช่นเดียวกันการขาดรัชทายาทก็ทำให้เหล่าขุนนางและประชาชนไม่อาจสงบใจได้ ขอให้ฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยโดยเร็วด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูพยักหน้า “ก็ได้ ในเมื่อพวกเจ้าและเหล่าขุนนางต่างก็ใจร้อนเหลือเกิน…ใครก็ได้ ถ่ายทอดราชโองการ แต่งตั้ง…”
“ฝ่าบาท!” เสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะฮ่องเต้ไท่ชูอย่างกะทันหัน!
“บังอาจ!” ขันทีในท้องพระโรงร้องเสียงสูงขึ้นมาทันที “กล้าขัดฮ่องเต้ไม่ให้ประกาศราชโองการ!”
เมื่อทุกคนหันไปดูก็พบว่าเป็นใต้เท้าเหวินแห่งสำนักฮั่นหลิน ใต้เท้าเหวินคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าจริงใจ “ฝ่าบาท การแต่งตั้งรัชทายาทเป็นเรื่องใหญ่จะรีบร้อนได้เช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยอย่างหมดความอดทน “เมื่อครู่นี้เป็นพวกเจ้าที่อยากจะแต่งตั้งรัชทายาทเอง ตอนนี้ข้าจะแต่งตั้ง พวกเจ้าก็ไม่เห็นด้วยอีก หรือเจ้ามาสอนข้าหน่อยว่าต้องทำอย่างไร” ใต้เท้าเหวินตกใจจนตัวสั่น รีบเอ่ยทันที “กระหม่อมมิกล้า” อันที่จริงเขาก็ไม่อยากขัดจังหวะฮ่องเต้หรอก เพียงแต่เมื่อเขาหันไปเห็นสีหน้าของเซียวเชียนเหว่ยก็เลยต้องทำ เวลานี้เซียวเชียนเหว่ยกำลังก้มหน้าอยู่ เขาเองก็หน้าซีดเช่นเดียวกัน สายตาของเสด็จพ่อที่มองมายังเขาเฉยเมยเย็นชาจนน่าตกใจ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ฮ่องเต้พูดต่อไปจนจบ ชื่อที่ฮ่องเต้จะพูดออกมาย่อมไม่ใช่ชื่อเขาอย่างแน่นอน เซียวเชียนเหว่ยอดรู้สึกเกลียดชังบรรดาอ๋องศักดินาจากต่างแดนที่ว่างมากเกินไปเหล่านั้นไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะคนพวกนี้ยุ่งไม่เข้าเรื่อง ใครจะคิดเรื่องแต่งตั้งรัชทายาทขึ้นมาได้ การแต่งตั้งรัชทายาทในตอนนี้ไม่เป็นผลดีอันใดต่อเขาเลย
ฮ่องเต้ไท่ชูเอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่กล้าก็ดี ข้าจะตัดสินใจเรื่องการแต่งตั้งรัชทายาทเอง ใครกล้าพูดจาไร้สาระอีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่หน้าอดีตฮ่องเต้ เลิกประชุม!”
ทุกคนแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกและน้อมส่งฮ่องเต้ไท่ชูออกไปโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ทุกคนจะจากไป ขันทีที่ติดตามฮ่องเต้ไท่ชูก็หันกลับมาอีกครั้ง “เหวินเจ๋ออันแห่งสำนักฮั่นหลินขัดขวางการแต่งตั้งรัชทายาท เสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ โทษโบยสามสิบไม้ ริบเงินเดือนสามปี จบราชโองการ”
ใต้เท้าเหวินรีบถอนหายใจด้วยความโล่งอกและขอบพระทัยในพระเมตตา ในรัชกาลก่อนขุนนางฝ่ายบุ๋นถูกโบยมาจนชินแล้ว หลังจากถูกโบยเสร็จพวกเขาก็ยังได้ชื่อว่าเป็นขุนนางใจซื่อมือสะอาด ต่อให้ถูกโบยจนตายก็ยังมีชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ที่น่ากลัวที่สุดคือการแขวนคอ คนที่อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเองก็รู้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้มีแผนการอันใด
หลังจากที่ออกจากท้องพระโรง หนิงอ๋องก็ไล่ตามเว่ยจวินมั่วที่เดินอยู่ข้างหน้าทัน เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “ฉู่อ๋อง บอกข้าหน่อยสิว่าความรู้สึกที่เกือบได้เป็นรัชทายาทนั้นเป็นเช่นไร”
“เสด็จอาสิบเจ็ดระวังคำพูดด้วย” เว่ยจวินมั่วเอ่ยเรียบๆ
หนิงอ๋องหันไปมองเซียวเชียนเหว่ยที่กำลังหัวเราะพูดคุยอยู่ด้านหลังเขา “ระวังคำพูดอันใดเล่า อันที่จริงหากจะให้ข้าพูดนะ ที่พวกพี่ๆ น้องๆ พูดมาก็ไม่ผิดนี่ ถ้าพี่สามแต่งตั้งรัชทายาทไปเสียก็ไม่มีปัญหาอันใดแล้ว ดีออก”
เว่ยจวินมั่วเอ่ย “เสด็จปู่ก็แต่งตั้งรัชทายาท” การแต่งตั้งรัชทายาทมีประโยชน์อันใด รัชทายาทที่ไม่ได้ครองบัลลังก์ไม่สู้เป็นอ๋องศักดินาไปครองที่ดินไม่ดีกว่าหรือ
หนิงอ๋องเลิกคิ้ว “เจ้าก็ไม่ใช่พี่ใหญ่นี่”
เว่ยจวินมั่วเหลือบมองเขาเบาๆ ก่อนจะเดินอ้อมเขาไปทันที หนิงอ๋องที่ถูกทิ้งไว้งุนงง ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกว่าสายตาที่เว่ยจวินมั่วเหลือบมองเขาก่อนจะจากไปนั้นเจือความดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง
“นี่! หยุดเลยนะ! มาคุยกันให้รู้เรื่อง…” หนิงอ๋องตะโกนออกไปด้วยความโกรธ
“หนิงอ๋อง” ขันทีผู้หนึ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางเร่งรีบก่อนจะเอ่ยด้วยความเคารพ หนิงอ๋องโบกมืออย่างอารมณ์เสีย “หนวกหู! เซียวเชียนเย่ เจ้า…”
“ท่านอ๋อง ฝ่าบาทเชิญท่านไปที่ห้องทรงพระอักษร” ขันทีรีบแจ้งเรื่องที่ตนเองต้องการบอกก่อนที่พวกเขาจะรีบออกไปกันหมด หนิงอ๋องตกตะลึงทันที “ห้องทรงพระอักษรหรือ ข้าคนเดียวน่ะหรือ”
ขันทีส่ายหน้า “ฝ่าบาทเชิญท่านอ๋องทุกท่านไปที่ห้องทรงพระอักษรเพื่อหารือ”
พอหนิงอ๋องหันไป เขาก็เห็นพี่ๆ น้องๆ หลายคนกำลังเดินไปทางห้องทรงพระอักษรแล้ว มีแต่ฉีอ๋องเท่านั้นที่ยังยืนยิ้มรอเขาอยู่ไม่ไกล เมื่อเขาหันกลับไปมองอีกครั้งเว่ยจวินมั่วก็ไปไกลลิบแล้ว หนิงอ๋องได้แต่แค่นเสียงออกมาเบาๆ แล้วสะบัดแขนเสื้อออกเดินไปทางฉีอ๋องทันที
[1]หนึ่งถ้วยชา ประมาณสิบห้านาที